'ซีพีแรม' คลายข้อสงสัย ยืนยันพัฒนา 4 สายพันธุ์ใหม่เพื่อใช้เป็นวัตถุดิบแปรรูปอาหารเท่านั้น ไม่ได้ผลิตเมล็ดพันธุ์ขาย และไม่เกี่ยวข้องกับกะเพราดั้งเดิมในท้องตลาด พร้อมชี้ชัดงานวิจัย 10 ปีช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต มุ่งยกระดับการเกษตรไทยสู่เป้าหมาย 'ครัวของโลก'
สืบเนื่องจากกรณีการจดทะเบียนคุ้มครองพันธุ์กะเพราที่กำลังเป็นประเด็นถกเถียงในสังคม จนเกิดคำถามว่าในอนาคตคนไทยจะยังปลูกกะเพราได้เองอยู่หรือไม่ หรือเกษตรกรจะต้องซื้อเมล็ดพันธุ์จากบริษัทเอกชนเท่านั้น ล่าสุด นายวิเศษ วิศิษฏ์วิญญู กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีพีแรม จำกัด ได้ออกมายืนยันว่า การจดทะเบียนดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อการวิจัยและพัฒนาเท่านั้น ไม่ได้เป็นการถือสิทธิ์ครอบครองกะเพราทุกสายพันธุ์ ซึ่งประชาชนและเกษตรกรยังคงปลูกและซื้อขายกะเพราได้ตามปกติ
นายวิเศษ ระบุว่า การพัฒนาสายพันธุ์พืชเป็นเรื่องปกติในประเทศที่มีเทคโนโลยีการเกษตรก้าวหน้า เช่น ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา เนเธอร์แลนด์ หรือจีน โดยงานวิจัยจะช่วยยกระดับผลผลิตให้มีคุณภาพดีขึ้น ทั้งต้านทานโรค ทนต่อสภาพอากาศ และได้มาตรฐานสม่ำเสมอตลอด จนตอบโจทย์ความต้องการของตลาด ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายในการผลักดันประเทศไทยสู่การเป็น ‘ครัวของโลก’
นายวิเศษ เปิดเผยเพิ่มเติมว่า บริษัทได้ร่วมมือกับสถาบันอุดมศึกษาในการวิจัยและพัฒนาสายพันธุ์พืช ภายใต้แนวคิดที่ว่า นอกเหนือจากกะเพราสายพันธุ์ดั้งเดิมที่มีมากกว่า 300 สายพันธุ์แล้ว การพัฒนาสายพันธุ์ใหม่จะช่วยเพิ่มทางเลือกให้แก่ผู้บริโภค พร้อมทั้งยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในเวทีโลก ทั้งนี้ การสร้างสายพันธุ์ใหม่เป็นเพียงการเพิ่มทางเลือกเท่านั้น ไม่ได้ส่งผลให้สายพันธุ์เดิมสูญหายไป และไม่ได้เป็นการบังคับให้เกษตรกรต้องเปลี่ยนมาใช้สายพันธุ์ของบริษัทแต่อย่างใด
สำหรับกะเพราที่มีการจดทะเบียนคุ้มครองนั้น ครอบคลุม 4 สายพันธุ์ใหม่ ได้แก่ แก้วจุรี 01 แก้วจุรี 02 แก้วจุรี 03 และแก้วจุรี 04 ซึ่งเป็นพันธุ์ที่พัฒนาขึ้นเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตอาหารพร้อมรับประทานของบริษัท การเพาะปลูกจะดำเนินงานเฉพาะในห่วงโซ่อุปทานและเครือข่ายเกษตรกรพันธมิตรเท่านั้น ไม่ได้เป็นการนำกะเพราพันธุ์ทั่วไปมาถือครองสิทธิแต่อย่างใด ดังนั้น เกษตรกร ประชาชน ผู้ค้า และร้านอาหาร จึงยังสามารถปลูก ซื้อขาย และนำกะเพราสายพันธุ์ดั้งเดิมที่มีอยู่ในประเทศไทยมาประกอบอาหารได้ตามปกติ

นายวิเศษ วิศิษฏ์วิญญู กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีพีแรม จำกัด
