News Logo
หน้าแรก
“สุชาติ” ถอดบทเรียนเนปาล ดัน “ดัชนีพหุภัย” เตือนภัยรับมือโลกเดือด

“สุชาติ” ถอดบทเรียนเนปาล ดัน “ดัชนีพหุภัย” เตือนภัยรับมือโลกเดือด

1 ก.ย. 2569 16:12
ผู้ชม 5 คน

“รมว.สุชาติ” ถอดบทเรียนภัยพิบัติเนปาล เร่งพัฒนา “ดัชนีพหุภัย–แผนที่เสี่ยงภูมิอากาศ” เตือนภัยล่วงหน้า รับมือโลกเดือด

S__13991972

ภาพประกอบข่าว

นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า จากเหตุการณ์ภัยพิบัติธารน้ำแข็งถล่มบริเวณพรมแดนทิเบตและเนปาล เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2569 ซึ่งมีผู้เสียชีวิตและสูญหายเป็นจำนวนมาก สะท้อนให้เห็นว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังทำให้รูปแบบของภัยพิบัติมีความรุนแรงและซับซ้อนมากขึ้น โดยภัยอาจไม่ได้เกิดขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่อาจเกิดหลายภัยต่อเนื่องหรือเกิดขึ้นพร้อมกัน จนสร้างความเสียหายเป็นวงกว้าง

“แม้ประเทศไทยจะไม่ได้มีความเสี่ยงจากธารน้ำแข็งแบบเดียวกับทิเบตและเนปาล แต่ประเทศไทยกำลังเผชิญผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในหลายรูปแบบ ทั้งน้ำท่วม ภัยแล้ง วาตภัย ดินโคลนถล่ม และอากาศร้อนจัด ดังนั้น สิ่งสำคัญคือเราต้องรู้ล่วงหน้าว่าพื้นที่ไหนมีความเสี่ยง และมีโอกาสเกิดภัยอะไร เพื่อให้หน่วยงานและประชาชนเตรียมตัวรับมือได้ก่อนเกิดเหตุ ลดความสูญเสียให้ได้มากที่สุด” นายสุชาติ กล่าว

นายสุชาติ กล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการเตรียมพร้อมรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จึงได้มอบหมายให้กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เร่งพัฒนาข้อมูลความเสี่ยงด้านภูมิอากาศ เพื่อให้หน่วยงานต่าง ๆ สามารถนำข้อมูลไปใช้วางแผนป้องกันและปรับตัวได้อย่างเหมาะสมกับแต่ละพื้นที่

ที่ผ่านมา กรมฯ ได้พัฒนาข้อมูลคาดการณ์สภาพภูมิอากาศในระยะยาวไปจนถึงปี ค.ศ. 2100 ครอบคลุมข้อมูลสำคัญ เช่น ปริมาณฝน อุณหภูมิ และความชื้น โดยมี 11 หน่วยงานนำข้อมูลดังกล่าวไปใช้วิเคราะห์และประเมินความเสี่ยงตามภารกิจแล้ว

S__13991973_0

ภาพประกอบข่าว

S__13991975_0

ภาพประกอบข่าว

สำหรับปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 นายสุชาติ กล่าวว่า ได้เร่งให้กรมฯ พัฒนา “ดัชนีพหุภัย (Multi-Hazard Index)” ซึ่งเปรียบเสมือนเครื่องมือช่วย “มองล่วงหน้า” ว่าในช่วง 3–6 เดือนข้างหน้า พื้นที่ใดมีแนวโน้มเผชิญภัยประเภทใดบ้าง ไม่ว่าจะเป็นฝนตกหนัก น้ำท่วม ภัยแล้ง ดินถล่ม หรืออากาศร้อนจัด รวมถึงสามารถประเมินได้ว่าพื้นที่ใดมีโอกาสเผชิญหลายภัยในช่วงเวลาเดียวกัน

ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า ดัชนีพหุภัยจะพัฒนาให้มีความละเอียดในระดับพื้นที่ 5 × 5 กิโลเมตร เพื่อช่วยให้เห็นภาพความเสี่ยงได้ชัดเจนยิ่งขึ้น โดยนำข้อมูลภัยที่เกี่ยวข้องกับสภาพภูมิอากาศหลายประเภทมาประกอบกัน ทั้งฝนตกหนัก น้ำท่วม ภัยแล้ง ดินถล่ม และอากาศร้อนจัด

