แอมเนสตี้ฯ ชี้ บริษัทรักษาความปลอดภัยเอกชนกัมพูชา เชื่อมโยงกองทัพ ตำรวจ หนุนศูนย์สแกมเมอร์ค้ามนุษย์กัมพูชา เผยผู้เล่นบทบาทสำคัญกักขัง ทรมาน บังคับใช้แรงงาน ทหารตำรวจนับสิบร่วมเป็นเจ้าหน้าที่ เครือข่ายธุรกิจทรงอิทธิพลเอี่ยว จี้สืบสวน-นำผู้กระทำผิดมารับโทษอย่างเป็นอิสระ
สำนักข่าว Next News รายงานว่าเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2569 เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2569 แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล หรือองค์กรนิรโทษกรรมสากล ได้เปิดเผยรายงานฉบับใหม่ชื่อ “ธุรกิจในเครื่องแบบ: บริษัทรักษาความปลอดภัยและเจ้าหน้าที่รัฐในศูนย์สแกมเมอร์ในกัมพูชา” (Official Business: Security companies and authorities at scamming compounds in Cambodia) โดยเปิดโปงว่าบริษัทรักษาความปลอดภัยเอกชนในกัมพูชาซึ่งมีความเชื่อมโยงกับกองทัพ ตำรวจ และกลุ่มธุรกิจใหญ่ ๆ ของประเทศ มีส่วนสำคัญในการทำให้อุตสาหกรรมสแกมเมอร์ที่เกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์ การบังคับใช้แรงงาน การทรมาน และการเป็นทาส ยังคงดำเนินต่อไปได้ รายงานฉบับนี้ยังเชื่อมโยงเครือข่ายอาชญากรรมสแกมเมอร์มูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ในกัมพูชาเข้ากับบุคคลที่มีสายสัมพันธ์ทางการเมืองและธุรกิจที่ทรงอิทธิพลหลายคน ซึ่งส่วนใหญ่ยังรอดพ้นจากการตรวจสอบ
บริษัทรักษาความปลอดภัยเอกชน 5 แห่งรับผิดชอบดูแลศูนย์สแกมเมอร์
รายงานระบุบริษัทรักษาความปลอดภัยเอกชน 5 แห่งที่ดูแลศูนย์สแกมเมอร์ ซึ่งมีการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง โดย 3 แห่งมีความเชื่อมโยงกับทางการกัมพูชา แอกเนส คาลามาร์ด เลขาธิการแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล เปิดเผยว่า ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ผู้รอดชีวิตได้เล่าว่าพบทหารหรือตำรวจกัมพูชาอยู่ภายในศูนย์ แต่ไม่สามารถตรวจสอบยืนยันคำบอกเล่าเหล่านั้นได้อย่างเป็นอิสระ จนกระทั่งรายงานฉบับนี้ "บริษัทรักษาความปลอดภัยอยู่ที่ใจกลางความเชื่อมโยง ทั้งเจ้าหน้าที่ของบริษัทที่ควบคุมทางออกของศูนย์ การตามล่าคนที่หลบหนี และใช้ความกลัวกับความรุนแรงบังคับให้เชื่อฟัง หากไม่มีเจ้าหน้าที่เหล่านี้ ระบบที่แสวงหาประโยชน์จากผู้คนจำนวนมหาศาลก็ไม่อาจดำเนินไปได้"
ในบรรดาบริษัทที่ถูกระบุ "เลียบ สมนาง" (Leap Somnang) มีขอบเขตการดำเนินงานกว้างขวางที่สุด โดยเชื่อมโยงกับศูนย์สแกมเมอร์อย่างน้อย 15 แห่งใน 8 จังหวัด ผู้รอดชีวิตหลายรายให้ข้อมูลตรงกันว่าเจ้าหน้าที่ของบริษัทข่มขู่จะใช้ความรุนแรงเพื่อขัดขวางการหลบหนี และบางรายเล่าว่าเจ้าหน้าที่มีส่วนร่วมในการทุบตี การช็อกด้วยไฟฟ้า และการแยกขังเหยื่อเป็นเวลานาน นอกจากนี้ "ซีเคียวริตี้ เรสปอนส์" (Security Response) ซึ่งมีความเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับธนาคารแพนด้าและเครือข่ายบริษัทฮุ่ยวัน ก็ถูกระบุว่าเชื่อมโยงกับศูนย์สแกมเมอร์ 5 แห่ง รวมถึงพาร์ค 8 (PV01)
ทหารและตำรวจมีส่วนร่วมในศูนย์สแกมเมอร์
รายงานยังระบุตัวทหารและตำรวจกว่า 20 นาย ที่ทำงานเป็นเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย ฝึกอบรม หรือกำกับดูแลเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยในศูนย์สแกมเมอร์มากกว่า 20 แห่งทั่วกัมพูชา "หลักฐานบ่งชี้ว่าทหารและตำรวจมีส่วนเกี่ยวข้องกับศูนย์สแกมเมอร์หลายแห่ง ความเกี่ยวข้องนี้ช่วยอธิบายว่าเหตุใดการละเมิดจึงยังเกิดขึ้น แม้จะมีการเผยแพร่ข้อมูลต่อสาธารณะมาหลายปี และมีปฏิบัติการบังคับใช้กฎหมายครั้งแล้วครั้งเล่า"
การกักขัง การทรมาน และการบังคับใช้แรงงาน
ผู้รอดชีวิต 151 คนที่ให้สัมภาษณ์กับแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล เล่าถึงการถูกกักขัง การทรมาน และการบังคับใช้แรงงานอย่างโหดร้าย เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยมีบทบาทสำคัญในการป้องกันการหลบหนี โดยผู้รอดชีวิตหลายคนเล่าว่าถูกทุบตีด้วยกระบองไฟฟ้า ถูกช็อกด้วยไฟฟ้า ถูกขังใน "ห้องมืด" และบางครั้งยังถูกบังคับให้เป็นพยานในการข่มขืนหญิงสาว "ไมอา" หญิงชาวแคเมอรูนเล่าว่า เธอถูกเจ้าหน้าที่จับตัวไปขังในห้องมืด และผู้จัดการได้ข่มขืนเธอขณะที่เจ้าหน้าที่ยืนอยู่ด้านนอก ส่วน "เกบ" ชาวยูกันดา ถูกล่ามโซ่เหนืออ่างน้ำ ถูกทุบตีนานหลายชั่วโมงและถูกช็อกด้วยกระบองไฟฟ้า
แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลเรียกร้องให้ทางการกัมพูชาดำเนินการสืบสวนบริษัทรักษาความปลอดภัยเอกชนที่เชื่อมโยงกับศูนย์สแกมเมอร์อย่างทันท่วงทีและเป็นอิสระ พร้อมสืบสวนทหารและตำรวจที่เกี่ยวข้อง และประกันว่าเหยื่อจะเข้าถึงการเยียวยาที่มีประสิทธิภาพและการชดใช้เยียวยา "แม้ศูนย์สแกมเมอร์อาจหยุดดำเนินงานอยู่ในช่วงที่เราเผยแพร่รายงานฉบับนี้ แต่ข้อค้นพบของเราแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า โครงสร้างที่ทำให้ผู้กระทำผิดลอยนวลยังคงอยู่" "กัมพูชาจะยังยุติอุตสาหกรรมที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนนี้ไม่ได้ ตราบใดที่ยังไม่นำผู้จัดหาบุคลากร ผู้บริหารจัดการ ผู้สนับสนุนเงินทุน และผู้ที่คุ้มครองระบบการละเมิดนี้มารับผิด




