News Logo
หน้าแรก
เปิดเส้นทาง'หมูเถื่อน'ข้ามโขงเข้าไทย ยึดล็อตใหญ่ 16.5 ตัน ซุกตู้ผักสด

เปิดเส้นทาง'หมูเถื่อน'ข้ามโขงเข้าไทย ยึดล็อตใหญ่ 16.5 ตัน ซุกตู้ผักสด

28 ต.ค. 2569 20:19
ผู้ชม 2 คน
googleตั้ง Next News เป็นข่าวโปรดบน Google

ย้อนรอยคดีหมูเถื่อน 161 ตู้ 4.5 ล้านกก. จากเส้นทางการค้าชายแดนสามเหลี่ยมทองคำ–แม่น้ำโขงสู่โกดังบางขุนเทียน ปี’69 พบลอบขนเนื้อสัตว์อำพรางปนตู้ผักสด ยึดล็อตใหญ่ 16.5 ตัน มูลค่ากว่า 1.2 ล้านบาท หวั่นกระทบการแข่งขัน-ซ้ำเติมเกษตรกรไทย

สำนักข่าว Next News รายงานเมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2569 ว่า ปัญหาการลักลอบนำเข้าเนื้อสัตว์และหมูเถื่อนในประเทศไทยยังคงเป็นประเด็น หลังเจ้าหน้าที่ตรวจยึดเนื้อสุกรและผลิตภัณฑ์จากสัตว์ต้องสงสัยอย่างต่อเนื่อง ทั้งตามแนวชายแดนภาคเหนือและพื้นที่กระจายสินค้าในประเทศโดยพบรูปแบบการซุกซ่อนปะปนมากับสินค้าที่สำแดงนำเข้าเป็นผักสดและสินค้าเกษตรอื่น

ย้อนรอยคดีหมูเถื่อน 161 ตู้ น้ำหนัก 4.5 ล้านกิโลกรัม

ปัญหาหมูเถื่อนกลายเป็นประเด็นใหญ่ในปี 2566 หลังกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ตรวจสอบเนื้อสุกรแช่แข็ง 161 ตู้คอนเทนเนอร์ที่ท่าเรือแหลมฉบัง รวมประมาณ 4.5 ล้านกิโลกรัม และรับเป็นคดีพิเศษ ก่อนขยายผลการสอบสวนไปยังเครือข่ายนำเข้าและผู้เกี่ยวข้องในช่วงปี 2567–2568

คดีดังกล่าวเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ปัญหาหมูเถื่อนไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการตรวจยึดสินค้าผิดกฎหมาย แต่ยังเชื่อมโยงไปถึงการตรวจสอบเอกสารนำเข้า การดำเนินงานของผู้ประกอบการ และประเด็นความรับผิดชอบของเจ้าหน้าที่รัฐ ขณะเดียวกัน เกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรได้ออกมาเรียกร้องให้ภาครัฐเร่งแก้ปัญหา โดยกังวลว่าสินค้าผิดกฎหมายที่เข้าสู่ตลาดจะเพิ่มแรงกดดันต่อราคาสุกรหน้าฟาร์มและซ้ำเติมผู้เลี้ยงรายย่อยที่ต้องแบกรับต้นทุนการผลิต

ในปี 2567 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เปิดเผยการดำเนินคดีกับบริษัท 3 แห่ง กรณีถูกกล่าวหาว่าปลอมแปลงเอกสารนำเข้าสินค้าประมง แต่มีการนำเข้าเนื้อสุกรแทน พร้อมระบุความเสียหายต่อภาคเกษตรเกือบ 3,000 ล้านบาท

ต่อมาในปี 2568 DSI รายงานความคืบหน้าการสอบสวนคดีที่เกี่ยวข้อง โดยระบุว่าสอบสวนเสร็จแล้ว 11 จาก 12 คดี และส่งสำนวนกรณีตู้คอนเทนเนอร์ 161 ตู้ให้สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตรวจสอบต่อ

สามเหลี่ยมทองคำ เส้นทางการค้าชายแดนที่ต้องจับตา

อีกพื้นที่สำคัญคือบริเวณสามเหลี่ยมทองคำและลุ่มน้ำโขงตอนบน ซึ่งเชื่อมโยงการค้าระหว่างไทย สปป.ลาว เมียนมา และจีนตอนใต้ ทั้งทางบกและทางน้ำ โดยเฉพาะเส้นทางเดินเรือจากอำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย ผ่านแม่น้ำโขงไปยังประเทศเพื่อนบ้านและท่าเรือกวนเหล่ยในมณฑลยูนนานของจีน ระยะทางประมาณ 265 กิโลเมตร

