DSI แถลงผลปฏิบัติการ "BLACK TRACE" ล่าขบวนการขุดบิตคอยน์ผิดกฎหมาย ยึดทรัพย์สินกว่า 185 ล.ขยายผลเชื่อมโยงแก๊งจีนเทา-สแกมเมอร์ต่างชาติ ใช้นอมินีถือครองอสังหาฯ พบมีผู้ต้องหา 25 ราย สัญชาติจีน ไทย เมียนมา และนิติบุคคล พฤติกรรมลักทรัพย์ระบบไฟฟ้าต่อเนื่อง จนท.เร่งตามรอยฟอกเงินกว่า 5,000 ล. รัฐสูญเสียรายได้กว่า 3,000 ล.
สำนักข่าว Next News รายงานว่าเมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2569 เวลา 16.00 น. ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษหรือ DSI ได้มีการแถลงผลปฏิบัติการ "BLACK TRACE" ซึ่งเป็นการขยายผลการปราบปรามเหมืองขุดบิตคอยน์ผิดกฎหมาย ที่ลักลอบใช้กระแสไฟฟ้าและใช้นอมินีถือครองอสังหาริมทรัพย์ โดยสามารถตรวจค้นและยึดทรัพย์สินรวมมูลค่ากว่า 185 ล้านบาท
ปฏิบัติการครั้งนี้ DSI โดยกองคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ ได้สนธิกำลังร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง และเจ้าหน้าที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เข้าตรวจค้นพื้นที่เป้าหมายในอำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี และเขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร ตามหมายค้นศาลอาญาเลขที่ 610-625/2569 เพื่อรวบรวมพยานหลักฐานและตรวจยึดทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับคดีลักลอบใช้กระแสไฟฟ้าเพื่อประกอบกิจการเหมืองขุดเงินสกุลดิจิทัล ในคดีพิเศษที่ 21/2568
จากการตรวจค้นและตรวจสอบทรัพย์สิน พบอสังหาริมทรัพย์สำคัญ 2 รายการ ได้แก่ ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างในอำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี เนื้อที่ประมาณ 525 ตารางวา พร้อมอาคารสูง 3 ชั้น มูลค่ากว่า 106 ล้านบาท ซึ่งซื้อขายเมื่อปี พ.ศ. 2566 และมีบริษัทเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ โดยพบว่าผู้เกี่ยวข้องชาวต่างชาติใช้วิธีถือหุ้นผ่านบริษัทแทนการถือครองที่ดินโดยตรง ซึ่งมีผู้ถือหุ้นสัญชาติเมียนมา 2 ราย ถือหุ้นรวมกันร้อยละ 49 และผู้ถือหุ้นสัญชาติไทย 2 ราย ถือหุ้นรวมกันร้อยละ 51
นอกจากนี้ ยังพบห้องชุดในโครงการคอนโดมิเนียม เขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร จำนวน 15 ห้อง มูลค่ารวมประมาณ 79 ล้านบาท ซึ่งมีบุคคลสัญชาติเมียนมา 5 ราย เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ กองคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศจะดำเนินการรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติม พร้อมประสานหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้อง เพื่อสนับสนุนการตรวจสอบข้อมูลนิติบุคคล การถือครองทรัพย์สิน และธุรกรรมทางการเงิน ก่อนดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป
