ACSC-CIB ผนึกกำลัง ปปง.-ก.ล.ต. ลุยทลายเครือข่าย 'เบน สมิธ-ยิม เลียก' เปิดปฏิบัติการ 'มหากาพย์ฟอกเงินข้ามโลก' ซุกเงินผ่านกองทุนนอก ซื้อหุ้นบจ.ไทย ออกหมายจับ 7 ผู้ต้องหา เผยแผนประทุษกรรมแบ่งหน้าที่ชัดเจน ฟอกเงิน-อั้งยี่-ครอบงำหลักทรัพย์ ไม่รายงานข้อมูล ปปง. อายัดทรัพย์สินกว่า 2.1 หมื่นล้านบาท หุ้นไทยกว่า 1.4 หมื่นล้าน เตรียมคืนผู้เสียหาย ก.ล.ต. ย้ำตลาดทุนโปร่งใส กฎหมายบังคับใช้เข้มข้น ไม่ปล่อยให้กลุ่มทุนเทาบงการ
สำนักข่าว Next News รายงานว่าเมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2569 ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) สำนักงานตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) ได้แถลงข่าวปฏิบัติการทลายเครือข่ายคดีฟอกเงินข้ามโลก รายใหญ่ ซึ่งมีพฤติการณ์ซ่อนเงินผ่านธนาคารและกองทุนต่างประเทศหลายชั้น ก่อนแปรสภาพเป็นหุ้นขนาดใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
โดยจากการบูรณาการกำลัง ของเจ้าหน้าที่ 90 นายเข้าตรวจค้นจับกุมและแจ้งข้อกล่าวหา ส่งผลให้มีการอายัดทรัพย์สินรวมมูลค่ากว่า 21,000 ล้านบาท แบ่งเป็นหุ้นไทยที่ถูกอายัดไว้ชั่วคราวรวมกว่า 14,808 ล้านบาท นอกจากนี้ยังยึดอายัดเรือยอชต์ รถยนต์ เงินฝาก และที่ดิน ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลแพ่ง และสำนักงาน ปปง. กำลังดำเนินการคืนเงินให้แก่ผู้เสียหาย
ผู้แถลงข่าวในปฏิบัติการนี้ได้แก่ พล.ต.อ.อิทธิพล อัจฉริยะประดิษฐ์ รอง ผบ.ตร. ผู้อำนวยการศูนย์ฯ และ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วย ผบ.ตร. ในฐานะรองผู้อำนวยการศูนย์ฯ ร่วมกับ นายเทพสุ บวรโชติดารา เลขาธิการ คณะกรรมการปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และ นางพรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการ คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) หลังจากสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) บูรณาการร่วมกันกับสำนักงาน ก.ล.ต.
การสืบสวนและแผนประทุษกรรม
คดีนี้สืบเนื่องมาจากการสืบสวนขยายผลเครือข่ายของนายเบน สมิธ หรือเบนจามิน เมาเออร์เบอร์เกอร์ และนายยิม เลียก สัญชาติกัมพูชา ซึ่งนำเงินที่ได้จากการกระทำความผิดมูลฐานฉ้อโกงนักธุรกิจชาวลาวและคดีแก๊งสแกมเมอร์ ส่งผ่านธนาคารและกองทุนในต่างประเทศหลายชั้น แล้วย้อนกลับเข้ามาในรูปของเงินลงทุนจากต่างประเทศ เพื่อเข้าถือหุ้นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยการสืบสวนรวบรวมพยานหลักฐานจากตำรวจสอบสวนกลาง ทำงานร่วมกับ ปปง. ก.ล.ต. และหน่วยงานต่างประเทศ
