กฟผ. เร่งเตรียมพร้อมพัฒนาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ SMR ขนาด 300 เมกะวัตต์ ตั้งกรอบลงทุน 6,000–7,000 ล้านบาท จ่อจ้างปรึกษาต่างชาติศึกษาเทคโนโลยีและพื้นที่ตั้ง ปี 2570 หวังลดความเสี่ยงต้นทุนผลิตไฟฟ้าจากราคา LNG ผันผวน ตั้งเป้าเดินเครื่องโรงแรกตามแผน PDP ภายในปี 2580
สำนักข่าว Next News รายงานเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2569 นายสมภพ พัฒนอริยางกูล รองปลัดกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เดินหน้าเตรียมความพร้อมพัฒนาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก หรือ SMR (Small Modular Reactor) ขนาด 300 เมกะวัตต์ ขณะนี้ กฟผ. อยู่ระหว่างเตรียมข้อมูลสนับสนุนการศึกษา (PDP Study) เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาของหน่วยงานภาครัฐในการจัดลำดับการพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้า SMR นอกจากนี้ กฟผ. อยู่ระหว่างสรรหาบริษัทที่ปรึกษาจากต่างประเทศ ซึ่งมีความรู้และความเชี่ยวชาญ เพื่อดำเนินการศึกษาในประเด็นสำคัญ ได้แก่ การคัดเลือกเทคโนโลยีที่เหมาะสม และการคัดเลือกพื้นที่ตั้งโรงไฟฟ้า โดยคาดว่าจะได้ที่ปรึกษาในช่วงต้นปี 2570 ทั้งนี้ การดำเนินโครงการในขั้นต่อไปจะต้องรอให้แผน PDP ฉบับทางการประกาศใช้ก่อน จากนั้นจึงจะนำเสนอเรื่องผ่านกระทรวงพลังงานไปยังรัฐบาล เพื่อพิจารณาดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป
นายสมภพ กล่าวว่า สำหรับการคัดเลือกพื้นที่ตั้งโรงไฟฟ้า SMR จะดำเนินการตามคำแนะนำของทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) โดยพิจารณาจากเงื่อนไขหลายด้าน เช่น ความเสี่ยงจากแผ่นดินไหว รวมถึงความเหมาะสมและความพร้อมของพื้นที่ นอกจากนี้ จะพิจารณาถึงโครงสร้างพื้นฐานที่ กฟผ. มีอยู่เดิม เช่น แหล่งน้ำและระบบส่งไฟฟ้า เพื่อใช้ประกอบการประเมินพื้นที่ที่มีศักยภาพในการรองรับโรงไฟฟ้า อย่างไรก็ตาม การกำหนดพื้นที่ศึกษาจะเป็นการทำงานร่วมกันระหว่าง กฟผ. และบริษัทที่ปรึกษา โดย กฟผ. จะให้ข้อมูลเกี่ยวกับพื้นที่และโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่ ขณะที่บริษัทที่ปรึกษาจะให้ความเห็นทางวิชาการ ก่อนร่วมกันพิจารณาความเหมาะสมของพื้นที่ในขั้นสุดท้าย
นายสมภพ กล่าวว่า ความผันผวนของราคาพลังงานเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้โรงไฟฟ้า SMR ถูกบรรจุเข้ามาในแผน PDP เนื่องจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์มีลักษณะการใช้เชื้อเพลิงที่ช่วยลดความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาเชื้อเพลิงในระยะสั้น เมื่อพิจารณาร่วมกับอายุการใช้งานของโรงไฟฟ้า SMR ที่ยาวนาน ทำให้ต้นทุนเชื้อเพลิงมีสัดส่วนไม่สูงมากนักเมื่อเทียบกับต้นทุนค่าไฟฟ้าโดยรวม จึงมีโอกาสช่วยลดผลกระทบจากความผันผวนของราคาก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่ส่งผลต่อต้นทุนการผลิตไฟฟ้า สำหรับต้นทุนการก่อสร้างนั้น มองว่าเทคโนโลยี SMR ยังเป็นเทคโนโลยีใหม่ และเมื่อมีการพัฒนาโรงไฟฟ้าเพิ่มขึ้นต้นทุนการก่อสร้างมีแนวโน้มลดลงจากการพัฒนาเทคโนโลยีและประสบการณ์ในการดำเนินโครงการ แม้ต้นทุนการลงทุนในระยะแรกจะเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องศึกษา แต่เมื่อพิจารณาจากอายุการใช้งานของโรงไฟฟ้า SMR ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 60–70 ปี เทียบกับโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติทั่วไปที่มีอายุการใช้งานประมาณ 25–30 ปี ประเมินว่า SMR ยังมีโอกาสแข่งขันด้านต้นทุนการผลิตไฟฟ้าได้ในระยะยาว
สำหรับกรอบเงินลงทุนของโครงการโรงไฟฟ้า SMR ขนาด 300 เมกะวัตต์ ตามข้อมูลในร่างแผน PDP มีการตั้งสมมติฐานเงินลงทุนไว้ประมาณ 6,000–7,000 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวเป็นสมมติฐานที่ปรากฏในแผน จึงยังต้องพิจารณารายละเอียดและความเหมาะสมของต้นทุนประกอบการศึกษา ส่วนการคัดเลือกเทคโนโลยี กฟผ. จะให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีที่มีความน่าเชื่อถือและผ่านการพิสูจน์แล้ว (Proven Technology) โดยมุ่งเน้นเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับการผลิตไฟฟ้าเป็นหลัก ซึ่งจะต้องพิจารณารายละเอียดด้านระบบหล่อเย็นและการใช้น้ำประกอบด้วย อย่างไรก็ดี กฟผ. ยังไม่ได้กำหนดว่าจะเลือกใช้เทคโนโลยีจากประเทศใด โดยเปิดกว้างสำหรับเทคโนโลยีที่ผ่านการพิสูจน์แล้วทุกประเภท และจะพิจารณาจากความเหมาะสมกับโครงการเป็นสำคัญ ย้ำพัฒนาบุคลากร สร้างความเข้าใจประชาชน
ทั้งนี้ ร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP2026) ได้กำหนดเป้าหมายพัฒนาโรงไฟฟ้า SMR กำลังผลิตรวม 9,000 เมกะวัตต์ และตั้งเป้าหมายเดินเครื่องโรงไฟฟ้า SMR โรงแรกภายในปี 2580 การประชุมครั้งนี้ จึงเป็นเวทีสำคัญที่เปิดโอกาสให้ผู้เชี่ยวชาญจาก IAEA และผู้เชี่ยวชาญจากนานาประเทศ มาแบ่งปันประสบการณ์และแนวปฏิบัติสากล ตั้งแต่การศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ การวางแผน การดำเนินงาน การพัฒนากำลังคน การสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัย รวมถึงการมีส่วนร่วมของประชาชน เพื่อช่วยให้หน่วยงานต่าง ๆ ของประเทศไทยมีความรู้ ความเข้าใจ และสามารถเตรียมความพร้อม ได้อย่างเป็นระบบ หากประเทศไทยตัดสินใจพัฒนาโรงไฟฟ้า SMR ในอนาคต จะสามารถดำเนินการ ได้อย่างปลอดภัย มีประสิทธิภาพ และเป็นไปตามมาตรฐานสากล