ปฏิบัติการ BLACK TRACE เป็นการขยายผลต่อเนื่องจากการปราบปรามเหมืองขุดบิตคอยน์ผิดกฎหมาย เริ่มจากปฏิบัติการ "Bitforge Operation" เมื่อวันที่ 31 มกราคม 2568 ที่ตรวจยึดเครื่องขุดบิตคอยน์ 1,788 เครื่องในจังหวัดสมุทรสาคร ต่อมาขยายผลสู่ปฏิบัติการ "Operation Copperhead" เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2568 โดยสนธิกำลังกับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ตรวจค้น 7 จุด ในจังหวัดสมุทรสาครและอุทัยธานี สามารถตรวจยึดและอายัดเครื่องขุดบิตคอยน์ 3,642 เครื่อง มูลค่าประมาณ 270 ล้านบาท พร้อมระบบไฟฟ้าและอุปกรณ์ประกอบ มูลค่าประมาณ 30 ล้านบาท รวมมูลค่าทรัพย์สินกว่า 300 ล้านบาท
การสืบสวนขยายผลพบความเชื่อมโยงกับเครือข่ายจีนเทาและขบวนการสแกมเมอร์ข้ามชาติ ซึ่งมีเงินหมุนเวียนในเครือข่ายมากกว่า 5,000 ล้านบาท ส่งผลให้รัฐสูญเสียรายได้กว่า 3,000 ล้านบาท นอกจากนี้ ยังพบเส้นทางการเงินที่นำไปลงทุนในอสังหาริมทรัพย์สำคัญ 2 รายการ ที่ถูกตรวจยึดในครั้งนี้
สำหรับคดีดังกล่าว มีผู้ต้องหารวมทั้งสิ้น 25 ราย โดยพนักงานสอบสวนคดีพิเศษได้แจ้งข้อหาแล้ว 6 ราย และออกหมายจับ 19 ราย (รวมถึงหมายจับที่ออกเพิ่มเติมล่าสุดอีก 7 ราย) จำแนกตามสัญชาติและประเภทบุคคล พบเป็นบุคคลสัญชาติจีน 5 ราย สัญชาติไทย 6 ราย สัญชาติเมียนมา 13 ราย และนิติบุคคล 1 ราย
พฤติการณ์ของผู้ต้องหาคือการลักลอบใช้กระแสไฟฟ้าโดยไม่ได้รับอนุญาต เพื่อใช้เดินเครื่องคอมพิวเตอร์หรือเครื่องขุดบิตคอยน์ โดยมีการติดตั้งเครื่องขุดจำนวนมากในอาคารหรือโกดัง และเดินเครื่องตลอด 24 ชั่วโมง อย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลาตั้งแต่ 2 ปีขึ้นไป เพื่อสร้างผลตอบแทนเป็นสินทรัพย์ดิจิทัล พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงการวางแผนและการดำเนินการอย่างเป็นระบบ เข้าข่ายความผิดเกี่ยวกับการลักทรัพย์ฯ อันมีลักษณะเป็นปกติธุระ, ความผิดเกี่ยวกับการกระทำต่อระบบคอมพิวเตอร์ตาม พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 และที่แก้ไขเพิ่มเติม, ความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์และลักทรัพย์ในเวลากลางคืนโดยร่วมกระทำความผิดตั้งแต่สองคนขึ้นไปตามประมวลกฎหมายอาญา และความผิดฐานร่วมกันฟอกเงินและร่วมกันสมคบเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงินตาม พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม
ปฏิบัติการครั้งนี้เกิดขึ้นจากนโยบายของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ พลตำรวจโท รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ที่มีข้อสั่งการให้กรมสอบสวนคดีพิเศษเร่งปราบปรามเหมืองขุดบิตคอยน์ผิดกฎหมาย ดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดและเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้อง พร้อมตรวจค้นและยึดเครื่องขุดบิตคอยน์ที่เชื่อมโยงกับเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติควบคู่กับการปราบปรามทุนเทาและนอมินีที่ใช้บุคคลสัญชาติไทยอำพรางการประกอบธุรกิจหรือถือครองที่ดินแทนคนต่างด้าว โดยในการแถลงผลปฏิบัติการ BLACK TRACE ในวันนี้ มีนายปิยะศิริ วัฒนวรางกูร ปลัดกระทรวงยุติธรรม พร้อมด้วย ร้อยตำรวจเอก เขมชาติ ประกายหงษ์มณี ผู้อำนวยการกองคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ และนายปิยะ ศรีวิกะ ผู้อำนวยการกองคดี 2 สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ร่วมกันแถลงข่าว




