"สภาพัฒน์" เผยไตรมาส 4/2568 การจ้างงานลดลง 0.9% มีผู้มีงานทำ 39.8 ล้านคน ว่างงาน 2.8 แสนคน แนะเร่งพัฒนาทักษะแรงงานรับมือ AI ด้านความสามารถการชำระหนี้ด้อยลงทุกประเภท ครัวเรือนกลุ่มรายได้ 30,000-50,000 บาท มีปัญหาชำระหนี้ 51% โดยสินเชื่อส่วนบุคคล NPL พุ่ง
เมื่อวันที่ 23 ก.พ. 2569 นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือ สภาพัฒน์ เปิดเผยภาวะสังคมไทยไตรมาส 4 และภาพรวมปี 2568 ว่า สถานการณ์แรงงานในไตรมาส 4/2568 การจ้างงานลดลงต่อเนื่อง มีผู้มีงานทำ 39.8 ล้านคน ลดลง 0.9% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน สาเหตุจากการหดตัวของภาคเกษตรกรรม 3.4% การจ้างงานนอกภาคเกษตรขยายตัว 0.2 % ส่วนสาขาการก่อสร้าง โรงแรมและภัตตาคาร รวมถึงการค้าส่งและค้าปลีกยังหดตัว อัตราการว่างลดลงอยู่ที่ 0.70% หรือมีผู้ว่างงาน 2.8 แสนคน
ค่าจ้างแรงงานในช่วงไตรมาส 4/2568 ในภาพรวมเฉลี่ยอยู่ที่ 15,882 บาท/คน/เดือน เพิ่มขึ้น 0.02% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยค่าจ้างแรงงานในระบบหรือค่าจ้างของลูกจ้างรัฐบาล ลูกจ้างรัฐวิสาหกิจ และลูกจ้างเอกชน เฉลี่ยอยู่ที่ 15,912 บาท/คน/เดือน เพิ่มขึ้น 1.1% ขณะที่ค่าจ้างแรงงานกลุ่มอาชีพอิสระอยู่ที่ 15,837 บาท/คน/เดือน ลดลง -1.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
ขณะที่ อัตราการว่างงานในช่วงไตรมาส 4/2568 อยู่ที่ 0.7% โดยมีจำนวนผู้ว่างงาน 2.8 แสนคน ลดลง -21.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ที่มีจำนวนผู้ว่างงาน 3.6 แสนคน คิดเป็นอัตราว่างงาน 0.88% ขณะที่อัตราการว่างงานในระบบประกันสังคม อยู่ที่ 1.78 คิดเป็นจำนวนผู้ว่างงาน 2.17 แสนคน ในจำนวนนี้เป็นกลุ่มที่ถูกเลิกจ้าง 18.9% และผู้ว่างงานระยะยาว หรือผู้ว่างงานตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไป มีจำนวน 5.8 หมื่นคน ลดลง -14.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
ภาพรวมปี 2568 อัตราการมีงานทำอยู่ที่ 99.1% เพิ่มขึ้นจากปีก่อน แม้จำนวนผู้มีงานทำจะอยู่ที่ 39.6 ล้านคน ลดลง 0.5% ส่วนอัตราการว่างงานเฉลี่ยทั้งปีอยู่ที่ 0.81% โดยต้องให้ความสำคัญเรื่องการเชื่อมโยงการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศกับธุรกิจไทย เพื่อสร้างการจ้างงานที่มีคุณภาพ ควบคู่การพัฒนาทักษะแรงงาน โดยเฉพาะการขยายมาตรการจ้างงานในท้องถิ่น ส่งเสริมการใช้ชิ้นส่วนในประเทศให้ครอบคลุม SMEs และจูงใจให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยี นอกจากนี้ ต้องบรรเทาความกังวลเรื่องการจ้างงานจากบทบาท AI
ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาแยกตามกลุ่มรายได้พบว่า ครัวเรือนกลุ่มรายได้ต่ำกว่า 15,000 บาท มีปัญหาการชำระหนี้ 68% ครัวเรือนกลุ่มรายได้ 15,000-30,000 บาท มีปัญหาการชำระหนี้ 69% ครัวเรือนกลุ่มรายได้ 30,000-50,000 บาท มีปัญหาการชำระหนี้ 51% ครัวเรือนกลุ่มรายได้ 50,000-100,000 บาท มีปัญหาการชำระหนี้ 36% และครัวเรือนกลุ่มรายได้ 100,000 บาทขึ้นไป มีปัญหาการชำระหนี้ 21%
อย่างไรก็ตาม กลุ่มผู้มีรายได้สูงกว่า 5 หมื่น -1 แสนบาท/เดือน ที่มีปัญหาการชำระหนี้ส่วนใหญ่จะเป็นหนี้เพื่อการบริโภค จึงต้องมีมาตรการจูงใจให้มีการจ่ายหนี้ให้ตรงเวลา อาทิ การให้เครดิตเงินคืนหรือการลดดอกเบี้ย และต้องมีการแจ้งเตือนการชำระหนี้ก่อนถึงกำหนด เพื่อทำให้การผิดนัดชำระหนี้ลดลง รวมถึงการก่อหนี้ใหม่ต้องดูให้ถี่ถ้วน และรอบคอบมากขึ้น
นอกจากนี้ ปัญหาหนี้สินครัวเรือนไตรมาส 3 ปี 2568 ลดลง 0.29% มีมูลค่า 16.31 ล้านล้านบาท จากความระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อใหม่ของสถาบันการเงิน ส่งผลให้สัดส่วนหนี้สินครัวเรือนต่อ GDP ทรงตัวที่ 86.8% อย่างไรก็ตาม ความสามารถในการชำระหนี้ด้อยลงทุกประเภทสินเชื่อ โดยสินเชื่อส่วนบุคคลที่ค้างชำระเกิน 90 วันขึ้นไป (NPLs) มีมูลค่า 1.3 ล้านล้านบาท คิดเป็น 9.4% ต่อสินเชื่อรวม เพิ่มจาก 9.1% ในไตรมาสก่อนหน้า