ไม่กระทบคนไทย! กะเพราพันธุ์ทั่วไปยังปลูก-ขาย-กินได้เหมือนเดิม
นายวิเศษ ย้ำว่า ประเด็นสำคัญที่อยากให้ประชาชนเข้าใจตรงกันคือ การคุ้มครองสิทธิจะมีผลเฉพาะกะเพราพันธุ์ใหม่ที่ได้รับการจดทะเบียนเท่านั้น ไม่ได้ครอบคลุมถึงกะเพราพื้นเมืองหรือสายพันธุ์อื่นๆ และไม่ได้ทำให้กะเพราทั่วไปกลายเป็นสิทธิ์ของซีพีแรม ดังนั้น ประชาชนที่ปลูกเพื่อบริโภคหรือจำหน่าย พ่อค้าแม่ค้าสด ตลอดจนร้านอาหาร จึงยังสามารถซื้อขายและนำไปประกอบอาหารได้ตามปกติ
อย่างไรก็ตาม ต้องแยกแยะระหว่างการใช้กะเพราพันธุ์ทั่วไป กับการนำส่วนขยายพันธุ์ของสายพันธุ์ที่ได้รับคุ้มครองไปผลิตหรือจำหน่ายเชิงพาณิชย์ ซึ่งกรณีหลังจะต้องเป็นไปตามขอบเขตและข้อยกเว้นของกฎหมาย ยืนยันว่าการจดทะเบียนพันธุ์ใหม่ไม่ได้หมายถึงการถือสิทธิเหนือใบกะเพราทุกใบ หรือเมนูผัดกะเพราที่ประชาชนปรุงขายกันอยู่ในปัจจุบัน
พัฒนากะเพราเพื่อใช้ประกอบอาหารโดยเฉพาะ ไม่ได้ผลิตเมล็ดพันธุ์จำหน่าย
นายวิเศษ ระบุว่า การพัฒนาสายพันธุ์ครั้งนี้ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ ต้นกล้า หรือสายพันธุ์กะเพรา และจะไม่มีการวางจำหน่ายตามท้องตลาดทั่วไป เนื่องจากเป้าหมายหลักคือการควบคุมคุณภาพ ความปลอดภัย และคุณลักษณะของวัตถุดิบให้เหมาะสมกับผลิตภัณฑ์อาหารของบริษัท ซึ่งปริมาณการผลิตในปัจจุบันยังคงเน้นการรองรับความต้องการภายในห่วงโซ่อุปทานเป็นหลัก
ทั้งนี้ การเพาะปลูกจะดำเนินการผ่านแปลงต้นแบบของบริษัท ร่วมกับการทำงานกับเครือข่าย ‘เกษตรกรคู่ชีวิต’ โดยเกษตรกรจะได้รับการถ่ายทอดความรู้ทั้งด้านสายพันธุ์และเทคนิคการเพาะปลูก ก่อนส่งมอบผลผลิตเข้าสู่โรงงาน ซึ่งการมีแปลงปลูกในพื้นที่รอบโรงงาน จะช่วยให้สามารถขนส่งกะเพราสดเข้าสู่กระบวนการผลิตได้อย่างรวดเร็วและคงความสดใหม่
ส่วนข้อกังวลเรื่องเกสรจากแปลงปลูกอาจปลิวไปผสมกับกะเพราในพื้นที่อื่นนั้น นายวิเศษ อธิบายว่า การฟุ้งกระจายของเกสรตามธรรมชาติกับการนำเมล็ดพันธุ์ไปปลูกเป็นคนละประเด็นกัน หากเกิดการผสมข้ามสายพันธุ์จริง เมล็ดที่ได้ก็จะกลายพันธุ์ไปจากเดิม ดังนั้น แม้เกษตรกรจะนำเมล็ดดังกล่าวไปปลูก ก็ไม่ถือเป็นการละเมิดสิทธิแต่อย่างใด จึงขอให้ประชาชนสบายใจได้ในเรื่องนี้
เริ่มจากโจทย์ผู้บริโภคและเกษตรกร ใช้เวลากว่า 10 ปีพัฒนาองค์ความรู้
นายวิเศษ ระบุว่า กะเพราทั้ง 4 สายพันธุ์นี้ได้รับการพัฒนาขึ้นภายใต้ความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน และได้จดทะเบียนคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ในปี 2567 โดยอธิบายว่าการยื่นจดทะเบียนจะทำได้เฉพาะพันธุ์พืชที่ถูกพัฒนาขึ้นใหม่เท่านั้น ไม่สามารถนำกะเพราที่มีอยู่ทั่วไปตามท้องตลาดมาขอคุ้มครองสิทธิได้ ซึ่งการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาของนักวิจัยถือเป็นกระบวนการปกติด้านวิจัยและพัฒนา
