ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นจากผลพวงความขัดแย้งในตะวันออกกลางส่งผลให้ราคาปุ๋ยในประเทศเริ่มปรับสูงขึ้น 30-50% บางพื้นที่เกษตรกรเริ่มหาซื้อปุ๋ยไม่ได้ ส่อมีการกักตุนเหมือนน้ำมัน ซึ่งจะทำให้เกษตรกรได้รับผลกระทบ และเมื่อเกิดวิกฤตภัยแล้งที่มีแนวโน้มเกิดเอลนีโญช่วงปลายปีภาคเกษตรจะยิ่งได้รับความเดือนร้อนมากขึ้น
นายวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถี (BIOTHAI) เปิดเผยกับ NexT News ว่า ปัญหาจากสถานการณ์ราคาน้ำมันที่เกิดจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางกำลังส่งผลต่อราคาปุ๋ยในประเทศที่เริ่มปรับสูงขึ้น 30-50% และบางพื้นที่เกษตรกรเริ่มหาซื้อปุ๋ยไม่ได้ นั่นหมายความปุ๋ยเริ่มขาดตลาด และอาจจะเริ่มมีการกักตุนเหมือนกักตุนน้ำมันที่ภาคเกษตรกำลังได้รับผลกระทบอย่างหนัก
นายวิฑูรย์ กล่าวอีกว่า สถานการณ์ปุ๋ยขาดแคลนและราคาแพงเริ่มใกล้เคียงกับช่วงสงครามยูเครน เมื่อปี 2565 ซึ่งขณะนี้ไทยนำเข้าปุ๋ยจากตะวันออกกลางมากถึง 33.8% โดยเฉพาะปุ๋ยยูเรีย เมื่อปุ๋ยเริ่มขาดแคลนจึงเป็นไปได้ว่ามีการกักตุนโดยรายใหญ่ที่มีการนำเข้าปุ๋ยล่วงหน้าก่อนเกิดสถานการณ์สงคราม แต่ความต้องการใช้ปุ๋ยในปริมาณมากจะเริ่มช่วงฤดูนาปีในเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม
"ถ้าจะขึ้นราคาก็ควรขึ้นหลังเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม แต่ตอนนี้ปุ๋ยเริ่มขาดแคลน เมื่อเริ่มเข้าหน้าแล้งจะขาดแคลนน้ำอีก แนวโน้มปลายปีนี้สถานการณ์เอลนีโญจะหนัก อุณหภูมิจะสูงขึ้นพืชเกษตรหลายชนิดจะได้รับผลกระทบเพราะเกสรไม่ติด ปุ๋ยก็แพง ดังนั้น ในฤดูการผลิตใหม่เกษตรกรจะยิ่งได้รับผลกระทบและเดือดร้อนมากขึ้น ทั้งราคาน้ำมันที่สูงขึ้นหากสงครามยืดเยื้อ ภัยแล้ง และปุ๋ยแพง" ผู้อำนวยการ BIOTHAI กล่าว พร้อมเสนอแนะให้รัฐบาลแก้ปัญหาการกักตุนไม่ว่าน้ำมันหรือกรณีปุ๋ยด้วยการเปิดเผยสต๊อกของผู้นำเข้ารายใหญ่และของร้านจำหน่าย
ด้าน นายสิทธิเดช ฐิติธนปกรณ์ เจ้าของร้านจำหน่ายปุ๋ย บริษัท แหลมทอง บิซ จำกัด กล่าวว่า ในช่วงนี้เนื่องจากค่าขนส่งเพิ่มขึ้นทำให้ปุ๋ยที่ซื้อมาจำหน่ายในร้านเริ่มขาด ในขณะที่รถขนส่งปุ๋ยก็หายากมากขึ้น เนื่องจากไม่มีปั้มให้เติมน้ำมัน ในฐานะเป็นร้านจำหน่ายจึงต้องปรับตัวตามสถานการณ์และต้องปรับราคาสินค้าในบางรายการตามต้นทุนที่เพิ่มขึ้น
"ทำให้ต้องอัปเดตกับเซลล์ของโรงงานที่เราซื้อว่า ขาดปุ๋ยตัวไหนไหม ซึ่งแนวโน้มราคาจะขยับขึ้นเพราะสินค้าเริ่มขาดและต้นทุนจากค่าขนส่งเพิ่มขึ้น ตอนนี้ต้องปรับวิธีการส่งสินค้า เช่น จากเดิมกำหนดว่าลูกค้าซื้อ 30 กระสอบจะส่งฟรี แต่ตอนนี้ต้องรวบรวมเป็นล็อตใหญ่ แล้วไปส่งทีเดียวเพื่อลดจำนวนเที่ยวรถลง แต่ตัวไหนต้นทุนเพิ่มก็ต้องปรับขึ้นราคา" นายสิทธิเดช ระบุ
