TDRI เตือนกองทุนบำนาญฯ เสี่ยงหมดในอีก 27 ปี แนะทางรอด ทยอยปรับเงินสมทบ ปรับพอร์ตลงทุน ขยายอายุเกษียณ หาข้อสรุปแยกกองทุนบำนาญออกจากระบบราชการ ชี้ สปส. ต้องยกระดับธรรมาภิบาล เรียกคืนความเชื่อมั่น
สำนักข่าว Next News รายงานเมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2569 นายชาคร เลิศนิทัศน์ นักวิจัยอาวุโส สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) กล่าวภายในงานสัมมนาสาธารณะประจำปี 2569 TDRI Annual Public Conference 2026 ในหัวข้อ“ความ (ไม่) มั่นคงของคนไทย ในโลกที่ไม่แน่นอน” ว่า หากไม่เร่งปฏิรูปกองทุนบำนาญประกันสังคม เงินกองทุนอาจเริ่มติดลบในปี 2580 และน่าจะหมดลงในช่วงปี 2595-2601 เนื่องจากแรงงานในระบบที่จ่ายเงินสมทบเริ่มลดลงสวนทางกับจำนวนคนเกษียณอายุที่เพิ่มขึ้นและอายุยืนขึ้นทำให้รับบำนาญนานขึ้น ขณะที่การจัดการลงทุนยังได้ผลตอบแทนต่ำและบางกรณีไม่โปร่งใส อัตราเงินสมทบปรับขึ้นช้า และอายุเกษียณคงเดิมมานาน จึงเสนอให้กระทรวงแรงงาน และบอร์ดประกันสังคมชุดใหม่ดำเนิน 3 มาตรการเพื่อเพิ่มความมั่นคงแก่กองทุนฯ ได้แก่ 1. ทยอยปรับเพิ่มอัตราเงินสมทบส่วนบำนาญ (ทั้งจากนายจ้างและลูกจ้าง) จาก 6% เป็น 12% 2. ทยอยปรับพอร์ตการลงทุนให้ได้ผลตอบแทนเฉลี่ยจาก 2-3% เป็น 5-6% และ 3. ทยอยขยายอายุเริ่มรับบำนาญจาก 55 ปี เป็น 60 ปี โดยมีเกณฑ์ยกเว้นให้บางกรณีที่ไม่สามารถทำงานต่อได้
ในระยะยาวควรนำ “ระบบบัญชีรายบุคคล (Notional Defined Contribution: NDC)” มาใช้เพื่อเปิดทางให้มีการจ่ายเงินสมทบมากขึ้นตามรายได้ที่สูงขึ้น แต่ยังกำหนดเงินบำนาญขั้นต่ำสำหรับผู้เกษียณอายุ และนำ “กลไกปรับตัวอัตโนมัต” (Automatic Balancing Mechanism: ABM) มาใช้ เพื่อปรับเพิ่มเงินบำนาญที่อิงสถานะทางการเงินของกองทุนฯ สภาพเศรษฐกิจ และโครงสร้างประชากรเปลี่ยนไปในอนาคต
“สำนักงานประกันสังคมต้องเร่งปรับปรุงธรรมาภิบาล พร้อมเร่งเปิดเผยข้อมูลการลงทุนและการใช้งบประมาณอย่างละเอียด เพิ่มมาตรการตรวจสอบอิสระเพื่อติดตามโครงการจัดซื้อจัดจ้างมูลค่าสูง และการตรวจสอบงบการเงินที่รวดเร็ว ที่สำคัญก่อนการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมครั้งต่อไป ต้องเร่งหาข้อสรุปการแยกกองทุนบำนาญฯ ออกจากระบบราชการภายใต้ สปส. ให้เป็นองค์กรใหม่ที่บอร์ดยังกำกับดูแล แต่ให้ CEO มืออาชีพด้านการลงทุนบริหารและถูกประเมินผลงานจากบอร์ด”นายชาครกล่าว
“ผู้หญิง” เป็นเดอะแบกของบ้าน แนะรัฐเร่งพัฒนาระบบดูแลระยะยาวรับสังคมสูงวัย
ด้านนายอรรถกฤต เล็กศิวิไล นักวิชาการทีดีอาร์ไอ นำเสนอในหัวข้อ “สังคมสูงวัย กับความท้าทายของระบบสวัสดิการผู้สูงอายุ”ว่า ในปี 2593 ไทยจะมีผู้สูงอายุมากกว่า 1 ใน 3ของประชากร ขณะที่ผู้สูงอายุติดบ้านและติดเตียงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น แต่ภาระการดูแลส่วนใหญ่ตกอยู่กับผู้หญิงในครอบครัว ทั้งภรรยาและลูกสาว แม้ปัจจุบันองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก สปสช. 10,442 บาทต่อคนต่อปี เพื่อให้ดูแลผู้สูงอายุในภาวะพึ่งพิงรายบุคคล ทว่าการเข้าถึงบริการยังมีสัดส่วนต่ำ โดยเฉพาะกรุงเทพฯ ซึ่งมีผู้เข้าถึงบริการผ่านงบนี้เพียง 5,000 รายเท่านั้น
ระยะสั้น ควรปรับปรุงระบบคัดกรองผู้อยู่ในภาวะพึ่งพิงให้มีเจ้าภาพชัดเจน การลงทะเบียนขอรับบริการต้องสะดวกและรวมกับฐานข้อมูลเพื่อการรับมือความเสี่ยงอื่น ๆ พร้อมทั้งพัฒนารูปแบบบริการให้เหมาะกับคนเมือง เช่น คูปองสำหรับใช้บริการดูแลผู้สูงอายุ ทั้งบริการดูแลเช้า-เย็นกลับ (Day care) การเยี่ยมบ้าน และการอบรมทักษะผู้ดูแล นอกจากนี้ ควรยกระดับมาตรฐานศูนย์ดูแลและผู้ดูแลผู้สูงอายุ โดยพบว่าผู้ดูแลตามบ้านถึง 80% ไม่เคยผ่านการฝึกอบรม พร้อมพัฒนาองค์กรวิชาชีพเพื่อกำกับคุณภาพและรับรองหลักสูตรให้ได้มาตรฐาน ส่วนในระยะยาว ควรจัดตั้งกองทุนประกันการดูแลระยะยาว โดยใช้เงินจากภาษี เงินสมทบจากนายจ้าง และเบี้ยประกันรายปีของวัยทำงาน เพื่อช่วยเติมเต็มค่าใช้จ่ายในการดูแลที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ




