ปอศ.บุกทลายแก๊ง E-Money เถื่อน! ลุยค้นบริษัท "เถาเป่า (ประเทศไทย)" รวบกรรมการอำนาจ แฉรับแลก-โอนเงินหยวนครบวงจร ยอดหมุนเวียนพุ่ง 170 ล้าน เตือนภัยประชาชนใช้บริการถูกกฎหมาย ป้องกันอาชญากรรมไซเบอร์
สำนักข่าว Next News รายงานว่าเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (ผบช.ก.) เปิดเผยถึงปฏิบัติการสำคัญของตำรวจกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) ที่ได้นำกำลังเข้าตรวจค้นและจับกุมเครือข่าย E-Money เถื่อนขนาดใหญ่ โดยเฉพาะบริการรับแลก-โอนเงินหยวนและสั่งซื้อสินค้าต่างประเทศ ที่มีเงินหมุนเวียนสูงถึงกว่า 170 ล้านบาท ซึ่งดำเนินการโดยไม่ได้รับอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทย การทลายครั้งนี้เป็นการขยายผลจากการประสานข้อมูลสำคัญร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพื่อจัดการกับธุรกิจผิดกฎหมายที่ส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจและความมั่นคงของผู้บริโภค
รายละเอียดของปฏิบัติการดังกล่าว เจ้าหน้าที่ บก.ปอศ. ได้เข้าตรวจค้น บริษัท เถาเป่า (ประเทศไทย) จํากัด ซึ่งตั้งอยู่ในทาวน์เฮ้าส์ 3 ชั้น ย่านแขวงท่าแร้ง เขตบางเขน กรุงเทพฯ และสามารถจับกุม นายปริณ (สงวนนามสกุล) อายุ 38 ปี สัญชาติไทย ในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจของบริษัท ในความผิดฐาน "ร่วมกันประกอบธุรกิจบริการการชำระเงินภายใต้การกำกับโดยไม่ได้รับอนุญาต และร่วมกันประกอบธุรกิจแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศและโอนเงินระหว่างประเทศโดยไม่ได้รับอนุญาต" โดยของกลางที่ตรวจยึดได้ประกอบด้วย คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก จำนวน 4 เครื่อง, โทรศัพท์มือถือ 5 เครื่อง และเอกสารสำคัญอีก 1 แฟ้ม
การสืบสวนเชิงลึกของ กก.5 บก.ปอศ. ร่วมกับ ธปท. พบว่าเว็บไซต์ชื่อ Fupay (www.fupay1688.com) และ Taobao Thailand (www.taobao.co.th) ได้มีการประกาศโฆษณาให้บริการชำระเงินและรับแลกเงินหยวน รวมถึงเงินตราต่างประเทศอื่นๆ โดยไม่ได้รับใบอนุญาต ซึ่งการประกอบธุรกิจลักษณะนี้อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของธนาคารแห่งประเทศไทยอย่างเข้มงวด เว็บไซต์ทั้งสองแห่งนี้เสนอบริการครบวงจร ตั้งแต่รับแลกเงินหยวน, โอนเงินหยวนเข้าบัญชี Alipay ไปจนถึงการเติมเงินเพื่อสั่งซื้อสินค้าผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ยอดนิยมจากประเทศจีน เช่น 1688, Taobao และ Tmall โดยผู้ใช้บริการจะต้องสมัครสมาชิกเพื่อสร้างบัญชีผู้ใช้งานและกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ (e-wallet) ซึ่งสามารถเติมเงิน ฝาก-ถอน และใช้ชำระค่าสินค้าได้สะดวก แต่เป็นช่องทางที่ผิดกฎหมาย
จากการตรวจสอบเส้นทางการเงินของบริษัทผู้ต้องหา พบว่ามีบัญชีธนาคารที่เกี่ยวข้องจำนวน 5 บัญชี ซึ่งมีเงินหมุนเวียนรวมกันกว่า 170 ล้านบาท ภายในระยะเวลาเพียง 1 ปี โดยในจำนวนนี้มี 2 บัญชีที่ถูกใช้ในการทำธุรกรรมรับแลกและรับจ่ายเงินหยวนโดยเฉพาะ และที่น่าตกใจคือบัญชีเหล่านี้ยังมีความเชื่อมโยงกับการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี โดยจากข้อมูลของศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ACSC) พบยอดเงินที่เกี่ยวข้องกับการฉ้อโกงออนไลน์รวมกว่า 270,000 บาท
พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ ได้กล่าวทิ้งท้ายพร้อมฝากเตือนภัยถึงประชาชนทุกคน ให้พึงระมัดระวังและโปรดเลือกใช้บริการ e-Money หรือการให้บริการเงินอิเล็กทรอนิกส์จากผู้ประกอบธุรกิจที่ได้รับอนุญาตอย่างถูกต้องตามกฎหมายจากธนาคารแห่งประเทศไทยเท่านั้น เพื่อความปลอดภัยในทรัพย์สินของตนเอง เนื่องจากธุรกิจประเภทนี้จำเป็นต้องมีการควบคุมและตรวจสอบอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันผลกระทบในวงกว้างที่จะเกิดขึ้นกับผู้ใช้บริการและระบบเศรษฐกิจของประเทศโดยรวม.




