แหม่ม วิชุดา แจ้งความ บก.ปอศ. มูลนิธิ "บุ๋ม ปนัดดา" ปมเงินช่วยน้ำท่วม 5 หมื่น ขอใบหักภาษีถูกปฏิเสธ ยันยังเชื่อมั่น รอฟังคำชี้แจงจากปากเจ้าตัว กังวลเงินบริจาคถูกใช้ผิดวัตถุประสงค์ ส่วนทนายกุ้งชี้กรรมการมูลนิธิยากพ้นผิด แม้ยอมรับคนเดียว
สำนักข่าว Next News รายงานว่าเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2569 เวลา 19.00 น. น.ส.วิชุดา พินดั้ม หรือ ‘แหม่ม’ นักแสดงชื่อดัง พร้อมด้วย น.ส.อำนวยพร มณีวรรณ์ หรือ ‘ทนายกุ้ง’ ทนายความ ได้เดินทางเข้าแจ้งความมูลนิธิองค์กรทำดี ในฐานะผู้บริจาค ที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) หลังเคยโอนเงินจำนวน 50,000 บาท เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมเมื่อวันที่ 17 กันยายน 2567 โดยแหม่มเปิดเผยว่าได้โอนเงินเพียงครั้งเดียว หลังจากติดต่อสอบถามบัญชีสำหรับโอนเงินช่วยเหลือน้ำท่วมกับ น.ส.ปนัดดา วงศ์ผู้ดี หรือ ‘บุ๋ม ปนัดดา’ เป็นการส่วนตัว ก่อนที่น.ส.ปนัดดาจะส่งบัญชีองค์กรทำดีมาให้
น.ส.วิชุดา กล่าวว่า หลังโอนเงินแล้วได้ขอเอกสารเพื่อนำไปลดหย่อนภาษี แต่ น.ส.ปนัดดาแจ้งว่ายังไม่สามารถออกให้ได้ เนื่องจากองค์กรทำดียังดำเนินการไม่ครบ 2 ปี ซึ่งขณะนั้นตนเองเข้าใจว่าเป็นบัญชีส่วนตัว จึงเข้าใจว่าไม่สามารถออกเอกสารลดหย่อนภาษีได้เพราะองค์กรยังดำเนินการไม่ครบตามระยะเวลาที่กำหนด และเชื่อในสิ่งที่น.ส.ปนัดดาบอก โดยไม่ได้สอบถามเพิ่มเติม
เมื่อถูกถามถึงความรู้สึกหลังทราบเหตุผลที่แท้จริงเกี่ยวกับการลดหย่อนภาษี น.ส.วิชุดา กล่าวว่า ขณะนี้ยังตัดสินใจไม่ได้ว่าจะรู้สึกอย่างไร เพราะในช่วงหลายวันที่ผ่านมา มีข้อมูลใหม่ ๆ ถูกเปิดเผยออกมาอย่างรวดเร็ว จึงอยากฟังคำตอบจากปากน.ส.ปนัดดามากกว่า และเข้าใจว่าขณะนี้ น.ส.ปนัดดาอาจกำลังต้องสะสางเรื่องต่าง ๆ โดยตนเองจะเป็นหนึ่งคนที่รอฟังคำชี้แจง ไม่ว่าจะนานแค่ไหนก็ตาม
น.ส.วิชุดา ยังกล่าวอีกว่า เหตุผลที่เลือกบริจาคให้มูลนิธิองค์กรทำดี เพราะเชื่อมั่นในตัว น.ส.ปนัดดา และยังไม่ได้หมดความเชื่อมั่น พร้อมยังคิดว่าเรื่องที่เกิดขึ้นอาจมีความผิดพลาด หรืออาจไม่ได้เป็นไปตามข้อมูลทั้งหมดที่ถูกเปิดเผยออกมา จึงอยากรอฟังคำชี้แจงจาก น.ส.ปนัดดา เพียงคนเดียว แม้ขณะนี้จะมีพยานหลักฐานจนศาลออกหมายจับแล้ว น.ส.วิชุดาย้ำว่ายังไม่ได้ตัดสินว่าใครถูกหรือผิด เพราะยังมีหลายเรื่องที่ น.ส.ปนัดดาไม่ได้ตอบคำถาม และหากมีคำตอบออกมาแล้วก็ต้องนำมาวิเคราะห์อีกครั้ง
