ประเทศไทยมีปัญหาความเหลื่อมล้ำนับเป็นอันดับต้นๆ ของโลก แต่วันนี้ประเทศไทยที่ดีกว่ามีอยู่จริง ผลจากการทำงานมิติใหม่ที่เน้นความร่วมมือข้ามภาคส่วน หรือ Social Impact Partnership - Pay for Success นำโดย “มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ” ด้วยการสนับสนุนจาก “กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ” พิสูจน์ให้เห็นว่าสังคมไทยมี “5 นวัตกรรม” แก้ปัญหาสังคม - สุขภาพ ที่สร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกได้จริง พร้อมขยายผลให้ทุกคนมีส่วนร่วมในงาน “สุขมาราธอน ครั้งที่ 2” 17-18 ก.ค.นี้ ณ สามย่านมิตรทาวน์

นพ.สันติ ลาภเบญจกุล
นายแพทย์สันติ ลาภเบญจกุล เลขาธิการมูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ (มสช.) ตัวแทนภาคีเครือข่ายผู้ขับเคลื่อนงาน กล่าวว่า แม้ประเทศไทยจะได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติจากความสำเร็จของระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า มีโครงสร้างพื้นฐานที่กระจายทั่วประเทศเช่น โรงเรียน ศูนย์พัฒนาเด็กปฐมวัย แต่การเข้าถึงบริการเพียงอย่างเดียว ยังไม่เพียงพอที่จะลดความเหลื่อมล้ำด้านสังคมและสุขภาพได้อย่างแท้จริง เนื่องจากมีหลายปัจจัยที่กำหนดความเลื่อมล้ำของสังคมไทย ไม่ว่าจะเป็นคุณภาพการศึกษา เศรษฐานะครอบครัว สภาพแวดล้อม และโอกาสในการเข้าถึงทรัพยากรที่จำเป็นและมีคุณภาพในแต่ละช่วงวัย

กลไกการทำงาน SIP
มสช.และภาคีเครือข่ายจึงได้ร่วมกันทำงานในมิติใหม่ที่เรียกว่า “Social Impact Partnership -Pay for Success” ซึ่งมุ่งเน้นสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และภาควิชาการ พร้อมกับมุ่งเน้นเปลี่ยนแนวทางการจัดสรรงบประมาณตามกิจกรรมไปสู่การลงทุนที่ยึดผลลัพธ์ หรือมีการกำหนดให้การสนับสนุนงบประมาณอ้างอิงกับผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริงกับประชาชน โดยใช้ข้อมูลเชิงประจักษ์และการประเมินผลตอบแทนทางสังคม (Social Return on Investment : SROI) เป็นเครื่องมือวัดความคุ้มค่าของการจัดสรรงบประมาณ
ทั้งนี้ “5 โครงการนวัตกรรมสังคม” ที่พร้อมขยายผลนั้น นับเป็นโครงการนำร่องและยังครอบคลุมตลอดช่วงชีวิตของประชาชน ตั้งแต่เด็กปฐมวัย เยาวชน ผู้ป่วยโรคเรื้อรังจนถึงผู้ป่วยระยะท้ายของชีวิต ทุกโครงการผ่านการประเมินผลตอบแทนทางสังคม (SROI) ตามมาตรฐานสากล ร่วมกับหน่วยงานวิชาการอิสระ อาทิ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) และสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) ประกอบด้วย
โครงการ ICAP-ECD มีศูนย์เด็กเล็ก 1,270 ห้องเรียนจาก 75 จังหวัด คิดเป็นเด็กกว่า 31,750 คนต่อปี ที่สามารถเข้าถึงโครงการICAP ผลปรากฏว่า เด็กที่มีพัฒนาการล่าช้ากลับเข้าสู่เกณฑ์ปกติ และเด็กที่มีทักษะสมองส่วนหน้า (Executive Functions: EF) ระดับสูงเพิ่มขึ้นกว่า 3 เท่า (SROI 1 : 7-8)
โครงการครูนางฟ้า พัฒนาศักยภาพครูให้บริการสุขภาพจิตเยาวชนในโรงเรียน มีครูนางฟ้ามากกว่า 600 คน ในกว่า 200 โรงเรียนทั่วประเทศ สามารถคัดกรองสุขภาพจิตนักเรียนแล้วกว่า 18,260 คน เด็กที่มีภาวะซึมเศร้าระดับปานกลางมีอาการดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ (SROI 1 : 4)
โครงการ LD-Ramathibodi ยกระดับการดูแลเด็กที่มีภาวะบกพร่องทางการเรียนรู้ (LD) จากโรงพยาบาลสู่โรงเรียน เด็กที่ติดตามครบมีทักษะการอ่านและการเขียนดีขึ้นร้อยละ 100 (SROI 1 : 5)
โครงการ DM-VBHC พัฒนาระบบดูแลผู้ป่วยเบาหวานในเครือข่ายโรงพยาบาลชุมชน 43 แห่ง ครอบคลุมผู้ป่วยกว่า 43,000 คน อัตราการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มจากร้อยละ 32 เป็นร้อยละ 50 (SROI 1 : 5)
โครงการเยือนเย็น : พัฒนาระบบการดูแลผู้ป่วยระยะท้ายที่บ้าน โดยผู้ป่วยร้อยละ 75 ได้ใช้ช่วงสุดท้ายของชีวิตตามความต้องการ และกำลังขยายผลสู่โรงพยาบาลชุมชน 100 แห่งทั่วประเทศ (SROI 1 : 11)

