ชุดไทยพระราชนิยมใกล้ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของมนุษยชาติ คณะผู้ประเมินอิสระของ UNESCO จัดทำร่างมติเสนอให้ขึ้นทะเบียนแล้ว เตรียมพิจารณาขั้นสุดท้ายในการประชุมที่ประเทศจีน คาดประกาศผลวันที่ 2-3 ธันวาคมนี้
นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เปิดเผยความคืบหน้าการเสนอขึ้นทะเบียนชุดไทยพระราชนิยมเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ โดยระบุว่า คณะผู้ประเมินอิสระของ UNESCO ได้จัดทำร่างมติเสนอให้ชุดไทยได้รับการขึ้นทะเบียนแล้ว แต่ยังต้องผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลฯ ก่อนประกาศผลอย่างเป็นทางการ ซึ่งคาดว่าจะมีขึ้นในวันที่ 2-3 ธันวาคม 2569 ณ สาธารณรัฐประชาชนจีน
ข้อมูลจาก UNESCO ระบุว่า ประเทศไทยเสนอรายการ “ชุดไทย: ความรู้ งานช่างฝีมือ และแนวปฏิบัติการแต่งกายชุดไทยประจำชาติ” เข้าสู่การพิจารณาขึ้นบัญชีตัวแทนมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ ประจำปี 2569 โดยมีกำหนดพิจารณาในการประชุมคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการสงวนรักษามรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ สมัยที่ 21 ระหว่างวันที่ 30 พฤศจิกายน - 5 ธันวาคม 2569 ณ เมืองเซียะเหมิน ประเทศจีน ทั้งนี้ รายการชุดไทยยังอยู่ระหว่างกระบวนการพิจารณาและไม่ได้รับการขึ้นทะเบียนอย่างเป็นทางการ
สำหรับการผลักดันชุดไทยสู่เวทีนานาชาติ เว็บไซต์รัฐบาลไทยรายงานว่า กระทรวงวัฒนธรรมได้ดำเนินงานด้านการอนุรักษ์และส่งเสริมมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมมาอย่างต่อเนื่อง โดยชุดไทยพระราชนิยมได้รับการขึ้นบัญชีเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมระดับชาติเมื่อปี 2566 ก่อนที่คณะรัฐมนตรีจะมีมติเห็นชอบเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2567 ให้เสนอรายการดังกล่าวต่อ UNESCO เพื่อพิจารณาขึ้นทะเบียนในระดับนานาชาติ
ชุดไทยพระราชนิยมสำหรับสุภาพสตรีทั้ง 8 แบบ ได้แก่ ชุดไทยเรือนต้น ชุดไทยจิตรลดา ชุดไทยอมรินทร์ ชุดไทยบรมพิมาน ชุดไทยดุสิต ชุดไทยจักรี ชุดไทยศิวาลัย และชุดไทยจักรพรรดิ มีต้นกำเนิดจากพระราชดำริของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงริเริ่มให้ศึกษาค้นคว้าเครื่องแต่งกายสตรีไทยในอดีต เพื่อนำมาฟื้นฟูและปรับรูปแบบให้เหมาะสมกับยุคสมัย ก่อนการเสด็จพระราชดำเนินเยือนสหรัฐอเมริกาและประเทศในยุโรปอย่างเป็นทางการเมื่อปี 2503
ส่วนเครื่องแต่งกายสำหรับสุภาพบุรุษ ได้แก่ เสื้อพระราชทาน ซึ่งริเริ่มขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร แบ่งออกเป็น 3 รูปแบบ ได้แก่ เสื้อแขนสั้นสำหรับโอกาสทั่วไป เสื้อแขนยาวสำหรับงานพิธีการ และเสื้อแขนยาวพร้อมผ้าคาดเอวสำหรับงานพิธีสำคัญ โดยเครื่องแต่งกายทั้งของสุภาพสตรีและสุภาพบุรุษได้รับการพัฒนาให้เหมาะสมกับการใช้งานในโอกาสต่างๆ
เอกสารการเสนอขึ้นทะเบียนที่เผยแพร่โดย UNESCO ระบุว่า ชุดไทยครอบคลุมองค์ความรู้ด้านการออกแบบ การตัดเย็บ และงานช่างฝีมือที่สืบทอดจากอดีตจนถึงปัจจุบัน โดยนำรูปแบบการแต่งกายจากราชสำนักไทยในสมัยสุโขทัย อยุธยา และรัตนโกสินทร์มาประยุกต์ใช้ร่วมกับผ้าทอท้องถิ่น ทั้งผ้าไหมและผ้าฝ้าย รวมถึงเทคนิคการทอผ้ามัดหมี่และผ้ายกดอก ซึ่งเป็นภูมิปัญญาของช่างฝีมือในภูมิภาคต่างๆ ของประเทศไทย
ด้านการเผยแพร่ชุดไทยในระดับนานาชาติ WWD รายงานว่า สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงมีบทบาทสำคัญในการผลักดันให้ชุดไทยเป็นที่รู้จักในต่างประเทศ ผ่านการจัดแสดงและกิจกรรมทางวัฒนธรรมในหลายเมืองสำคัญ ทั้งกรุงลอนดอน กรุงเฮก กรุงโตเกียว และกรุงปารีส โดยล่าสุดกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม จัดกิจกรรมเผยแพร่ชุดไทย ณ โรงแรมเลอ เมอริซ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ระหว่างวันที่ 10-11 ตุลาคม 2569
กรมประชาสัมพันธ์รายงานว่า กิจกรรมดังกล่าวจัดแสดงชุดไทยพระราชนิยมสำหรับสุภาพสตรีทั้ง 8 แบบ และเสื้อพระราชทานสำหรับสุภาพบุรุษทั้ง 3 รูปแบบ พร้อมการสาธิตงานหัตถศิลป์ไทย ได้แก่ การทอผ้ายก การปักสะดึงกรึงไหม การทำเครื่องประดับไทยโบราณ และการถักผ้ากรองทอง เพื่อเผยแพร่องค์ความรู้ด้านเครื่องแต่งกายและงานช่างฝีมือไทยให้เป็นที่รู้จักในระดับนานาชาติ
ทั้งนี้ นางสาวซาบีดาระบุว่า กระทรวงวัฒนธรรมเตรียมส่งเสริมให้ประชาชนร่วมสวมใส่ชุดไทยในช่วงเดือนธันวาคม พร้อมเชิญชวนคนไทยติดตามผลการพิจารณาจาก UNESCO ซึ่งจะมีขึ้นในการประชุมที่เมืองเซียะเหมิน โดยผลการตัดสินของคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลฯ จะเป็นข้อสรุปอย่างเป็นทางการว่าชุดไทยได้รับการขึ้นบัญชีมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติในปี 2569 หรือไม่
อ้างอิง:




