News Logo
หน้าแรก
ซีพีผนึก'มธ.' ต่อยอด'ไม้พังแหร'จากสบขุ่นโมเดล สู่นวัตกรรมบรรจุภัณฑ์

ซีพีผนึก'มธ.' ต่อยอด'ไม้พังแหร'จากสบขุ่นโมเดล สู่นวัตกรรมบรรจุภัณฑ์

9 ก.ย. 2569 18:16
ผู้ชม 2 คน

'เครือซีพี'ร่วมมือ 'มธ.'ต่อยอด 'ไม้พังแหร' ไม้พี่เลี้ยงกาแฟของ 'สบขุ่นโมเดล' จ.น่าน สู่การพัฒนาเยื่อกระดาษและต้นแบบบรรจุภัณฑ์ยั่งยืน ลดวัสดุเหลือทิ้ง สร้างมูลค่าใหม่ตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน

สำนักขาว Next News รายงานเมื่อวันที่ 9 กันยายน 2569 นายจอมกิตติ ศิริกุล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่บริหาร ผู้บริหารสูงสุดด้านพัฒนาความยั่งยืนภาครัฐและกิจการสัมพันธ์ เครือเจริญโภคภัณฑ์(เครือซีพี) กล่าวว่า ความยั่งยืนในมุมมองของเครือซีพีไม่ใช่กิจกรรมที่แยกออกจากการดำเนินธุรกิจ แต่เป็นยุทธศาสตร์สำคัญที่ต้องเชื่อมโยงการดูแลสิ่งแวดล้อม การพัฒนาชุมชน และการสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจให้เติบโตไปพร้อมกัน ซึ่งเชื่อว่าการแก้ปัญหาความยั่งยืนให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม ต้องเริ่มจากการเข้าใจบริบทของพื้นที่ และทำงานร่วมกับชุมชนอย่างต่อเนื่อง "สบขุ่นโมเดล" จึงไม่ใช่เพียงโครงการปลูกป่าหรือส่งเสริมการปลูกกาแฟ แต่เป็นการออกแบบระบบที่ทำให้คนสามารถมีอาชีพและรายได้จากการดูแลทรัพยากรธรรมชาติ ขณะเดียวกันผืนป่าก็ได้รับการฟื้นฟูและกลับมาสร้างคุณค่าให้แก่ชุมชนอีกครั้ง


นายจอมกิตติกล่าวว่า การนำไม้พังแหรมาต่อยอดเป็นเยื่อกระดาษและบรรจุภัณฑ์ เป็นอีกก้าวสำคัญของการขยายผลสบขุ่นโมเดลจากการฟื้นฟูป่าและสร้างอาชีพ ไปสู่การพัฒนานวัตกรรมที่ใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า สะท้อนให้เห็นว่าองค์ความรู้จากพื้นที่สามารถเชื่อมต่อกับงานวิจัยและศักยภาพของภาคอุตสาหกรรม เพื่อสร้างประโยชน์ในมิติใหม่ได้


“นวัตกรรมที่มีคุณค่าไม่ได้หมายถึงการสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่เพียงอย่างเดียว แต่คือความสามารถในการมองเห็นคุณค่าของทรัพยากรที่มีอยู่ และนำองค์ความรู้มาพัฒนาต่อยอดให้เกิดประโยชน์มากขึ้น ความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ครั้งนี้ เป็นการเปลี่ยนวัสดุที่เกิดจากการดูแลพื้นที่ให้กลายเป็นวัตถุดิบทางเลือก พร้อมเชื่อมคุณค่าของป่า ชุมชน งานวิจัย และภาคธุรกิจเข้าไว้ด้วยกัน”นายจอมกิตติกล่าว


นายจอมกิตติกล่าวว่า ไม้พังแหร เป็นหนึ่งในไม้พี่เลี้ยงที่มีบทบาทต่อการฟื้นฟูพื้นที่ปลูกกาแฟในสบขุ่นโมเดล โดยช่วยสร้างสภาพแวดล้อมและระบบนิเวศที่เหมาะสมต่อการเติบโตของกาแฟ ขณะเดียวกันไม้พังแหรที่นำมาต่อยอดในงานวิจัยมีอายุประมาณ 3–5 ปี สูงราว 12–15 เมตร และให้ผลผลิตเยื่อประมาณ 50% โดยมีศักยภาพในการกักเก็บคาร์บอนเฉลี่ยประมาณ 190 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (kgCO2eq) สะท้อนถึงบทบาทของไม้พี่เลี้ยงที่นอกจากสนับสนุนการฟื้นฟูพื้นที่แล้ว ยังมีศักยภาพในการดูดซับและกักเก็บคาร์บอนในพื้นที่อีกด้วย


