News Logo
หน้าแรก
ปธ.ศาลฎีกาตั้ง 5 คณะอนุ กก.รื้อระบบโทษฯ ตั้งเป้าสอดคล้องสังคมยุคใหม่

ปธ.ศาลฎีกาตั้ง 5 คณะอนุ กก.รื้อระบบโทษฯ ตั้งเป้าสอดคล้องสังคมยุคใหม่

26 ต.ค. 2569 13:00
ผู้ชม 3 คน
googleตั้ง Next News เป็นข่าวโปรดบน Google

ปธ.ศาลฎีกาสั่งตั้ง 5 คณะอนุกรรมการใหญ่ ปรับปรุงโทษคดีสำคัญ มุ่งเน้นยุคสมัย ป้องปรามอาชญากรรม ชี้ชัดแนวทางกำหนดโทษต้องเหมาะสมกับสภาพความผิดและสังคมที่เปลี่ยนไป แก้ปัญหากำหนดโทษไม่สอดคล้องสถานการณ์ปัจจุบัน พร้อมรับฟังทุกภาคส่วน หวังลดโอกาสกระทำผิดซ้ำ สร้างความตระหนัก คุ้มครองความปลอดภัย ปชช. ย้ำไม่ใช่แค่เปลี่ยนตัวเลข แต่ต้องรอบด้าน ยุติธรรม และได้สัดส่วนแท้จริง

สำนักข่าว Next News รายงานว่าเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2569 นายสุริยัณห์ หงษ์วิไล โฆษกศาลยุติธรรม กล่าวว่า นายวีระพงศ์ สุดาวงศ์ ประธานศาลฎีกา ได้มีคำสั่งให้ตั้ง 5 คณะอนุกรรมการปรับปรุงบัญชีมาตรฐานการลงโทษในความผิดสำคัญ เพื่อให้โทษเหมาะสมกับสภาพความผิดและสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป  การดำเนินการครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนนโยบายประธานศาลฎีกา 3 ด้าน ได้แก่ “หลักประกันความสงบสุขของสังคม กระบวนการยุติธรรมเพื่อการเยียวยา และองค์กรที่พร้อมรับความท้าทาย” โดยมุ่งทบทวนและปรับปรุงแนวทางการกำหนดโทษให้มีความเหมาะสม โปร่งใส ได้สัดส่วนกับความร้ายแรงของการกระทำความผิด และสอดคล้องกับสภาพสังคมรวมถึงสถานการณ์อาชญากรรมที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว 

โฆษกศาลยุติธรรมกล่าวเสริมว่า ในปัจจุบัน รูปแบบและลักษณะของการกระทำความผิดมีความซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ทั้งจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี สภาพเศรษฐกิจและสังคม ตลอดจนพฤติการณ์ในการกระทำความผิด แม้จะมีการบังคับใช้กฎหมายและดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดอย่างต่อเนื่อง แต่ยังปรากฏการกระทำความผิดในลักษณะเดิมซ้ำอีก รวมถึงความผิดบางประเภทที่มีแนวโน้มรุนแรงหรือสร้างความเสียหายเพิ่มมากขึ้น  ด้วยเหตุนี้ จึงมีความจำเป็นต้องทบทวนว่าแนวทางการกำหนดโทษที่ใช้อยู่ในปัจจุบันว่ายังมีความเหมาะสมกับลักษณะและความร้ายแรงของการกระทำความผิดเพียงใด และสามารถป้องปรามและยับยั้งการกระทำความผิดได้อย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่  ประธานศาลฎีกาจึงเห็นว่าการกำหนดโทษทางอาญาที่เหมาะสมและได้สัดส่วนกับการกระทำความผิดเป็นกลไกสำคัญในการอำนวยความยุติธรรมและคุ้มครองสังคม โดยมุ่งหวังให้โทษที่กำหนดมีผลในการป้องปรามและยับยั้งการกระทำความผิด ลดโอกาสการกระทำผิดซ้ำ และสร้างความตระหนักถึงผลทางกฎหมาย อันจะนำไปสู่การคุ้มครองความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ตลอดจนความสงบสุขของสังคมโดยรวม 