ข้อมูลการสืบสวนพบว่า นายเบน สมิธ มีประวัติในต่างประเทศมาก่อน โดยเคยเสนอขายหุ้นนอกตลาดแก่นักลงทุนรายย่อยในประเทศนิวซีแลนด์และออสเตรเลีย จนถูกทางการนิวซีแลนด์ห้ามประกอบอาชีพนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ 7 ปี และเมื่อปี 2559 ได้หลอกลวงนักลงทุนต่างชาติในประเทศไทย จนศาลอาญาออกหมายจับและองค์การตำรวจสากลออกหมายแดงไว้แล้ว ในช่วงเวลาเดียวกัน นายเบน สมิธ และนายยิม เลียก ได้ร่วมกันจัดตั้งธนาคาร B.IC. ในประเทศกัมพูชา ซึ่งต่อมาธนาคารแห่งนี้กลายเป็นท่อส่งเงินของเครือข่าย โดยมีการแบ่งขั้นตอนและรูปแบบการกระทำความผิดเป็น 3 ช่วง คือ
ช่วงที่ 1 (ปี 2562 ถึง 2564): เครือข่ายใช้บัญชีส่วนตัว บัญชีของคนในครอบครัว และบัญชีนิติบุคคลที่ให้ภรรยาถือหุ้นและเป็นกรรมการไขว้กัน โดยเริ่มพบเงินที่ได้จากการฉ้อโกงออนไลน์เข้าบัญชีของนายยิม เลียก แล้วถูกถ่ายเทต่อไปยังบัญชีคนในครอบครัว บัญชีส่วนตัว และนิติบุคคลที่ตั้งขึ้น ต่อมาเมื่อต้นปี 2565 บัญชีที่เกี่ยวข้องกับนายยิม เลียก เริ่มถูกอายัด
ช่วงที่ 2 (ปี 2565 ถึง 2566): เครือข่ายเปลี่ยนวิธี โดยใช้บัญชีจากประเทศกัมพูชาโอนเงินตรงเข้ามาบัญชีของเครือข่ายในประเทศไทย แล้วส่งต่อไปยังกองทุนในประเทศสิงคโปร์ภายในไม่กี่วัน
ช่วงที่ 3 (ปี 2567 ถึง 2568): ธนาคาร B.I.C. โอนเงินเข้าบัญชีของกองทุน CAI สิงคโปร์กว่าหลายหมื่นล้านบาท ซึ่งดูเหมือนเป็นธุรกรรมปกติระหว่างธนาคารกับกองทุน แต่ปลายทางของเงินคือหุ้นบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่ในไทย เจ้าหน้าที่ตำรวจและ ก.ล.ต. ตรวจสอบร่วมกับหน่วยงานสิงคโปร์ (MAS) พบว่าผู้รับประโยชน์ที่แท้จริงคือ เครือข่ายนายเบน สมิธ และนายยิม เลียก ซึ่งแหล่งเงินที่มาล้วนมาจากกลุ่มนี้เช่นกัน
บทบาทของผู้ต้องหา
จากการสืบสวนพบว่าผู้ต้องหาทั้ง 7 รายแบ่งหน้าที่กันอย่างชัดเจน ดังนี้
นายเบน สมิธ หรือเบนจามิน เมาเออร์เบอร์เกอร์ อายุ 48 ปี: เป็นผู้ตัดสินใจและสั่งการ มีหน้าที่วางแผนจัดการเกี่ยวกับการลงทุนในเงินที่ได้มาจากการฟอกเงิน
นายยิม เลียก อายุ 40 ปี: ควบคุมธนาคารและกองทุนที่เป็นช่องทางเงิน เป็นผู้นำผิดร่วมในความผิดมูลฐานเกี่ยวกับการฉ้อโกงแบบสแกมเมอร์
นายยูจีน แทง อายุ 48 ปี: บริหารกองทุนในประเทศสิงคโปร์ จัดโครงสร้างผู้ลงทุนและแหล่งเงิน
นางสาวแคทรียา เมาเออร์เบอร์เกอร์ อายุ 40 ปี: ถือผลประโยชน์แทนในฐานะภรรยาของนายเบน สมิธ
นางสาวสุภารัตน์ (สงวนนามสกุล) อายุ 45 ปี: ถือผลประโยชน์แทน
นายโคปิง (สงวนนามสกุล) อายุ 42 ปี: ผู้ประสานงานในการจัดหาคัดเลือกหุ้นที่จะลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ประเทศไทย
นายณัฐกร (สงวนนามสกุล) อายุ 40 ปี: ผู้ประสานงานในการจัดหาคัดเลือกหุ้นที่จะลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ประเทศไทย