ทั้งนี้ บริษัทได้สั่งสมองค์ความรู้เกี่ยวกับกะเพรามานานกว่า 10 ปี จากประสบการณ์การผลิตข้าวกะเพรา ที่พบว่ากะเพราแต่ละสายพันธุ์มีเอกลักษณ์ทั้งด้านกลิ่น รสชาติ และลักษณะใบที่แตกต่างกัน จึงนำมาสู่การวิจัยพัฒนาสายพันธุ์ใหม่เพื่อตอบโจทย์ทั้งเกษตรกรและผู้บริโภค
นอกจากนี้ งานวิจัยไม่ได้จบลงเพียงแค่การได้สายพันธุ์ใหม่ แต่ยังต้องพัฒนาเทคนิคการปลูกและการจัดการแปลงควบคู่กันไป โดยเกษตรกรถือเป็นผู้ร่วมเรียนรู้และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ไม่ได้เป็นเพียงผู้รับความรู้จากบริษัทฝ่ายเดียว
จากประสบการณ์ในแปลงปลูกของเครือข่าย นายวิเศษ ระบุว่า กะเพราสายพันธุ์ใหม่สามารถเก็บเกี่ยวได้มากถึงประมาณ 20 ครั้งต่อการรื้อแปลง ในขณะที่สายพันธุ์เดิมอาจเก็บเกี่ยวได้เพียง 8-9 ครั้งเท่านั้น ทั้งนี้ ผลลัพธ์ดังกล่าวเกิดจากปัจจัยร่วมกันทั้งสายพันธุ์และกระบวนการดูแลจัดการแปลงอย่างเหมาะสม ไม่ได้ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์เพียงอย่างเดียว

-1-

-2-

-3-
อย่างไรก็ดี นายวิเศษ เปิดเผยว่า นอกเหนือจากกะเพราแล้ว การจดทะเบียนคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่เป็นกลไกปกติที่ใช้กับพืชอีกหลายชนิด เช่น พืชตระกูลผลไม้และปาล์มน้ำมัน โดยมีทั้งหน่วยงานภาครัฐ มหาวิทยาลัย และภาคเอกชนร่วมกันพัฒนา ซึ่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เองก็มีการยื่นจดทะเบียนคุ้มครองสายพันธุ์กะเพราของมหาวิทยาลัยด้วยเช่นกัน
ขณะเดียวกัน การสร้างความสมดุลต้องเริ่มจากการตั้งโจทย์วิจัยที่มุ่งสร้างประโยชน์ต่อประเทศ ผู้บริโภค เกษตรกร และชุมชน โดยไม่กระทบต่อวิถีชีวิตหรือทำลายคุณค่าดั้งเดิมของสังคม และต้องไม่ผูกขาดผลประโยชน์ไว้กับผู้วิจัยเพียงฝ่ายเดียว
สำหรับประเทศไทยมีทั้งนักวิจัยที่มีศักยภาพและความหลากหลายทางทางพันธุกรรม ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับประเทศ ดังเช่นตัวอย่างของญี่ปุ่น สิงคโปร์ และจีน ที่สะท้อนให้เห็นว่าการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนา มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจและสังคม
อนึ่ง นอกเหนือจากความร่วมมือเรื่องกะเพราระหว่างบริษัท ซีพีแรมฯ กับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์แล้ว บริษัทยังได้ผนึกกำลังด้านงานวิจัยกับอีกหลายหน่วยงาน ได้แก่ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.), สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) และมหาวิทยาลัยมหิดล รวมถึงพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชน โดยแต่ละความร่วมมือจะมุ่งเน้นการตอบโจทย์และมีขอบเขตการทำงานที่แตกต่างกันออกไป