เส้นทางดังกล่าวมีบทบาทในการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศมาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่สัตว์มีชีวิตและผลิตภัณฑ์ปศุสัตว์ ไปจนถึงสินค้าเกษตรประเภทต่าง ๆ ขณะเดียวกัน พื้นที่ชายแดนและจุดขนถ่ายสินค้าบางแห่งก็ถูกจับตาในฐานะเส้นทางที่อาจถูกใช้ลำเลียงสินค้าผิดกฎหมาย

หนึ่งในพื้นที่ที่มีการกล่าวถึงคือท่าเรือสบหรวย ในเขตปกครองพิเศษที่ 4 หรือเมืองลา รัฐฉาน ประเทศเมียนมา ซึ่งเชื่อมโยงกับเส้นทางชายแดนเมียนมา-จีน อย่างไรก็ตาม การใช้เส้นทางการค้าเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่าสินค้าทุกชนิดที่ผ่านพื้นที่จะเป็นสินค้าผิดกฎหมาย การพิสูจน์ต้องอาศัยหลักฐานการขนส่ง เอกสารนำเข้า และผลการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่เป็นรายกรณี

สำหรับการตรวจยึดเนื้อสัตว์ตามแนวชายแดนภาคเหนือ มีรายงานเกิดขึ้นมาเป็นระยะ โดยวันที่ 31 มีนาคม 2559 เจ้าหน้าที่พบกล่องสินค้ามากกว่า 100 กล่อง น้ำหนักรวมกว่า 2,000 กิโลกรัม ซุกซ่อนอยู่บริเวณริมแม่น้ำโขง บ้านห้วยกอก อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย

ต่อมาเมื่อวันที่ 24 มกราคม 2566 เจ้าหน้าที่ตรวจยึดเนื้อหมูแช่แข็งประมาณ 162.4 กิโลกรัม บรรจุในกระสอบฟางบริเวณริมฝั่งแม่น้ำโขง บ้านแจมป๋อง อำเภอเวียงแก่น จังหวัดเชียงราย โดยบรรจุภัณฑ์ระบุแหล่งผลิตจากเม็กซิโก

และเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2568 มีรายงานการตรวจยึดเนื้อสัตว์และเนื้อสัตว์แปรรูปแช่แข็ง 22 ใบ น้ำหนักประมาณ 1,100 กิโลกรัม บริเวณริมฝั่งแม่น้ำโขง บ้านดอนที่ อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย

ปี 2569 ซุกเนื้อสัตว์ปนตู้ผักสด

สถานการณ์ในปี 2569 น่าจับตาจากการตรวจพบเนื้อสัตว์แช่แข็งที่ซุกซ่อนปะปนมากับสินค้าที่สำแดงเป็นผักสดและสินค้าเกษตรอื่น ซึ่งทำให้การตรวจสอบต้องพิจารณาทั้งเอกสารสำแดงสินค้า น้ำหนักจริง และสิ่งของภายในตู้คอนเทนเนอร์

เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2569 ด่านศุลกากรเชียงแสน ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตรวจสอบตู้คอนเทนเนอร์ห้องเย็น 2 ตู้ที่ขนส่งมากับเรือสินค้าแม่น้ำโขงจากมณฑลยูนนาน ประเทศจีน โดยสำแดงเป็นผักสด แต่กลับพบเนื้อหมูแช่แข็ง เนื้อไก่แช่แข็ง เป็ดดิบ และเครื่องในแช่แข็ง รวม 13 รายการ น้ำหนักประมาณ 5,200.1 กิโลกรัม มูลค่าประมาณ 507,608 บาท

ต่อมาเมื่อวันที่ 17 กันยายน 2569 เจ้าหน้าที่ตรวจพบเนื้อสุกรแช่แข็งจากจีน 379 กล่อง น้ำหนักรวมประมาณ 16.5 ตัน มูลค่าประมาณ 1.53 ล้านบาท ซุกซ่อนมากับสินค้าที่สำแดงเป็นผักสดหลายชนิด

ขณะที่วันที่ 28 กันยายน 2569 ด่านศุลกากรทุ่งช้าง จังหวัดน่าน ตรวจยึดหนังสุกรและเนื้อสุกรแช่แข็งที่ซุกซ่อนปะปนมากับขิง น้ำหนักรวมประมาณ 16,465 กิโลกรัม หรือกว่า 16.4 ตัน มูลค่าตามข้อมูลที่ได้รับประมาณ 1.17 ล้านบาท

นอกจากนี้ ในช่วงเดือนกรกฎาคม-กันยายน 2569 ยังมีรายงานการตรวจยึดซากสุกร หนังสุกร และเนื้อสัตว์ต้องสงสัยในหลายจังหวัด ทั้งประจวบคีรีขันธ์ มุกดาหาร นครพนม และอุบลราชธานี สะท้อนว่าการเฝ้าระวังไม่ได้จำกัดอยู่เพียงพื้นที่นำเข้าตามแนวแม่น้ำโขงเท่านั้น