นายจอมกิตติกล่าวว่า เมื่อไม้พังแหรเติบโตและเสื่อมสภาพจากการทำหน้าที่เป็นไม้พี่เลี้ยง ส่วนของต้นไม้ที่เหลือจากการดูแลพื้นที่จึงถูกนำเข้าสู่กระบวนการวิจัยและพัฒนา เพื่อใช้เป็นวัตถุดิบทางเลือกสำหรับผลิตบรรจุภัณฑ์กระดาษ เป็นการนำทรัพยากรกลับมาใช้ประโยชน์ต่อแทนการปล่อยให้กลายเป็นวัสดุเหลือทิ้ง สอดคล้องกับแนวคิด เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy)ตั้งแต่การฟื้นฟูระบบนิเวศ การสนับสนุนอาชีพของชุมชน ไปจนถึงการพัฒนาเป็นวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ด้านสิ่งแวดล้อม โดยบรรจุภัณฑ์ที่พัฒนาขึ้นสามารถย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ ช่วยลดปริมาณขยะสะสมและลดการใช้ทรัพยากรใหม่ในการผลิต


นายจอมกิตติกล่าวว่า โครงการสบขุ่นโมเดลเกิดจากความร่วมมือระหว่างเครือเจริญโภคภัณฑ์ ชุมชน และภาคีเครือข่าย เพื่อฟื้นฟูพื้นที่ต้นน้ำจังหวัดน่านที่เคยได้รับผลกระทบจากการทำเกษตรเชิงเดี่ยว โดยส่งเสริมการปลูกกาแฟภายใต้ร่มเงาของไม้ป่า ควบคู่กับการสร้างอาชีพและรายได้ให้แก่คนในชุมชน หัวใจสำคัญของโครงการคือการทำให้การดูแลป่าเชื่อมโยงกับคุณภาพชีวิตของประชาชน เมื่อชุมชนสามารถมีรายได้จากการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรอย่างรับผิดชอบ ก็จะเกิดแรงจูงใจในการอนุรักษ์และฟื้นฟูพื้นที่อย่างต่อเนื่อง นำไปสู่ระบบที่ “คนอยู่ได้ ป่าอยู่รอด” และสามารถส่งต่อประโยชน์ไปยังคนรุ่นต่อไป


นายจอมกิตติกล่าวว่า สบขุ่นโมเดลแสดงให้เห็นว่าการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติจะเกิดความยั่งยืนได้ ต้องสร้างทั้งคุณค่าทางสิ่งแวดล้อมและโอกาสทางเศรษฐกิจให้แก่ชุมชนไปพร้อมกัน ขณะที่ภาคธุรกิจต้องทำหน้าที่เป็นผู้เชื่อมโยงตลาด เทคโนโลยี องค์ความรู้ และพันธมิตร เพื่อช่วยให้ทรัพยากรในพื้นที่ได้รับการพัฒนาอย่างมีความรับผิดชอบ


“เป้าหมายของเราไม่ใช่เพียงทำให้ป่ากลับมาเขียวอีกครั้ง แต่ต้องทำให้ชุมชนสามารถเติบโตไปพร้อมกับป่าได้อย่างมั่นคง การต่อยอดไม้พังแหรเป็นบรรจุภัณฑ์จึงสะท้อนทิศทางการพัฒนาที่มองทรัพยากรอย่างครบวงจร และแสดงให้เห็นว่างานอนุรักษ์สามารถเชื่อมโยงกับนวัตกรรมและโอกาสทางเศรษฐกิจได้ หากทุกภาคส่วนร่วมกันออกแบบระบบอย่างเข้าใจและรับผิดชอบ”นายจอมกิตติกล่าว


