รวมรายชื่อประเทศที่ได้รับสิทธิ์ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ฝ่าวิกฤตพลังงานโลก หลังอิหร่านใช้เกณฑ์การเมืองคัดกรองเรือ ขณะที่ไทยเร่งเจรจาขอทางรอดหลังถูกโจมตี
การจราจรผ่าน ช่องแคบฮอร์มุซ ลดลงกว่า 95% จากปกติวันละกว่า 130 ลำ เหลือเพียง 3-4 ลำต่อวัน หลังอิหร่านใช้มาตรการปิดกั้นแบบคัดเลือกตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2569 โดยเรือที่ผ่านได้ส่วนใหญ่ต้องใช้เส้นทางปลอดภัยในน่านน้ำอิหร่านรอบเกาะลารัก ซึ่งควบคุมโดยกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิหร่าน (IRGC) สถานการณ์นี้ส่งผลให้ราคาพลังงานพุ่งกระฉูดและเรือค้าขายนับพันลำติดค้าง
Al Jazeera รายงานว่า อิหร่านอนุญาตเรือจาก จีน อินเดีย ปากีสถาน มาเลเซีย และอิรัก ผ่านแล้วหลายลำ โดยเรือ LPG สองลำของอินเดียถึงอินเดียปลอดภัยเมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2569 หลังการเจรจาระหว่างรัฐบาลทั้งสองฝ่าย
The New York Times ระบุเพิ่มเติมว่า จีนซึ่งนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางจำนวนมาก ได้รับการอนุมัติให้เรือผ่านจำนวนมากที่สุด ขณะที่อินเดียและปากีสถานก็ได้รับข้อยกเว้นพิเศษผ่านการประสานงานล่วงหน้า
เรือบางส่วนที่อยู่ในเครือข่าย กองเรือเงา ซึ่งเป็นเรือที่เคยถูกคว่ำบาตร แต่ยังลักลอบขนส่งน้ำมันของอิหร่าน ยังคงสามารถผ่านช่องแคบได้ โดยมักจดทะเบียนภายใต้ธงของประเทศขนาดเล็ก เช่น อารูบา ปาเลา และมาดากัสการ์ และเลือกใช้เส้นทางที่แล่นใกล้ชายฝั่งอิหร่านเพื่อลดความเสี่ยงในการถูกสกัด
ในด้านนโยบาย อิหร่านคัดเลือกประเทศที่จะอนุญาตให้ผ่านช่องแคบดังกล่าวจากเกณฑ์ มิตรหรือศัตรู โดย อับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน ให้สัมภาษณ์กับ CBS และ Kyodo News ว่า ช่องแคบยังคงเปิดสำหรับทุกประเทศ ยกเว้นเรือที่เกี่ยวข้องกับสหรัฐฯ อิสราเอล หรือชาติที่เข้าร่วมโจมตีอิหร่านและพันธมิตร
ขณะเดียวกัน รายงานของ The Guardian ระบุว่า อิหร่านได้พัฒนาระบบคัดกรองเรืออย่างเข้มงวด โดยอยู่ภายใต้การดูแลของกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ซึ่งเป็นหน่วยงานด้านความมั่นคงหลักของประเทศ
เรือทุกลำที่ต้องการผ่านช่องแคบ จำเป็นต้องแจ้งข้อมูลล่วงหน้า เช่น ใครเป็นเจ้าของเรือ และจะเดินทางไปที่ใด หากไม่ถูกจัดว่าเป็น ฝ่ายศัตรู ก็อาจได้รับอนุญาตให้ผ่านเป็นกรณีพิเศษ และในอนาคตอิหร่านยังมีแนวโน้มจะเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการผ่านเส้นทางนี้เพิ่มเติมด้วย
สำหรับประเทศที่ถูกจำกัดการผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา อิสราเอล สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี เนเธอร์แลนด์ แคนาดา และ ออสเตรเลีย รวมถึงชาติพันธมิตรตะวันตกอื่นๆ ที่มีจุดยืนร่วมกันในการประณามอิหร่าน
ขณะเดียวกัน รายงานจากหลายสำนักข่าวระบุว่า มีกลุ่มประเทศราว 22 ชาติ ซึ่งเป็นพันธมิตรสำคัญของสหรัฐฯ ในยุโรป ตะวันออกกลาง และเอเชีย เช่น สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ญี่ปุ่น และ เกาหลีใต้ อยู่ระหว่างการประสานความร่วมมือเพื่อส่งกำลังทางทะเลเข้ารักษาความปลอดภัย และเปิดเส้นทางเดินเรือผ่านช่องแคบให้กลับมาใช้งานได้ตามปกติ