นอกจากนี้ มูลนิธิชีววิถีอ้างอิงข้อมูลจากกรมวิชาการเกษตร ปี 2568 ระบุว่า ไทยนำเข้าปุ๋ยปริมาณรวม 6,105,988 ตัน มูลค่ารวม 91,806.5 ล้านบาท ในจำนวนนี้นำเข้าจากตะวันออกกลาง 8 ประเทศ ปริมาณ 2.06 ล้านตัน หรือคิดเป็น 33.8% ของการนำเข้าทั้งหมด แบ่งออก ดังนี้
อันดับ 1 ซาอุดิอารเบีย 1,093,396 ตัน มูลค่า 16,669 ล้านบาท อันดับ 2 โอมาน 348,947 ตัน มูลค่า 5,051 ล้านบาท อันดับ 3 การ์ตา 240,897 ตัน มูลค่า 3,497 ล้านบาท อันดับ 4 จอร์แดน 165,342 ตัน มูลค่า 2,038 ล้านบาท อันดับ 5 อิสราเอล 129,421 ตัน มูลค่า 1,885 ล้านบาท อันดับ 6 บาร์เรน 57,544 ตัน มูลค่า 853 ล้านบาท อันดับ 7 ยูเออี 16,800 ตัน มูลค่า 223 ล้านบาท และอันดับ 8 อียิปต์ 8,102 ตัน มูลค่า 43 ล้านบาท รวมปริมาณการนำเข้าปุ๋ยจากตะวันออกกลางทั้งหมด 6.11 ล้านต้น มูลค่ารวม 30,259 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครน เมื่อปี 2565 ราคาปุ๋ยโลกพุ่งสูงอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เนื่องจากรัสเซียและเบลารุสเป็นผู้ส่งออกปุ๋ยรายใหญ่ของโลก โดยเฉพาะปุ๋ยโพแทช และปุ๋ยไนโตรเจน เมื่อเกิดสงครามและมาตรการคว่ำบาตรการส่งออกจากสองประเทศนี้ทำให้ปุ๋ยขาดแคลนหนัก ทำให้ไทยที่มีการนำเข้าหลักมีการปรับราคาปุ๋ยบางชนิดขึ้นถึง 70–100%
ทั้งนี้ แม้ตะวันออกกลางจะไม่ได้เป็นผู้ส่งออกปุ๋ยโพแทชรายใหญ่เหมือนรัสเซียและเบลารุส แต่ภูมิภาคนี้มีบทบาทสำคัญในการผลิตปุ๋ยไนโตรเจน เพราะใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นวัตถุดิบหลัก โดยคิดเป็นต้นทุนประมาณ 60–80% ของการผลิตปุ๋ยไนโตรเจน เช่น ยูเรีย และแอมโมเนีย ดังนั้น หากสงครามทำให้ราคาก๊าซธรรมชาติหรือราคาพลังงานโลกเพิ่มขึ้น ต้นทุนการผลิตปุ๋ยก็จะเพิ่มขึ้นทันที
นอกจากนี้ BIOTHAI ยังเปิดข้อมูลสัดแบ่งตลาดปุ๋ยของบริษัทผู้จำหน่ายปุ๋ยเคมีในประเทศไทย 5 อันดับแรก ครองส่วนแบ่งตลาดรวมกันถึง 63.5% ของมูลค่าตลาดปุ๋ยเคมีทั้งหมดประมาณ 92,747 ล้านบาท แบ่งออกเป็น บริษัท เจียไต๋ (เครือซีพี) ครองตลาดประมาณ 21.25% ไทยเซ็นทรัลเคมี ประมาณ 13.75% เทอราโกร (เครือไทยเบฟ) ประมาณ 12.75% ขณะที่ ยารา และ ICP มีส่วนแบ่งประมาณ 8.32% และ 7.44% ตามลำดับ ส่วนบริษัทอื่นๆ ที่เหลือรวมกันอยู่ที่ประมาณ 36.49%
ข้อมูลศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่า ในปี 2569 มีบริษัทรายใหญ่และรายเล็กในวงจรปุ๋ยประมาณ 685 ราย ยอดขายปุ๋ยเคมีของไทยคาดว่าจะอยู่ที่ 94,627 ล้านบาท หรือโต 0.5% ชะลอลงจากปี 2568 ที่โต 1.5% ตามความต้องการใช้ปุ๋ยเคมีที่เพิ่มขึ้นไม่มาก และราคาขายปุ๋ยเคมีในประเทศที่ปรับลดลง ซึ่งเป็นไปตามแนวโน้มราคาปุ๋ยเคมีในตลาดโลก (ข้อมูล ณ 18 พ.ย. 2568)