“จุดสำคัญคือ เราจะไม่ได้ดูเพียงว่าพื้นที่หนึ่งมีโอกาสเกิดภัยอะไร แต่จะดูด้วยว่ามีโอกาสเกิดหลายภัยร่วมกันหรือเกิดภัยต่อเนื่องกันหรือไม่ และในช่วง 3–6 เดือนข้างหน้า พื้นที่ใดควรได้รับการเฝ้าระวังเป็นพิเศษ เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถเตรียมคน เตรียมอุปกรณ์ และวางแผนช่วยเหลือประชาชนได้ล่วงหน้า” ดร.พิรุณ กล่าว

นายสุชาติ กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากการเตรียมพร้อมในระยะ 3–6 เดือนแล้ว ยังได้มอบหมายให้กรมฯ พัฒนา “แผนที่ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” เพื่อให้เห็นว่าพื้นที่ต่าง ๆ โดยเฉพาะในระดับตำบล มีความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากน้อยเพียงใด โดยครอบคลุมความเสี่ยงสำคัญ 4 ด้าน ได้แก่ ดินถล่ม ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น อุณหภูมิเฉลี่ยในระยะยาวที่เพิ่มขึ้น และการเปลี่ยนแปลงของปริมาณฝน

แผนที่ดังกล่าวจะแสดงผลผ่านระบบ GIS และครอบคลุมทั้งสถานการณ์การปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปัจจุบันและกรณีที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับสูง โดยแบ่งการมองความเสี่ยงออกเป็น 2 ช่วง คือ ช่วงปัจจุบันถึงปี ค.ศ. 2050 ซึ่งสามารถนำไปใช้วางแผนในระดับพื้นที่ เช่น การวางผังเมือง การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการเตรียมแผนรับมือของจังหวัด และช่วงหลังปี ค.ศ. 2050–2100 ซึ่งจะช่วยให้เห็นแนวโน้มความเสี่ยงในระยะยาว เช่น แนวโน้มการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเล

“เราต้องเปลี่ยนจากการรอให้เกิดภัยแล้วค่อยแก้ไข มาเป็นการรู้ความเสี่ยงและเตรียมพร้อมก่อนเกิดภัยให้มากที่สุด เครื่องมือทั้งสองจึงมีความสำคัญและทำงานเสริมกัน โดยดัชนีพหุภัยจะช่วยให้เรามองเห็นความเสี่ยงในช่วง 3–6 เดือนข้างหน้า ขณะที่แผนที่ความเสี่ยงภูมิอากาศจะช่วยให้เราวางแผนรับมือในระยะยาวได้” นายสุชาติ กล่าว

ทั้งนี้ เมื่อเครื่องมือทั้งสองพัฒนาแล้วเสร็จ กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมจะเผยแพร่ข้อมูลผ่าน ศูนย์ข้อมูลด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change Information Center : CCIC) เพื่อให้หน่วยงานส่วนกลาง หน่วยงานในพื้นที่ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สามารถนำข้อมูลไปใช้วางแผนป้องกันภัยและปรับตัวให้เหมาะสมกับความเสี่ยงของแต่ละพื้นที่

“เป้าหมายสำคัญคือการนำข้อมูลและเทคโนโลยีมาใช้ให้เกิดประโยชน์กับประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้ประเทศไทยรู้ล่วงหน้า เตรียมพร้อมได้เร็วขึ้น และลดความสูญเสียทั้งต่อชีวิต ทรัพย์สิน เศรษฐกิจ และสังคม พร้อมสร้างภูมิคุ้มกันให้ประเทศไทยสามารถอยู่กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้อย่างยั่งยืน” นายสุชาติ กล่าว

แท็กที่เกี่ยวข้อง
สุชาติ ชมกลิ่น
กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
ดัชนีพหุภัย
ภูมิอากาศ



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

AIS ACADEMY for THAIs 2026 ขนทัพ Speakers ชวนอัปสกิล AI ฟรี
AIS ACADEMY for THAIs 2026 ขนทัพ Speakers ชวนอัปสกิล AI ฟรี