ผู้ต้องหาทั้งหมดเป็นคนชุดเดิม ใช้วิธีเดิม เพื่อปกปิดที่มาของเงินและผู้ถือหุ้นที่แท้จริง พฤติการณ์ดังกล่าวจึงมีเหตุอันควรเชื่อว่าผู้ต้องหาทั้ง 7 ราย ร่วมกันกระทำความผิด
การดำเนินคดีและข้อกล่าวหา
เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2569 เจ้าหน้าที่ได้ขออนุมัติศาลออกหมายจับผู้ต้องหา 6 ราย ได้แก่ นายเบน สมิธ, นายยิม เลียก, นางสาวแคทรียา เมาเออร์เบอร์เกอร์, นางสาวสุภารัตน์ (สงวนนามสกุล), นายยูจีน แทง และนายโคปิง (สงวนนามสกุล) ซึ่งทั้งหมดหลบหนีอยู่ต่างประเทศ นอกจากนี้ยังได้แจ้งข้อกล่าวหานายณัฐกร (สงวนนามสกุล) ซึ่งให้การปฏิเสธในชั้นนี้
ACSC ระบุว่าผู้ต้องหาทั้งหมดกระทำความผิดใน 4 ข้อกล่าวหา ได้แก่
ร่วมกันฟอกเงิน และสมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงิน และได้มีการกระทำความผิดฐานฟอกเงินเพราะเหตุที่ได้สมคบกัน
ร่วมกันเป็นอั้งยี่
ร่วมกันถือหลักทรัพย์เพื่อครอบงำกิจการโดยฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด (ตามมาตรา 247 แห่งกฎหมายหลักทรัพย์)
เป็นผู้มีหน้าที่รายงานการได้มาหรือจำหน่ายหลักทรัพย์แต่ไม่รายงานต่อสำนักงาน ก.ล.ต. ภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด (ตามมาตรา 246 ของกฎหมายหลักทรัพย์)
ในวันเดียวกัน เจ้าหน้าที่ยังได้นำกำลังเข้าทำการตรวจค้นเป้าหมายจำนวน 4 จุด สามารถตรวจยึดของกลางสำคัญที่เชื่อมโยงเส้นทางเงินของเครือข่ายได้ อาทิ สัญญากู้ยืมเงินและสัญญาซื้อขายหุ้น เอกสารเกี่ยวกับกองทุนหุ้น 6 แฟ้ม และอุปกรณ์เก็บคริปโทชนิด Ledger พร้อมอุปกรณ์ยืนยันตัวตน (Authenticator) รวม 3 เครื่อง นอกจากนี้ ยังยึดโทรศัพท์มือถือ 5 เครื่อง คอมพิวเตอร์ 2 เครื่อง แท็บเล็ต 1 เครื่อง และแฟลชไดรฟ์ 1 อัน ซึ่งจะนำไปตรวจพิสูจน์เพื่อขยายผลไปยังผู้เกี่ยวข้องและทรัพย์สินที่ยังซุกซ่อนอยู่ต่อไป

คำชี้แจงจาก ปปง. และ ก.ล.ต.
นายกมล สิทธิ์ วงศ์บุตรน้อย รองเลขาธิการ ปปง. เปิดเผยว่า ปปง. ได้มีคำสั่งยึดและอายัดทรัพย์สินของกลุ่มเครือข่ายนี้รวม 5 คำสั่ง คิดเป็นมูลค่ารวมประมาณ 26,000 ล้านบาท โดยเฉพาะหุ้นในตลาดหลักทรัพย์กว่า 16,000 ล้านบาท ในหลายหลักทรัพย์ เช่น หุ้น VGI, BBCP ของบางจาก และ MFC ซึ่งทรัพย์สินเหล่านี้ได้มาจากการกระทำความผิดมูลฐานฉ้อโกงประชาชนและสแกมเมอร์ ปัจจุบันสำนวนการยึดอายัดทรัพย์อยู่ในชั้นศาล และ ปปง. จะดำเนินการประกาศให้ผู้เสียหายเข้ามายื่นคำร้องขอรับการคุ้มครองสิทธิ์จากทรัพย์ที่ยึดเพื่อนำไปสู่กระบวนการเฉลี่ยคืนทรัพย์ให้แก่ผู้เสียหายต่อไป
ด้านนางพรอนงค์ บุศราตระกูล เลขาธิการ ก.ล.ต. ได้กล่าวถึงกรณีที่บริษัทจดทะเบียนแห่งหนึ่ง (VGI) มีการออกหุ้นเพิ่มทุนเสนอขายแก่บุคคลในวงจำกัด (PP) ให้แก่กองทุนต่างประเทศ 3 กลุ่ม ได้แก่ CAI Optimum Fund VCC (UBO คือ คุณพิมพ์), Obus Charter Interrance (UBO คือ คุณแคทรียา) และ Thai IR (UBO คือ คุณสุภารัตน์) รวมทั้งหมดกว่า 8,850 ล้านบาท
