สหรัฐฯ เปิดสอบสวนการค้า มาตรา 301 ต่อไทยและอีก 15 เขตเศรษฐกิจ ปมกำลังการผลิตล้นตลาดและดุลการค้าเกิน จับตาอุตสาหกรรมไทยเสี่ยงถูกภาษีตอบโต้ โดยเฉพาะ รถยนต์ ชิ้นส่วน เครื่องจักร และยาง
สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (United States Trade Representative: USTR) ประกาศเมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2569 ตามเวลาไทย เปิดการสอบสวนการค้าต่อประเทศไทยและอีก 15 เขตเศรษฐกิจ ภายใต้ มาตรา 301 ของกฎหมายการค้าสหรัฐฯ โดยมุ่งตรวจสอบประเด็น กำลังการผลิตส่วนเกินเชิงโครงสร้าง (Structural overcapacity) ในภาคอุตสาหกรรมการผลิต ซึ่งสหรัฐฯ มองว่าอาจทำให้เกิดการส่งออกล้นตลาดและกระทบต่ออุตสาหกรรมภายในประเทศของตน
เจมีสัน เกียร์ ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ระบุว่า การสอบสวนครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อพิจารณานโยบายของรัฐบาลต่างประเทศที่อาจทำให้ภาคอุตสาหกรรมผลิตสินค้าเกินความต้องการในประเทศ จนต้องระบายออกสู่ตลาดโลก ส่งผลให้ราคาสินค้าตกต่ำและทำให้ผู้ผลิตในสหรัฐฯ สูญเสียความสามารถในการแข่งขัน รวมถึงกระทบต่อการลงทุนและการจ้างงานในประเทศ
USTR เปิดเผยรายชื่อ 16 เขตเศรษฐกิจที่ถูกสอบสวน ได้แก่ จีน สหภาพยุโรป สิงคโปร์ สวิตเซอร์แลนด์ นอร์เวย์ อินโดนีเซีย มาเลเซีย กัมพูชา ไทย เกาหลีใต้ เวียดนาม ไต้หวัน บังกลาเทศ เม็กซิโก ญี่ปุ่น และอินเดีย
จากประกาศใน Federal Register ของ USTR ระบุว่า ไทยมีดุลการค้าสินค้ากับสหรัฐฯ สูงถึง 5.1 หมื่นล้านดอลลาร์ในปี 2568 เพิ่มขึ้นจาก 4.6 หมื่นล้านดอลลาร์ในปี 2567 ขณะเดียวกัน อัตราการใช้กำลังการผลิตในภาคอุตสาหกรรมไทยอยู่ต่ำกว่า 60% ติดต่อกันสองปี และมีเพียงประมาณหนึ่งในสามของอุตสาหกรรมที่ฟื้นตัวกลับไปถึงระดับก่อนการระบาดของโควิด-19
สหรัฐฯ ยังจับตาการลงทุนของบริษัทจีนในไทย โดยเฉพาะโรงงานประกอบรถยนต์ไฟฟ้าของ BYD ซึ่งอาจถูกใช้เป็นฐานการผลิตเพื่อส่งออกสินค้าส่วนเกินจากจีนไปยังตลาดสหรัฐฯ เพื่อหลีกเลี่ยงภาษีนำเข้าที่ใช้กับสินค้าจากจีนโดยตรง นอกจากนี้ USTR ยังตั้งข้อสังเกตว่านโยบายภาครัฐของบางประเทศอาจมีส่วนสนับสนุนการผลิตเกินความต้องการผ่านมาตรการอุดหนุน การให้สิทธิประโยชน์ หรือมาตรฐานทางอุตสาหกรรมบางประเภท
สำนักข่าว Reuters รายงานว่า รัฐบาลไทยได้ตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจเพื่อเตรียมรับมือกับการสอบสวนครั้งนี้แล้ว โดยจะเร่งรวบรวมข้อมูลและเอกสารเพื่อชี้แจงต่อฝ่ายสหรัฐฯ