สำหรับรายชื่อ 22 ประเทศที่ออกแถลงการณ์ร่วมประณามอิหร่านเมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2569 ได้แก่ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี เนเธอร์แลนด์ ญี่ปุ่น แคนาดา สาธารณรัฐเกาหลี นิวซีแลนด์ เดนมาร์ก ลัตเวีย สโลวีเนีย เอสโตเนีย นอร์เวย์ สวีเดน ฟินแลนด์ เช็ก โรมาเนีย บาห์เรน ลิทัวเนีย และ ออสเตรเลีย โดยมีเป้าหมายเพื่อตอบโต้สถานการณ์ตึงเครียดในอ่าวเปอร์เซีย และการปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซของอิหร่าน
โดยภาพรวม กลุ่มประเทศดังกล่าวถูกมองว่าเป็น พันธมิตรฝั่งตะวันตกและประเทศคู่ค้า ซึ่งอิหร่านจัดให้อยู่ในสถานะ ฝ่ายศัตรู ส่งผลให้เรือของประเทศเหล่านี้ถูกจำกัด หรือเผชิญความเสี่ยงในการผ่านช่องแคบในช่วงวิกฤต
อย่างไรก็ตาม ล่าสุดเมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2569 อิหร่านได้ยืนยันกับ ญี่ปุ่น ว่าเรือญี่ปุ่นยังคงสามารถผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้ เนื่องจากญี่ปุ่นพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางสูงถึงประมาณ 90-95% ซึ่งหากเส้นทางถูกปิดกั้นทั้งหมด อาจกระทบต่อเศรษฐกิจโลกอย่างรุนแรง นอกจากนี้ ญี่ปุ่นไม่ได้เข้าร่วมปฏิบัติการทางทหารโดยตรง ทำให้อิหร่านเลือกผ่อนปรน เพื่อรักษาสมดุลทางการเมืองและลดแรงกดดันในเวทีระหว่างประเทศ ส่งผลให้ญี่ปุ่นกลายเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับข้อยกเว้นท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดในขณะนี้
ผลกระทบจากการปิดกั้นช่องแคบทำให้สหรัฐอเมริกาและประเทศในยุโรปเผชิญความเสี่ยงด้านพลังงานอย่างหนัก ราคาน้ำมันพุ่งสูงสุดในรอบหลายปี กระทบห่วงโซ่อุปทานและเร่งแรงกดดันเงินเฟ้อทั่วโลก
สำหรับ ประเทศไทย แม้ไม่ถูกจัดเป็นฝ่ายศัตรูโดยตรง แต่ยังไม่มีรายงานได้รับสิทธิผ่านพิเศษ ขณะเดียวกัน เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2569 มีเรือสินค้าไทย มยุรี นารี ถูกโจมตีใกล้ ช่องแคบฮอร์มุซ หลังจากนั้น นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้หารือกับเอกอัครราชทูตอิหร่านประจำประเทศไทย เมื่อวันที่ 19 มีนาคม เพื่อขอให้รับรองความปลอดภัยเรือพาณิชย์ไทยที่ผ่านช่องแคบดังกล่าว โดยฝ่ายอิหร่านระบุว่าได้รับเรื่องแล้ว และมีท่าทีพร้อมให้ความร่วมมือ เนื่องจากมองว่าไทยเป็นประเทศมิตร แต่ยังต้องรอการยืนยันอย่างเป็นทางการ
อย่างไรก็ตาม ผลกระทบต่อไทยยังคงชัดเจน โดยเฉพาะราคาน้ำมันนำเข้าที่ปรับสูงขึ้น กระทบต้นทุนขนส่ง ภาคอุตสาหกรรม และราคาสินค้าในประเทศ ท่ามกลางความเสี่ยงเศรษฐกิจชะลอตัว เนื่องจากไทยพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางมากกว่า 80%
ในภาพรวม ช่องแคบฮอร์มุซเป็นเส้นทางหลักของน้ำมันโลก 20% และก๊าซ LNG อีก 20% การปิดกั้นครั้งนี้จึงสร้างวิกฤตพลังงานระดับโลกที่รุนแรงที่สุดในรอบหลายทศวรรษ
อิหร่านยังคงขู่ว่าจะปิดช่องแคบฮอร์มุซทั้งหมด หากสหรัฐอเมริกาเดินหน้าโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ตามคำเตือนของทรัมป์ที่ให้เส้นตาย 48 ชั่วโมง
แม้การเจรจากับหลายประเทศยังคงดำเนินต่อไป แต่ปริมาณการเดินเรือที่ลดลงอย่างมาก ส่งผลให้มีเรือมากกว่า 2,000 ลำ และลูกเรือราว 20,000 คน ติดค้างอยู่ในพื้นที่ ตามข้อมูลของ International Maritime Organization
อ้างอิง:
Al Jazeera: Iran says it will allow Japanese ships to transit the Strait of Hormuz
The New York Times: A Few Ships Are Trickling Through the Strait of Hormuz
The Guardian: Trump tells Iran it has 48 hours to open Hormuz
Al Arabiya: Over 20 nations say they want to contribute to efforts to secure Hormuz shipping
The Hindu: Iran threatens to 'completely' close Strait of Hormuz