ก.ล.ต. ได้ตรวจสอบร่วมกับหน่วยงานกำกับดูแลในต่างประเทศ พบว่าผู้รับผลประโยชน์รายสุดท้ายที่แท้จริง (UBO) คือคนกลุ่มเดียวกัน อันได้แก่ นายยิม เลียก นางสาวแคทรียา และนางสาวสุภารัตน์ ภายใต้การวางแผนของนายเบน สมิธ ซึ่งเมื่อรวมกันแล้วเกิน 25% ของสิทธิ์ออกเสียง แต่ไม่มีการรายงานเป็นกลุ่มและไม่ทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ทั้งหมดของกิจการ นอกจากนี้ ยังพบว่ามีการถือแทนจนเกิน 20% ในหุ้นที่จำกัดต่างชาติถือครองได้รายละไม่เกิน 5% ซึ่งเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ. หลักทรัพย์ฯ มาตรา 246 และ 247 ก.ล.ต. ย้ำว่าการดำเนินการนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับตัวบริษัทจดทะเบียนแต่อย่างใด การซื้อขายหุ้นของบริษัทดังกล่าวยังเป็นปกติ การอายัดจะอายัดเฉพาะผู้ที่เข้าข่ายการกระทำความผิดเท่านั้น เพื่อรักษาความน่าเชื่อถือของตลาดทุนไทย
ปฏิบัติการทลายเครือข่าย ฟอกเงินข้ามโลก เป็นไปตามนโยบายของสำนักงานตำรวจแห่งชาติในการปราบปรามอาชญากรรมทางเศรษฐกิจและการฟอกเงินข้ามชาติ ปกป้องความน่าเชื่อถือของตลาดทุนไทย ตัดวงจรเงินจากการกระทำความผิดที่ถูกนำกลับเข้ามาลงทุนในประเทศพร้อมขยายผลติดตามทรัพย์สินตามกฎหมายต่อไป
ศูนย์ ACSC ขอแจ้งว่าคดีนี้สะท้อนภัยรูปแบบใหม่ของอาชญากรรมข้ามชาติที่เงินผิดกฎหมายไม่ได้ซ่อนอยู่ในบัญชีม้าหรือทรัพย์สินหรูหราอีกต่อไป แต่ถูกแปรสภาพจนกลับเข้ามาในรูปของเงินลงทุนจากต่างประเทศ แล้วเข้าถือหุ้นบริษัทจดทะเบียนที่ประชาชนนับล้านใช้บริการ ตำรวจสอบสวนกลาง ร่วมกับ ปปง. ก.ล.ต. และหน่วยงานต่างประเทศ จะติดตามเส้นทางเงินทุกทอดและยึดทรัพย์คืนให้ได้มากที่สุด หากพบการชักชวนลงทุนที่ผิดปกติ หรือมีข้อมูลเกี่ยวกับเครือข่ายนี้ สามารถแจ้งตำรวจสอบสวนกลางได้ทุกช่องทาง
ถาม-ตอบ ประเด็นสำคัญ
เมื่อถามว่ามีหุ้นบริษัทจดทะเบียนใดบ้างที่ถูกกลุ่มผู้ต้องหาเข้าถือครองและถูกอายัด?
ทางด้านของตัวแทนจาก ก.ล.ต.กล่าวตอบว่า พบว่ามีหุ้น VGI ที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดในการไม่รายงานและไม่ทำคำเสนอซื้อ ส่วน ปปง. มีการยึดอายัดหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ 3 ตัว ได้แก่ VGI, BBCP (บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด) และ MFC (บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน เอ็มเอฟซี จำกัด (มหาชน)) เนื่องจากเป็นเงินที่ได้มาจากการกระทำความผิดและนำมาลงทุนในตลาดหุ้นไทย
เมื่อถามว่าบริษัทจดทะเบียนที่เกี่ยวข้องกับการถือหุ้นเหล่านี้มีความผิดด้วยหรือไม่?
