News Logo
หน้าแรก
วิกฤตช่องแคบฮอร์มุซ หลายชาติเอเชียเสี่ยง ‘น้ำมันหมด’ เร็วที่สุด

วิกฤตช่องแคบฮอร์มุซ หลายชาติเอเชียเสี่ยง ‘น้ำมันหมด’ เร็วที่สุด

18 มี.ค. 2569 16:58
ผู้ชม 84 คน

วิกฤตช่องแคบฮอร์มุซดันราคาน้ำมันพุ่ง ทำให้หลายประเทศในเอเชียเสี่ยงขาดแคลนเชื้อเพลิงหนัก โดยเฉพาะเมียนมา และเวียดนามที่มีสำรองเหลือเพียง 30 วัน ขณะที่ไทยเร่งงัดแผนรับมือหลังสต็อกน้ำมันสำรองพยุงได้แค่ 100 วัน

สงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่านที่ปะทุขึ้นเมื่อ 28 กุมภาพันธ์ 2569 ทำให้การขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซเกือบหยุดชะงัก ส่งผลให้ประเทศนำเข้าที่พึ่งพาน้ำมันจากอ่าวเปอร์เซียมากที่สุด เสี่ยงขาดแคลนเชื้อเพลิงภายในไม่กี่สัปดาห์ โดยเฉพาะกลุ่มชาติเอเชียที่รับน้ำมัน 80% ผ่านเส้นทางนี้

จากบทความของ Forbes เปิดเผยว่า ประเทศเสี่ยงสูงสุดคือ พม่า เวียดนาม และ ฟิลิปปินส์ ซึ่งนำเข้าน้ำมันกว่า 80% ผ่านฮอร์มุซ และมีสต็อกน้ำมันในคลังเพียงประมาณ 30 วันก่อนจะหมดหรือต้องหาแหล่งอื่นทดแทน

สิงคโปร์ ซึ่งรับน้ำมันผ่านฮอร์มุซวันละ 680,000 บาร์เรล มีสต็อกเพียง 40 วันเท่านั้น ขณะที่ ไทย ซึ่งรับ 400,000 บาร์เรลต่อวันจากเส้นทางเดียวกัน มีสต็อกครอบคลุมได้ 50 วัน จากรายงานของ Forbes

แต่อย่างไรก็ดี ล่าสุด กระทรวงพลังงานเปิดเผยว่า ไทยมีน้ำมันสำรองรวมเพิ่มเป็น 101-102 วัน สูงกว่าเกณฑ์เดิม โดยแบ่งเป็นน้ำมันพร้อมใช้ในประเทศราว 39 วัน และสต็อกระหว่างจัดหาอีก 62-63 วัน จากแหล่งนอกตะวันออกกลาง เช่น สหรัฐฯ แอฟริกาใต้ และมาเลเซีย พร้อมกันนี้ได้เพิ่มสัดส่วนการสำรองตามกฎหมายจาก 1% เป็น 3% เพื่อเสริมความมั่นคงพลังงานในระยะยาวท่ามกลางความผันผวนของโลก

บทความของ Forbes ยังระบุว่า ไต้หวัน และ บังกลาเทศ สามารถทนได้ราว 100 วัน โดยบังกลาเทศเริ่มปันส่วนน้ำมันและปิดโรงงานผลิตปุ๋ยแล้วเพื่อประหยัดพลังงาน

เกาหลีใต้ ซึ่งนำเข้า 3 ล้านบาร์เรลต่อวัน โดย 2 ล้านบาร์เรลผ่านฮอร์มุซ มีสต็อกพอสำหรับ 50 วันหากขาดนำเข้าทั้งหมด หรือ 70 วันหากชดเชยเฉพาะส่วนฮอร์มุซ

จากรายงานขององค์การพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ใน Oil Market Report ประจำเดือนมีนาคม 2569 ระบุว่าการผลิตน้ำมันโลกจะลดลง 8 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือนนี้ เนื่องจากผู้ผลิตในอ่าวเปอร์เซียต้องลดกำลังผลิตเพราะถังเก็บเต็มและเรือบรรทุกน้ำมันไม่สามารถผ่านได้

IEA จึงประกาศปล่อยน้ำมันสำรองฉุกเฉิน 400 ล้านบาร์เรล ซึ่งเป็นการปล่อยครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ เพื่อบรรเทาผลกระทบ แต่ยอมรับว่าเป็นเพียงมาตรการชั่วคราว

จากรายงานของ Reuters ระบุว่า ประเทศในเอเชียหลายแห่งเริ่มมาตรการประหยัดพลังงาน เช่น เวียดนามสั่งทำงานจากบ้าน 4 วันต่อสัปดาห์ ขณะที่ไทยสั่งข้าราชการใช้บันไดแทนลิฟต์และทำงานจากบ้านเพื่อลดการใช้น้ำมัน

เกาหลีใต้ชะลอแผนเลิกใช้โรงไฟฟ้าถ่านหินและเร่งเดินเครื่องนิวเคลียร์เพิ่มเติมเพื่อชดเชย ส่วนจีนมีสต็อกน้ำมันสำรองรัฐ 1.3 พันล้านบาร์เรล สามารถทนได้ถึง 300 วันหากขาดนำเข้าจากฮอร์มุซ

ญี่ปุ่น ซึ่งมีสต็อกน้ำมันรวมกว่า 254 วันของการนำเข้า สามารถรองรับสถานการณ์ได้นานถึง 200 วันโดยไม่ต้องพึ่งช่องแคบฮอร์มุซ

อินโดนีเซีย มีศักยภาพทนได้ 160 วัน ขณะที่ อินเดีย มีคลังสำรองเชิงยุทธศาสตร์ 175 ล้านบาร์เรล แต่ยังต้องพึ่งพาน้ำมันผ่านฮอร์มุซราว 45% ของความต้องการทั้งหมด

ก่อนเกิดวิกฤต ช่องแคบฮอร์มุซขนส่งน้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมันวันละ 20 ล้านบาร์เรล คิดเป็น 20% ของการบริโภคน้ำมันโลก ปัจจุบันเหลือเพียงหลักแสนบาร์เรลต่อวัน

วิกฤตครั้งนี้ไม่ใช่ปัญหาน้ำมันในดินหมดแบบระยะยาว แต่เป็นการขาดแคลนนำเข้าฉับพลันจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ทำให้ราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงและเศรษฐกิจเอเชียซึ่งพึ่งพาการนำเข้าถูกกระทบหนักที่สุด

IEA ย้ำว่าประเทศสมาชิกมีสต็อกน้ำมันสังเกตการณ์รวมกว่า 8,210 ล้านบาร์เรล สูงที่สุดในรอบ 5 ปี แต่การปล่อยสำรอง 400 ล้านบาร์เรลเทียบเท่าเพียง 4 วันของความต้องการโลกทั้งหมด


อ้างอิง:  

Forbes: These Countries Are Most In Danger Of Running Out Of Oil

IEA: Oil Market Report - March 2026  

Reuters: What are Asian countries doing to offset the oil-price rise

Reuters: US is quickly exhausting tools to absorb Iran war oil shock

แท็กที่เกี่ยวข้อง



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

เครือข่ายอากาศสะอาดหักล้าง ‘ศุภชัย’ รายประเด็น ยันผู้ก่อมลพิษต้องจ่าย
เครือข่ายอากาศสะอาดหักล้าง ‘ศุภชัย’ รายประเด็น ยันผู้ก่อมลพิษต้องจ่าย