กลุ่มบริษัทควบคุมงานก่อสร้าง โวยกรมบัญชีกลางออกหนังสือเวียน 'ว658' ทำป่วน ลดจ่ายค่าจ้างโครงการที่ขยายเวลาก่อสร้าง เผย JICA เคยเตือนขัดหลักสากล ขู่หากบังคับใช้ย้อนหลัง เสี่ยงถูกฟ้อง-จนท.ส่อผิดวินัยและรับผิดทางละเมิด
สำนักข่าว Next News รายงานว่า จากกรณีที่ นางแพตริเซีย มงคลวนิช อธิบดีกรมบัญชีกลาง ปฏิบัติราชการแทนปลัดกระทรวงการคลัง และประธานกรรมการวินิจฉัยปัญหาการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ ลงนามในหนังสือเวียนด่วนที่สุด ที่ กค (กวจ) 0405.2/ว 658 หรือ “ว 658” ถึงปลัดกระทรวง อธิบดี อธิการบดี เลขาธิการ ผู้อำนวยการ ผู้บัญชาการ ผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้ว่าราชการกรุงเทพฯ ผู้ว่าการ หัวหน้ารัฐวิสาหกิจ ผู้บริหารท้องถิ่น และหัวหน้าหน่วยงานอื่นของรัฐ เรื่อง ซ้อมความเข้าใจเกี่ยวกับการบริหารสัญญาจ้างควบคุมงานก่อสร้าง เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2568 ที่ผ่านมาเพื่อแจ้งให้หน่วยงานในสังกัดและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องถือปฏิบัติต่อไป

นางแพตริเซีย มงคลวนิช
โดยสาระสำคัญของหลักเกณฑ์ดังกล่าวคือเปลี่ยนแปลงการจ่ายค่าจ้างควบคุมงานจากเดิมที่จะแบ่งจ่ายเป็นรายเดือนเท่าๆ กันตามอายุสัญญา เป็นกำหนดให้จ่ายเงินตามสัดส่วนผลงานที่ดำเนินการจริงโดยระบุว่าที่ผ่านมากรณีงานล่าช้าที่เป็นความผิดของผู้รับจ้างก่อสร้าง(ผู้รับเหมา) เมื่อครบกำหนดเวลาตามสัญญาแล้ว งานยังไม่แล้วเสร็จ แต่ผู้ให้บริการงานควบคุมงานก่อสร้าง ยังคงเรียกให้หน่วยงานของรัฐจ่ายเงินค่าจ้างควบคุมงานไปจนกว่างานจ้างก่อสร้างจะแล้วเสร็จ ทั้งที่บริษัทผู้ควบคุมงานก่อสร้างได้รับค่าจ้างเต็มจำนวนตามที่กำหนดในสัญญาจ้างควบคุมงานแล้ว ส่งผลให้หน่วยงานรัฐประสบปัญหาขาดงบประมาณในการจ่ายค่าจ้างส่วนที่เพิ่มขึ้นนั้น