การเคลื่อนไหวของ USTR เกิดขึ้นหลังจากศาลฎีกาสหรัฐฯ มีคำตัดสินเมื่อเดือนก่อนให้ยกเลิกมาตรการภาษีบางส่วนที่รัฐบาลของโดนัลด์ ทรัมป์เคยใช้ ส่งผลให้รัฐบาลสหรัฐฯ หันมาใช้เครื่องมือทางกฎหมายอื่น เช่น มาตรา 301 เพื่อเพิ่มแรงกดดันต่อคู่ค้าทางการค้า
สำหรับ มาตรา 301 ของกฎหมายการค้าปี 1974 (Trade Act of 1974) เป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่สหรัฐฯ ใช้จัดการกับการค้าที่มองว่า ไม่เป็นธรรม จากต่างประเทศ กฎหมายฉบับนี้ให้อำนาจสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ตรวจสอบนโยบาย มาตรการ หรือแนวปฏิบัติของรัฐบาลต่างประเทศที่อาจ ละเมิดข้อตกลงการค้า หรือเป็นการเลือกปฏิบัติและสร้างภาระต่อการค้าและการลงทุนของสหรัฐฯ
กระบวนการของมาตรา 301 โดยทั่วไปเริ่มจากการเปิดการสอบสวน ซึ่งอาจเกิดจากคำร้องของภาคธุรกิจสหรัฐฯ หรือ USTR เริ่มดำเนินการเอง จากนั้นจะมีการเปิดรับความคิดเห็นสาธารณะและจัดการไต่สวนเพื่อรวบรวมหลักฐาน หากผลการสอบสวนพบว่ามีการกระทำที่เข้าข่ายไม่เป็นธรรม รัฐบาลสหรัฐฯ สามารถใช้มาตรการตอบโต้ได้หลายรูปแบบ เช่น การเก็บภาษีนำเข้าเพิ่มเติม การจำกัดการนำเข้า หรือการระงับสิทธิประโยชน์ทางการค้า เพื่อกดดันให้ประเทศคู่ค้าปรับเปลี่ยนนโยบาย
ที่ผ่านมา มาตรา 301 เคยถูกใช้เป็นเครื่องมือสำคัญในข้อพิพาททางการค้าหลายกรณี โดยเฉพาะในช่วงสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีน ซึ่งนำไปสู่การตั้งกำแพงภาษีสินค้านำเข้าหลายแสนล้านดอลลาร์
ภาคอุตสาหกรรมที่สหรัฐฯ จับตาเป็นพิเศษในการสอบสวนครั้งนี้ ได้แก่ รถยนต์ แบตเตอรี่ เหล็ก อะลูมิเนียม เซมิคอนดักเตอร์ พลังงานแสงอาทิตย์ และเครื่องจักรอุตสาหกรรม ซึ่งสหรัฐฯ มองว่าการผลิตส่วนเกินในต่างประเทศอาจทำให้โรงงานในอเมริกามีอัตราการใช้กำลังการผลิตลดลง และทำให้การลงทุนใหม่ชะลอตัว
อย่างไรก็ตาม การเปิดสอบสวนครั้งนี้ ยังไม่ใช่การประกาศลงโทษทางการค้าในทันที แต่เป็นขั้นตอนการตรวจสอบข้อเท็จจริง โดย USTR จะเปิดรับความเห็นจากสาธารณะจนถึงวันที่ 15 เมษายน 2569 และจะจัดการไต่สวนสาธารณะตั้งแต่วันที่ 5 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป ก่อนตัดสินใจว่าจะดำเนินมาตรการใดต่อไป ซึ่งอาจเกิดขึ้นภายในช่วงฤดูร้อนปีนี้
หากผลการสอบสวนพบว่ามีการกระทำที่เข้าข่ายไม่เป็นธรรม สหรัฐฯ อาจใช้มาตรการตอบโต้ทางการค้า เช่น การเก็บภาษีนำเข้าเพิ่มเติม โดยสินค้าจากไทยที่มีความเสี่ยงได้รับผลกระทบ ได้แก่ รถยนต์ ชิ้นส่วนยานยนต์ เครื่องจักรอุตสาหกรรม และยางพารา
อ้างอิง:
Reuters: US opens unfair-trade probes to rebuild Trump's tariff pressure