มุ่งเน้นปรับปรุงโทษใน 5 กลุ่มความผิดสำคัญ

คณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรม (ก.บ.ศ.) ได้มีมติเป็นเอกฉันท์เห็นชอบให้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการปรับปรุงบัญชีมาตรฐานการลงโทษจำนวน 5 คณะ เพื่อศึกษา ทบทวน และปรับปรุงแนวทางการกำหนดโทษในกลุ่มความผิดสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนและสังคม ได้แก่ 

คณะอนุกรรมการชุดแรกจะรับผิดชอบคดียาเสพติด คดีตามพระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. 2566 และคดีความผิดเกี่ยวกับการเลือกตั้งที่สำคัญ โดยมีเป้าหมายเพื่อทบทวนแนวทางการกำหนดโทษในความผิดที่ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของประชาชน ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และความสุจริตเที่ยงธรรมของกระบวนการเลือกตั้ง ซึ่งมีรูปแบบการกระทำความผิดเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและอาจสร้างความเสียหายแก่ประชาชนเป็นวงกว้าง ให้สะท้อนความร้ายแรงของพฤติการณ์และผลกระทบจากการกระทำความผิดได้อย่างเหมาะสม 

คณะอนุกรรมการชุดที่สองจะดำเนินการปรับปรุงบัญชีมาตรฐานการลงโทษในคดีจราจรทางบกและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อทบทวนแนวทางการกำหนดโทษในความผิดเกี่ยวกับการใช้รถใช้ถนน โดยคำนึงถึงพฤติการณ์ที่ก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย และทรัพย์สินของประชาชน รวมถึงระดับความร้ายแรงและผลกระทบที่เกิดขึ้น เพื่อป้องปรามพฤติกรรมเสี่ยงอันจะนำไปสู่การเสริมสร้างความปลอดภัยด้านการจราจรแก่ประชาชน 

สำหรับคณะอนุกรรมการชุดที่สาม จะเน้นไปที่คดีอาวุธปืน ตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มุ่งทบทวนแนวทางการกำหนดโทษในความผิดเกี่ยวกับอาวุธปืน โดยคำนึงถึงลักษณะการกระทำความผิด พฤติการณ์ และระดับความเสี่ยงต่อความปลอดภัยสาธารณะ เพื่อให้การกำหนดโทษมีความเหมาะสมกับความร้ายแรงของการกระทำ และป้องปรามการกระทำความผิดที่อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน 

คณะอนุกรรมการชุดที่สี่ได้รับมอบหมายให้ปรับปรุงบัญชีมาตรฐานการลงโทษในคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ โดยจะทบทวนแนวทางการกำหนดโทษในความผิดเกี่ยวกับการทุจริตและประพฤติมิชอบ คำนึงถึงลักษณะและความร้ายแรงของการกระทำ ผลกระทบต่อประโยชน์สาธารณะ ตลอดจนความเสียหายต่อระบบการบริหารราชการแผ่นดินและความเชื่อมั่นของประชาชน เพื่อให้การกำหนดโทษมีความเหมาะสมและป้องปรามการใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ 

และสุดท้าย คณะอนุกรรมการชุดที่ห้า จะรับผิดชอบในคดีสิ่งแวดล้อม มุ่งทบทวนแนวทางการกำหนดโทษในความผิดเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม โดยคำนึงถึงลักษณะการกระทำความผิด ความร้ายแรงของความเสียหาย ผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติ ระบบนิเวศ สุขภาพ และคุณภาพชีวิตของประชาชน รวมถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในระยะยาว เพื่อให้การกำหนดโทษสะท้อนความร้ายแรงของการกระทำความผิดและป้องปรามการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมอย่างเหมาะสม 