ตารางเปรียบเทียบ
นายนพดล ใจซื่อ นายกสมาคมวิศวกรที่ปรึกษาแห่งประเทศไทย (วปท.) ทำหนังสือถึงนางแพตริเซีย เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา พร้อมผลสรุปความเห็นจากการสัมมนาผู้ที่เกี่ยวข้องถึงกรณี “ว 658” ว่า 1.การกำหนดให้จ่ายเงินตามสัดส่วนผลงานที่ดำเนินการจริง สร้างความสับสนและไม่สอดคล้องกับเงื่อนไขในสัญญาเดิมที่กำหนดให้จ่ายเป็นรายเดือนหรือเท่ากันทุกงวด
นอกจากนี้ผู้เชี่ยวชาญชี้เห็นว่างานควบคุมงานเป็น "การจ้างบริการ" ที่อิงตามระยะเวลาและจำนวนบุคลากรที่เข้าปฏิบัติงานจริงตามความจำเป็นของหน้างาน ไม่ใช่ "การจ้างทำของ" เหมือนงานรับเหมาก่อสร้าง
ในกรณีที่ผู้รับเหมาเข้าทำงานทุกวันแต่ได้ผลงานน้อยมากจนคำนวณสัดส่วนไม่ได้ จะส่งผลให้ไม่สามารถคำนวณค่าจ้างควบคุมงานได้อย่างเหมาะสม แม้ผู้ควบคุมงานจะปฏิบัติงานจริงก็ตาม
2. เนื้อหาใน “ว 658” ขัดแย้งกับแบบสัญญาจ้างควบคุมงานก่อสร้างของกรมบัญชีกลางอย่างชัดเจน โดยเฉพาะข้อ 6 (ให้การจ่ายเงินจเป็นรายเดือนเท่าๆ กันตามอายุสัญญา) และข้อ 8 (กรณีงานล่าช้า ผู้ควบคุมงานจะได้รับค่าจ้างตามจำนวนวันที่ได้ปฏิบัติล่วงเลยกำหนดเวลา) นอกจากนี้ “ว 658” อาจขัดต่อมติครม. ที่เกี่ยวข้องกับการจ้างควบคุมงานก่อสร้าง
3.เกิดความไม่ชัดเจนว่าต้องแก้ไขสัญญาเดิมก่อนหรือไม่ และจะนำไปใช้ย้อนหลังกับสัญญาที่ลงนามไปก่อนหน้าได้เพียงใด
หากนำ “ว 658” มาใช้ลดอัตราค่าจ้างหรือเปลี่ยนวิธีจ่ายเงินในสัญญาที่ลงนามแล้ว เป็นการแก้ไขสัญญาโดยฝ่ายเดียว ขัดต่อหลักสัญญาหลัก “ความผูกพันตามสัญญา” (pacta sunt servanda) ดังนั้นอาจมีความเสี่ยงผิดสัญญาทางปกครอง คู่สัญญามีสิทธิฟ้องเรียกค่าจ้างค้างชำระและดอกเบี้ย อาจต้องจ่ายย้อนหลัง
นอกจากนี้ยังเสี่ยงว่าเป็นการกระทำละเมิดของหน่วยงานรัฐ หากใช้อำนาจโดยไม่มีฐานในสัญญา หรือเกินสมควร รวมทั้งเจ้าหน้าที่รัฐรายบุคคล อาจมีความผิดทั้งทางวินัยและความรับผิดทางละเมิด หากสั่งการโดยไม่ชอบ รวมทั้งเสี่ยงถูกตรวจสอบจากสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในประเด็นบริหารสัญญาไม่ชอบหรือใช้อำนาจโดยมิชอบ
4.กรณีที่มีการขยายเวลาก่อสร้าง( EOT)โดยไม่ใช่ความผิดของผู้รับเหมาและผู้ควบคุมงาน ไม่เปิดโอกาสให้จ่ายค่าควบคุมงานเพิ่ม ถือเป็นการผลักภาระความเสียหายให้เอกชนแบกรับเกินสมควร การจ่ายเงินจะถูกจำกัดไม่ให้เกินอัตรารายเดือนเดิม แม้ในช่วงที่ขยายเวลาออกไปจะมีภาระงานและค่าใช้จ่ายด้านบุคลากรเกิดขึ้นจริงก็ตาม อีกทั้งปัญหาความล่าช้าในการจ่ายเงินส่งผลกระทบโดยตรงต่อสภาพคล่องของบริษัทที่ปรึกษา
5.อาจมีผลประโยชน์ทับซ้อน (Conflict of Interest) การผูกค่าจ้างผู้ควบคุมงานไว้กับความก้าวหน้าของผู้รับเหมา อาจทำให้ความเข้มงวดในการตรวจงานลดลง เพราะหากงานไม่เดินผู้ควบคุมงานก็ไม่ได้เงิน อาจส่งผลต่อคุณภาพของงานก่อสร้างในที่สุด
6.มาตรฐานสากล (International Benchmark) และความเห็นองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น(JICA)

นายนพดล ใจซื่อ
ทั้งนี้ JICA เห็นว่า การขยายระยะเวลาสัญญาโดยไม่เพิ่มค่าจ้าง มิใช่แนวปฏิบัติที่พบโดยทั่วไปในทางสากล โดยเฉพาะโครงการขนส่งมวลชนขนาดใหญ่และซับซ้อน ทั้งนี้เพื่อคำนึงถึงความเป็นธรรมต่อที่ปรึกษา และการรักษามาตรฐานคุณภาพการให้บริการตามสัญญา

ตารางสรุปความเสี่ยง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้เมื่อปี 2560 ที่มีการขยายเวลาก่อสร้างโครงการระบบรถไฟชานเมือง(สายสีแดง) ทางองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น (JICA) ทำจดหมายถึงกระทรวงการคลัง เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2560 เรื่อง การขอขยายระยะเวลาสัญญาจ้างที่ปรึกษาบริหารโครงการ (PMC/ICE) จากเดิม 54.5 เดือน เป็น 86 เดือน (เพิ่มขึ้น 31.5 เดือน) โดย JICA แจ้งว่าไม่มีข้อคัดค้าน ในการขยายระยะเวลาออกไป แต่การขยายเวลาโดยไม่ปรับเพิ่มค่าธรรมเนียมนั้น "ไม่เป็นไปตามหลักสากล" โดยเฉพาะโครงการที่ซับซ้อนอย่างสายสีแดง ดังนั้นควรพิจารณาค่าตอบแทนที่เป็นธรรมเพื่อให้คงคุณภาพงานตามมาตรฐานสัญญา