ตัวแทนจาก ก.ล.ต.ตอบว่า ไม่มีความผิด บริษัทจดทะเบียนไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดนี้ การดำเนินการอายัดทรัพย์สินและดำเนินคดีมุ่งเน้นที่ตัวบุคคลผู้กระทำความผิดเท่านั้น การซื้อขายหุ้นของบริษัทเหล่านี้ยังคงเป็นปกติในตลาดหลักทรัพย์ และไม่ได้เกี่ยวข้องกับผลประกอบการของบริษัท
เมื่อถามว่า กระบวนการคืนเงินให้กับผู้เสียหายจะดำเนินการอย่างไร?
ตัวแทนจาก ปปง.ตอบว่า อยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูลผู้เสียหายที่ถูกฉ้อโกงเพื่อนำไปยื่นต่อศาลแพ่งให้พิจารณาคุ้มครองสิทธิ์ โดยศาลจะเป็นผู้พิจารณาว่าผู้เสียหายรายใดมีสิทธิ์ได้รับการคุ้มครองและจัดสรรทรัพย์สินคืนตามสัดส่วนที่เหมาะสม ซึ่งกระบวนการจะแยกจากการดำเนินคดีอาญา
เมื่อถามว่า การจับกุมผู้ต้องหาที่ส่วนใหญ่หลบหนีไปต่างประเทศ จะกระทบต่อกระบวนการยุติธรรมและการคืนเงินหรือไม่?
เจ้าหน้าที่ตำรวจตอบว่าคดีอาญาและการริบทรัพย์สินในทางแพ่งมีกระบวนการที่แยกกัน ไม่ได้ผูกติดกัน การที่ผู้ต้องหาหลบหนีอยู่ต่างประเทศไม่หยุดยั้งกระบวนการริบทรัพย์และคืนเงินให้ผู้เสียหาย อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ได้ออกหมายแดงและจะติดตามตัวผู้ต้องหามาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
เมื่อถามว่า มีความกังวลหรือไม่ว่าตลาดทุนไทยจะได้รับผลกระทบจากภาพลักษณ์ของการเป็นแหล่งพักเงินทุนสีเทา และมีมาตรการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีกได้อย่างไร?
ตัวแทนจาก ก.ล.ต. ตอบว่าเชื่อว่าความเชื่อมั่นของตลาดทุนจะเกิดขึ้นเมื่อมีการบังคับใช้กฎหมายที่เป็นรูปธรรมและเข้มแข็ง การดำเนินการอย่างบูรณาการของตำรวจ ปปง. และ ก.ล.ต. ในครั้งนี้เป็นการตอกย้ำว่าไม่ว่าจะมีความซับซ้อนของเครือข่ายหรือกลุ่มบุคคลใด การดำเนินการเอาผิดจะเกิดขึ้นจริงและรวดเร็วขึ้น ซึ่งจะช่วยสร้างความเกรงกลัวให้กับผู้กระทำความผิดและเรียกความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน การดำเนินการยึดทรัพย์และการกล่าวโทษผู้กระทำความผิดในอดีตก็แสดงให้เห็นว่าตลาดทุนไทยยังมีความมั่นคงและโปร่งใส
สำนักข่าว Next News รายงานข่าวเพิ่มเติมว่าสำหรับการออกหมายจับนายเบน สมิธในคดีนี้นั้น ถือว่าเป็นหมายจับคดีแรกในฐานความผิดฟอกเงิน ส่วนหมายจับก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569 ตำรวจสอบสวนกลางได้ออกหมายจับนายเบน สมิธ ในข้อหาร่วมกันฉ้อโกงและสมคบกันฟอกเงิน จากกรณีมีนักลงทุนต่างชาติกล่าวหาว่าถูกหลอกลวงลงทุนในหลายโครงการตั้งแต่ปี 2559 เป็นต้นมา
ขณะที่นายณัฐกร หรื่อชื่อเต็มว่านายณัฐกร อธิธนาวานิช ปรากฎื่อเป็นอดีตกรรมการและตัวแทนจากบริษัท อัลฟ่า ชาร์เตอร์ด เอนเนอร์จี จำกัด (Alpha Chartered Energy: ACE)
ผู้สื่อข่าว Next News ได้พยายามติดต่อสอบถามข้อเท็จจริงเรื่องการออกหมายจับ แต่จนถึงบัดนี้ยังไม่สามารถติดต่อได้