นายจอมกิตติกล่าวว่า โครงการวิจัยเริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี 2567 โดยทีมวิจัยด้านเทคโนโลยีชีวภาพพืช มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นำโดย ผศ.ดร.ทิวธวัฒ นาพิรุณ อาจารย์ประจำสาขาวิชาเทคโนโลยีชีวภาพ และหัวหน้าห้องปฏิบัติการพฤกษเคมีและผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ร่วมกับ ผศ.ดร.นวลกมล อำนวยสิน ดร.มันทิรา สุขเสริฐ ตลอดจนนักศึกษาและบุคลากรที่เกี่ยวข้อง โดยมี รศ.ดร.สุดาทิพย์ จันทร หัวหน้าสาขาวิชาเทคโนโลยีชีวภาพ เป็นที่ปรึกษาและให้การสนับสนุน ทีมวิจัยทำงานร่วมกับโครงการซีพีความดี สบขุ่นโมเดล ตั้งแต่การศึกษาข้อมูล การลงพื้นที่สำรวจทรัพยากร การเก็บตัวอย่าง ตลอดจนการวิจัยและทดสอบในห้องปฏิบัติการ เพื่อประเมินคุณสมบัติของไม้พังแหรและพัฒนากระบวนการผลิตเยื่อกระดาษที่เหมาะสม โดยงานวิจัยยังได้รับการสนับสนุนด้านมาตรฐานการทดสอบเยื่อกระดาษจาก ดร.ปรียานุช สีโชละ นักวิจัยชำนาญการพิเศษ ฝ่ายเทคโนโลยีชีวมวลและพลังงานชีวภาพสถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตผลทางการเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เพื่อยกระดับความน่าเชื่อถือของผลการทดสอบ และสนับสนุนการพัฒนาวัตถุดิบให้มีคุณสมบัติเหมาะสมต่อการใช้งานด้านบรรจุภัณฑ์


นายจอมกิตติกล่าวว่า ผลงานดังกล่าวได้รับรางวัลเหรียญทอง สาขาสิ่งแวดล้อม จากเวที International Invention, Innovation and Technology Exhibition หรือ ITEX 2025 ณ ประเทศมาเลเซีย สะท้อนศักยภาพของการบูรณาการองค์ความรู้ทางวิชาการเข้ากับทรัพยากรและความต้องการของพื้นที่ เพื่อพัฒนาเป็นนวัตกรรมที่มีโอกาสสร้างผลกระทบในวงกว้าง


นายจอมกิตติกล่าวว่า ในระยะต่อไป เครือเจริญโภคภัณฑ์และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เตรียมร่วมกับกลุ่มธุรกิจบรรจุภัณฑ์ เครือเจริญโภคภัณฑ์ หรือ CPPC ศึกษาการทดลองผลิตในระดับนำร่อง พร้อมทดสอบความแข็งแรง ความปลอดภัย ความสามารถในการย่อยสลาย และความเหมาะสมต่อการใช้งานของบรรจุภัณฑ์แต่ละประเภท รวมถึงประเมินต้นทุนและความเป็นไปได้ในการขยายกำลังการผลิต


นายจอมกิตติกล่าวว่า การพัฒนาจะครอบคลุมการประเมินผลกระทบตลอดวัฏจักรชีวิต ตั้งแต่แหล่งที่มาของวัตถุดิบ กระบวนการผลิต การนำไปใช้งาน ไปจนถึงการจัดการหลังการใช้ ควบคู่กับการจัดทำระบบตรวจสอบย้อนกลับ เพื่อให้มั่นใจว่าวัตถุดิบมาจากกระบวนการบริหารจัดการพื้นที่อย่างเหมาะสม และสอดคล้องกับหลักการด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล หรือ ESG รวมถึงการเตรียมศึกษารูปแบบการมีส่วนร่วมและการกระจายประโยชน์กลับคืนสู่ชุมชน หากผลงานสามารถต่อยอดไปสู่การผลิตเชิงพาณิชย์ เพื่อให้นวัตกรรมสร้างคุณค่าร่วมทั้งต่อระบบนิเวศ เศรษฐกิจชุมชน และภาคธุรกิจในระยะยาว


"ความร่วมมือครั้งนี้จึงเป็นมากกว่าการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ทางเลือก แต่เป็นอีกก้าวของยุทธศาสตร์ความยั่งยืนที่นำพื้นที่จริงมาเป็นจุดเริ่มต้นของนวัตกรรม เชื่อมการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติเข้ากับงานวิจัยและศักยภาพของภาคธุรกิจ เพื่อสร้างระบบเศรษฐกิจที่ช่วยให้ชุมชนมีคุณภาพชีวิตที่ดี ผืนป่าได้รับการดูแล และทรัพยากรทุกส่วนถูกนำมาใช้ให้เกิดคุณค่าสูงสุดอย่างรับผิดชอบ"นายจอมกิตติกล่าว

แท็กที่เกี่ยวข้อง



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Café Amazon ฉลองก้าวสู่ปีที่ 24 ปั้นโมเดลใหม่ ยกระดับประสบการณ์ทุกแก้ว
Café Amazon ฉลองก้าวสู่ปีที่ 24 ปั้นโมเดลใหม่ ยกระดับประสบการณ์ทุกแก้ว