สำหรับเหตุผลที่เดินทางมาแจ้งความในวันนี้ น.ส.วิชุดา ระบุว่า ต้องมาทำหน้าที่ของตัวเองในฐานะหนึ่งในผู้เสียหาย และอยากทราบว่าเส้นทางการเงินของตนเองไปอยู่ที่ไหน โดยหากสุดท้ายตรวจสอบพบว่าเงินบริจาคไม่ได้ถูกนำไปใช้ช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม แต่ถูกนำไปใช้จ่ายอย่างอื่น โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายส่วนตัว จะรู้สึกเสียใจมาก แต่จะไม่เสียดายเงินที่บริจาคไป เพียงแต่เสียใจหากเงินถูกนำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์
ด้าน น.ส.อำนวยพร ทนายความ กล่าวเสริมว่า แหม่มถือเป็นหนึ่งในผู้เสียหาย จึงต้องตรวจสอบว่าเงินบริจาคถูกนำไปใช้ตามวัตถุประสงค์หรือไม่ และตำรวจต้องตรวจสอบเส้นทางการเงินเช่นเดียวกัน โดยมองว่าตำรวจมีหลักฐานค่อนข้างมาก เนื่องจากเส้นทางการเงินมีความชัดเจน พร้อมย้ำว่าเงินที่เข้ามาในบัญชีมูลนิธิควรเป็นเงินบริจาคจากประชาชน ไม่ควรปะปนกับเงินส่วนตัว ดังนั้น เงินทุกบาททุกสตางค์ที่เข้ามาจึงควรได้รับการตรวจสอบว่าใช้ไปตามวัตถุประสงค์หรือไม่
น.ส.วิชุดา ยังเปิดเผยว่า มีเพื่อนในวงการบันเทิงอีกจำนวนไม่ถึง 10 คน ที่อาจเดินทางมาแจ้งความเพิ่มเติม แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยรายชื่อได้ เพราะอยากให้แต่ละคนเข้ามาดำเนินการด้วยตัวเอง นอกจากนี้ น.ส.วิชุดา ยังตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับบุคคลที่อาจแอบอ้างว่ามีตำแหน่งอยู่ในองค์กร เพื่อไปรับเงินบริจาคจากประชาชน โดยยกตัวอย่างกรณีที่อาจมีการแอบอ้างว่ามีโครงการต่าง ๆ และสามารถรวบรวมเงินไปให้ น.ส.ปนัดดาได้ ก่อนนำเงินที่ได้รับมาบางส่วนโอนเข้าบัญชีองค์กรในชื่อตัวเอง เช่น หากรวบรวมเงินได้ 500,000 บาท อาจนำเงิน 100,000 บาท โอนเข้าบัญชีองค์กร ส่วนอีก 400,000 บาท เก็บไว้เอง ซึ่งเป็นข้อสงสัยที่แยกออกมาจากเรื่องของ น.ส.ปนัดดา และต้องการทราบว่าหากเกิดกรณีลักษณะนี้ขึ้นจริง จะมีช่องทางให้เงินบริจาครั่วไหลได้หรือไม่ น.ส.วิชุดา มองว่าบุคคลที่แอบแฝงเข้ามาโดยไม่บริสุทธิ์ใจมีอยู่ทุกที่ หากองค์กรไม่มีระบบตรวจสอบที่รัดกุม ก็อาจมีบุคคลลักษณะดังกล่าวเข้ามาแฝงตัวได้ จึงอยากทราบว่าเงินบริจาคที่ประชาชนมอบให้ผ่านบุคคลเหล่านี้ ทั้งเงินสดและเงินโอนที่ไม่ได้เข้าสู่องค์กรโดยตรง จะมีจำนวนเท่าใด และจะต้องขึ้นไปสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม
เมื่อถามว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจะส่งผลต่อการบริจาคในอนาคตหรือไม่ น.ส.วิชุดา กล่าวว่า อาจต้องพักการบริจาคไปสักระยะ เพราะขณะนี้ยังคิดไม่ออกว่าหากต้องการบริจาคเงินจะเลือกบริจาคอย่างไร พร้อมยอมรับว่าได้พูดคุยกับเพื่อน ๆ ถึงเรื่องดังกล่าวเช่นกันว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป ขณะที่ทนายกุ้งมองว่าเหตุการณ์นี้มีผลต่อความเชื่อมั่นในการบริจาคให้มูลนิธิอื่น ๆ ด้วย
น.ส.วิชุดา ยังฝากถึง น.ส.ปนัดดา ว่า อยากให้ตอบคำถามหลายเรื่องที่สังคมตั้งข้อสงสัย ซึ่งอาจยังไม่ใช่เวลานี้ก็ได้ แต่ไม่ว่าจะนานแค่ไหนก็จะรอฟังคำตอบจากปาก น.ส.ปนัดดา
ส่วนกรณีที่ น.ส.ปนัดดา ออกมายอมรับผิดเพียงคนเดียว น.ส.อำนวยพร มองว่าเป็นเรื่องยากที่จะทำให้กรรมการคนอื่นพ้นจากความรับผิด โดยตั้งข้อสังเกตว่า การออกมายอมรับผิดอาจเป็นการยอมรับด้วยจำนนต่อหลักฐาน และต้องการให้กรรมการคนอื่นหลุดพ้นจากการกระทำที่ผ่านมา แต่เหตุการณ์เกิดขึ้นไปแล้ว การที่กรรมการจะอ้างว่าไม่รู้เห็นอาจไม่เพียงพอ เพราะกรรมการมีหน้าที่ตรวจสอบเส้นทางการเงินของมูลนิธิ รวมถึงการอนุมัติวงเงิน และมีเหรัญญิกเป็นผู้ดูแลเงิน หากไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่หรือปล่อยปละละเลย ก็อาจเข้าข่ายต้องรับผิดหรือเป็นตัวการร่วมได้หรือไม่ ซึ่งท้ายที่สุดต้องพิจารณาจากพยานหลักฐาน
น.ส.อำนวยพร กล่าวด้วยว่า การยอมรับหรือปฏิเสธความผิดผ่านสื่อไม่ได้มีผลต่อการพิจารณาคดีในศาลมากนัก เพราะกระบวนการในชั้นศาลต้องพิจารณาจากพยานหลักฐาน ทั้งพยานบุคคล พยานวัตถุ และพยานนิติวิทยาศาสตร์ คำพูดที่แสดงต่อสาธารณะไม่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในศาลได้โดยตรง และผู้พูดก็สามารถเปลี่ยนคำให้การในชั้นศาลได้ ทุกอย่างจึงขึ้นอยู่กับพยานหลักฐาน
เมื่อถามถึงโอกาสได้รับการประกันตัวของ น.ส.ปนัดดา น.ส.อำนวยพร กล่าวว่า ขณะนี้มีหมายจับออกมาแล้ว ขั้นตอนต่อไปหากตำรวจเข้าจับกุม เชิญตัว หรือ น.ส.ปนัดดาเข้ามอบตัว ก็จะเข้าสู่กระบวนการยื่นขอประกันตัว ซึ่งขึ้นอยู่กับดุลพินิจของศาล โดยมองว่า น.ส.ปนัดดาอาจใช้เหตุผลเรื่องลูกเล็กและแม่ที่มีอายุมากประกอบการยื่นขอประกันตัว แต่เมื่อพิจารณาจากตัวอย่างคดีที่ผ่านมา มองว่าเป็นเรื่องยากที่ศาลจะอนุญาตให้ประกันตัว อย่างไรก็ตาม ยังไม่สามารถคาดการณ์ผลได้แน่นอน ส่วนวงเงินประกันตัว น.ส.อำนวยพร ระบุว่า ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของศาลว่าจะกำหนดวงเงินเท่าใด โดยแม้จะมีการตั้งคำถามว่าวงเงิน 5 ล้านบาทเพียงพอหรือไม่ ก็ยังไม่สามารถตอบได้ว่าจะได้รับอนุญาตหรือไม่ เพราะศาลต้องพิจารณาจากความเสียหายและปัจจัยอื่น ๆ ประกอบกัน ซึ่งบางครั้งอาจไม่ใช่เรื่องของวงเงินเพียงอย่างเดียว