ปรับปรุงโทษรอบด้าน ไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่เพื่อสังคมที่เป็นธรรม

คณะอนุกรรมการทั้ง 5 คณะ มีหน้าที่ศึกษา วิเคราะห์ และรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับแนวทางการกำหนดโทษตามบัญชีมาตรฐานการลงโทษที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ตลอดจนกฎหมายที่เกี่ยวข้อง แนวคำพิพากษา สถานการณ์และรูปแบบการกระทำความผิด รวมถึงศึกษาแนวทางการกำหนดโทษของต่างประเทศและมาตรฐานสากล พร้อมทั้งรับฟังความคิดเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง  ประธานศาลฎีกาได้ให้แนวทางว่า การปรับปรุงบัญชีมาตรฐานการลงโทษครั้งนี้มิใช่เพียงการปรับเปลี่ยนตัวเลขหรือระดับโทษให้สูงขึ้นหรือลดลงเท่านั้น แต่ต้องเป็นการพิจารณาอย่างรอบด้านบนพื้นฐานของข้อมูล ข้อเท็จจริง และหลักกฎหมาย เพื่อให้การกำหนดโทษมีความเหมาะสม ได้สัดส่วนกับความร้ายแรงของการกระทำความผิด และคำนึงถึงพฤติการณ์ของผู้กระทำความผิดแต่ละราย โดยมุ่งให้การลงโทษสามารถป้องปรามการกระทำความผิด การป้องกันการกระทำผิดซ้ำ และการคุ้มครองสังคม 

ทั้งนี้ บัญชีมาตรฐานการลงโทษมิใช่ข้อกำหนดตายตัวที่จำกัดดุลพินิจของผู้พิพากษา แต่เป็นแนวทางประกอบการใช้ดุลพินิจเพื่อส่งเสริมให้การกำหนดโทษมีมาตรฐานและความสอดคล้องกัน ผู้พิพากษายังคงมีความเป็นอิสระในการพิจารณาพิพากษาคดีตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย และสามารถใช้ดุลพินิจกำหนดโทษให้เหมาะสมกับข้อเท็จจริง พฤติการณ์แห่งคดี และเหตุเฉพาะตัวของผู้กระทำความผิดแต่ละรายได้ เพื่อให้การลงโทษเป็นไปอย่างยุติธรรมและได้สัดส่วนกับการกระทำความผิดอย่างแท้จริง 

เมื่อคณะอนุกรรมการทั้ง 5 คณะดำเนินการศึกษาและจัดทำข้อเสนอการปรับปรุงบัญชีมาตรฐานการลงโทษแล้วเสร็จ จะมีการนำผลเข้าสู่กระบวนการพิจารณาตามขั้นตอน เพื่อให้ได้แนวทางการกำหนดโทษที่มีมาตรฐานสำหรับใช้ประกอบการพิจารณาพิพากษาคดีของศาลยุติธรรมทั่วประเทศ โดยศาลยุติธรรมจะประชาสัมพันธ์ความคืบหน้าและผลการดำเนินงานให้ประชาชนทราบอย่างต่อเนื่อง การดำเนินการในครั้งนี้มีเป้าหมายสูงสุดคือการธำรงไว้ซึ่งความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมาย ให้ศาลยุติธรรมเป็นเสาหลักที่คุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนทุกคนด้วยความเท่าเทียม ปราศจากอคติ เพื่อให้กฎหมายเป็นเกราะคุ้มครองประชาชนทุกคนได้อย่างแท้จริง 

แท็กที่เกี่ยวข้อง
ประธานศาลฎีกา

ก

ก

ก



ก

ก

ก

section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

กสิกรแจงปมสลิปโอนเงินถึง‘อนุทิน’ ตรวจสอบแล้วไม่พบเลขบัญชีในระบบ
กสิกรแจงปมสลิปโอนเงินถึง‘อนุทิน’ ตรวจสอบแล้วไม่พบเลขบัญชีในระบบ