จากชายแดนถึงโกดังบางขุนเทียน

การตรวจยึดสินค้าในปี 2569 ยังขยายจากพื้นที่ชายแดนเข้าสู่โกดังและแหล่งกระจายสินค้าในประเทศ เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2569 เจ้าหน้าที่ตรวจยึดไส้สุกรหมักเกลือกว่า 5 ตัน ภายในโกดังย่านแสมดำ เขตบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร โดยมีข้อสงสัยเกี่ยวกับแหล่งที่มาของสินค้าและการนำเข้า

ต่อมาเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2569 มีรายงานการตรวจพบไส้สุกรอีก 8,550 กิโลกรัม มูลค่าประมาณ 855,000 บาท ในพื้นที่อำเภอทับคล้อ จังหวัดพิจิตร โดยพบการเก็บรักษา หมักเกลือ แบ่งบรรจุเพื่อจำหน่ายทางออนไลน์ และส่งให้ร้านผลิตไส้กรอก พร้อมมีข้อมูลเชื่อมโยงกับโกดังในกรุงเทพฯ ที่ถูกตรวจค้นก่อนหน้า

หากการสอบสวนยืนยันความเชื่อมโยงระหว่างสินค้าทั้งสองแห่ง จะเป็นอีกประเด็นสำคัญในการขยายผลจากการตรวจยึดสินค้าไปสู่การตรวจสอบเครือข่ายกระจายสินค้าและผู้เกี่ยวข้องในตลาดปลายทาง

ส่วนวันที่ 23 ตุลาคม 2569 กรมศุลกากรร่วมกับกรมปศุสัตว์ตรวจสอบสินค้านำเข้าจากประเทศฝรั่งเศส ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ พบเนื้อสัตว์และซากสัตว์หลายรายการไม่มีใบอนุญาตนำเข้า มูลค่ากว่า 1.2 ล้านบาท โดยระบุว่าเข้าข่ายความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 และพระราชบัญญัติโรคระบาดสัตว์ พ.ศ. 2558

กรมศุลกากร ร่วมกับกรมปศุสัตว์ ตรวจยึด "เนื้อสัตว์" ไม่มีใบอนุญาตนำเข้า มูลค่ากว่า 1.2 ล้านบาท

กรมศุลกากร ร่วมกับกรมปศุสัตว์ ตรวจยึด "เนื้อสัตว์" ไม่มีใบอนุญาตนำเข้า มูลค่ากว่า 1.2 ล้านบาท

หมูเถื่อนกระทบเกษตรกรไทย

ในมิติเศรษฐกิจ การลักลอบนำเข้าเนื้อสัตว์อาจสร้างความได้เปรียบด้านต้นทุนให้กับผู้ที่หลีกเลี่ยงข้อกำหนดตามกฎหมาย ขณะที่ผู้ประกอบการและเกษตรกรที่ดำเนินธุรกิจอย่างถูกต้องต้องรับภาระต้นทุนการผลิต การควบคุมคุณภาพ และมาตรฐานด้านสุขอนามัย

หากเนื้อหมูผิดกฎหมายเข้าสู่ตลาดในปริมาณมาก ก็อาจเพิ่มแรงกดดันต่อการแข่งขันและราคาสุกรหน้าฟาร์ม โดยเฉพาะเกษตรกรรายย่อยที่มีข้อจำกัดด้านต้นทุนและอำนาจต่อรอง อย่างไรก็ตาม การประเมินผลกระทบต่อราคาอย่างชัดเจนจำเป็นต้องพิจารณาปริมาณสินค้าที่เข้าสู่ตลาดจริงควบคู่กับอุปสงค์และอุปทานในประเทศ ขณะเดียวกัน เนื้อสัตว์ที่ไม่มีเอกสารรับรองแหล่งที่มาหรือไม่ผ่านการตรวจสอบตามข้อกำหนด ยังเพิ่มความเสี่ยงด้านความปลอดภัยอาหารและทำให้การตรวจสอบย้อนกลับทำได้ยากขึ้น

แท็กที่เกี่ยวข้อง
ข่าวเศรษฐกิจ
จีน
หมูเถื่อน
ลักลอบนำเข้าหมูเถื่อน

ก

ก

ก



ก

ก

ก

section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

บอร์ด สปสช. แจงมติวัคซีน PCV ไม่ได้ตัดสิทธิเด็ก-ต่อราคาเพื่อประหยัดงบฯ
บอร์ด สปสช. แจงมติวัคซีน PCV ไม่ได้ตัดสิทธิเด็ก-ต่อราคาเพื่อประหยัดงบฯ