โครงการ ICAP

เครื่องมือครูนางฟ้า

กระบวนการครูนางฟ้า
ผลการประเมินภาพรวมของทั้ง 5 โครงการพบว่า ให้ผลตอบแทนทางสังคม 1:4 ถึง 1:11 สะท้อนให้เห็นว่า ประเทศไทยสามารถลดความเหลื่อมล้ำและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรของประเทศได้โดยไม่จำเป็นต้องเพิ่มงบประมาณ แต่เปลี่ยนวิธีการลงทุนจากการจ่ายตามกิจกรรมไปสู่ "การจ่ายตามผลลัพธ์" ที่สามารถวัดผลได้จริง
“ประเทศไทยไม่ได้ขาดองค์ความรู้ นวัตกรรม หรือโครงการต้นแบบที่ประสบความสำเร็จ หากแต่ยังขาดกลไกในการขยายผลนวัตกรรมที่พิสูจน์แล้วให้เกิดผลในระดับระบบ และมีต้นแบบที่พิสูจน์แล้วว่าการผสานจุดแข็งข้ามภาคส่วนและการลงทุนเพื่อผลลัพธ์สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงได้จริง”

นพ.สันติ ลาภเบญจกุล
นพ.สันติกล่าวและว่า นี่คือที่มาของงาน “สุขมาราธอน ครั้งที่ 2 SOOK CITY : เมืองสุขที่สร้างได้จริง จากความเหลื่อมล้ำ...สู่การลงทุนเพื่อผลลัพธ์ของประเทศไทย” เพื่อเป็นเวทีเชื่อมโยงองค์ความรู้ ต้นแบบที่พิสูจน์ผลสำเร็จแล้ว และความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ร่วมกันผลักดันวิธีการทำงานแบบใหม่ที่สามารถลดความเหลื่อมล้ำ ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน และสร้างความคุ้มค่าในการลงทุนเพื่อการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน สู่การขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบที่สามารถขยายผลได้ในระดับประเทศ
ภายในงานนอกจากนำเสนอนวัตกรรมสังคมดังกล่าวแล้ว ยังมีเวทีวิชาการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างผู้กำหนดนโยบาย นักวิชาการ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และผู้ปฏิบัติงานจากทั่วประเทศกว่า 60 องค์กร ตลอดจนการนำเสนอกรณีศึกษาจากพื้นที่จริง รวมทั้งหนังสั้นมุมมองจากเยาวชนสื่อความเลื่อมล้ำทางสังคมมุมมอง สร้างและกำกับโดยกลุ่มเด็กสร้างหนัง ผู้สนใจสามารถร่วมงานโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ติดตามรายละเอียดกิจกรรมและลงทะเบียนที่ https://web.facebook.com/share/p/1Brrtr24AZ/




