ศาลสั่งดีลเลอร์เอ็มจีชดใช้ค่าเสียหายกว่า 2 หมื่นบาท ปมเบี้ยวป้ายขาวลูกค้าข้ามปี สภาผู้บริโภคแนะผู้ซื้อรถขอเอกสารจดทะเบียนเองได้ พร้อมเรียกร้องกรมขนส่งฯ บังคับใช้กฎหมายต้องจดป้ายขาวใน 30 วัน
จากกรณีที่ผู้บริโภคเข้ามาร้องเรียนกับสภาผู้บริโภคในเรื่องบริษัทตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ (ดีลเลอร์) ไม่ดำเนินการจดทะเบียนป้ายขาวตามกำหนดนานเกือบหนึ่งปี
ศาลแขวงดอนเมืองมีคำพิพากษา เมื่อวันที่ 20 ม.ค. 2569 ให้บริษัท เอ็มจี เซควอญ่า หลักสี่ จำกัด ชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้เสียหายที่เข้ายื่นเรื่องร้องเรียนให้สภาผู้บริโภคว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมกรณีที่บริษัท เอ็มจี เซควอญ่า หลักสี่ ไม่ส่งมอบป้ายขาวนานนับปี ประกอบด้วย ค่าเสียหายจากการเสียประโยชน์ในการใช้รถ 20,000 บาท การคืนเงินมัดจำป้ายแดง 3,000 บาท และคืนค่าจดทะเบียน 3,500 บาท
พร้อมทั้งสั่งให้บริษัทดีลเลอร์รายนี้เป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการดำเนินการจดทะเบียนรถยนต์คันดังกล่าวให้แล้วเสร็จ โดยผู้บริโภครายรายนี้เข้ามาร้องเรียนสภาผู้บริโภคหลังจากซื้อรถยนต์ด้วยเงินสด 602,500 บาท เมื่อเดือน ธ.ค. 2567 โดยทางโชว์รูมตกลงจะเป็นผู้จดทะเบียนป้ายขาวให้ภายใน 45 วัน แต่ผ่านไปจนถึงเดือน ส.ค. 2568 ยังไม่ได้รับป้ายทะเบียน ทวงถามหลายครั้งก็ได้รับเพียงคำบ่ายเบี่ยง ทำให้เดือดร้อนเพราะต้องหลีกเลี่ยงการขับขี่ในเวลากลางคืน และยังถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจเปรียบเทียบปรับจากการใช้ป้ายแดงเกินระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด ทางสภาผู้บริโภคจึงได้ยื่นฟ้องบริษัทตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ฐานผิดสัญญาซื้อขาย กระทั่งศาลสั่งให้จ่ายชดใช้ค่าเสียหาย
ด้าน นายภัทรกร ทีปบุญรัตน์ รองหัวหน้าฝ่ายคุ้มครองและพิทักษ์สิทธิผู้บริโภค สภาผู้บริโภค กล่าวว่า ปัญหาป้ายขาวล่าช้าเกิดจากการบริหารจัดการทางการเงินของตัวแทนจำหน่าย เมื่อตัวแทนจำหน่ายรับเงินจากลูกค้า แต่ไม่นำไปตัดยอดหนี้กับบริษัทแม่ บริษัทแม่จึงไม่ส่งมอบหนังสือจดแจ้งการจำหน่ายและชุดเอกสารสำคัญสำหรับการจดทะเบียนให้ ทำให้ตัวแทนจำหน่ายไม่สามารถดำเนินการที่กรมการขนส่งทางบกได้
“ต้นเหตุของปัญหาคือตัวแทนจำหน่ายไม่นำเงินไปชำระให้บริษัทแม่เพื่อปิดยอดรถคันนั้น ทำให้ไม่มีเอกสารสำคัญออกมาจดทะเบียนได้ กลายเป็นว่าผู้ประกอบธุรกิจมีปัญหาทางการเงินแล้วนำผู้บริโภคมาเป็นตัวประกัน” รองหัวหน้าฝ่ายคุ้มครองและพิทักษ์สิทธิผู้บริโภค กล่าว
นายภัทรกร ได้แนะนำว่า ตามหลักการแล้วผู้ซื้อรถสามารถนำเอกสารไปดำเนินการจดทะเบียนด้วยตนเองได้ โดยต้องใช้เอกสารสำคัญคือ 1. หนังสือจดแจ้งการจำหน่ายรถจากผู้ประกอบธุรกิจหรือจากบริษัทแม่ 2. หลักฐานการชำระเงิน หรือใบเสร็จ และ 3. เอกสารสินเชื่อกรณีจัดไฟแนนซ์ ซึ่งหากได้รับเอกสารเหล่านี้ครบถ้วน การจดทะเบียนก็สามารถทำได้ทันที แต่ในทางปฏิบัติธุรกิจรถยนต์มักอำนวยความสะดวกให้ลูกค้า เพื่อจะได้รับสิทธิยกเว้นขั้นตอนการตรวจสภาพรถบางประการ แต่เมื่อเกิดปัญหาภาระจึงตกอยู่ที่ผู้บริโภค
ทั้งนี้ เพื่อป้องกันปัญหาในลักษณะนี้ ผู้บริโภคมีสิทธินำเอกสารหลักฐานการซื้อขายและชุดจดแจ้งไปจดทะเบียนด้วยตนเองได้ ซึ่งเป็นวิธีที่ปลอดภัยที่สุด และขอให้กรมการขนส่งทางบกบังคับใช้กฎหมายเรื่องกำหนดระยะเวลาจดทะเบียน ภายใน 30 วัน อย่างเข้มงวด เพื่อคุ้มครองสิทธิของผู้ซื้อรถยนต์ในประเทศไทย หรือจำหน่ายรถพร้อมจดทะเบียนรถชำระภาษีเรียบร้อย เหมือนต่างประเทศหลายประเทศทั้งเอเชีย ยุโรป สหรัฐอเมริกา เช่น ประเทศมาเลเซีย ประเทศออสเตรเลีย เป็นต้น




