สภาผู้บริโภคแฉโรงกลั่นฟันกำไร 2.16 หมื่นล้าน จี้รัฐบาลลดราคาน้ำมัน 6 บาททันที ชี้โครงสร้างบิดเบี้ยว-เอาเปรียบประชาชน
สำนักข่าว Next News รายงานว่าเมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2569 สภาผู้บริโภคได้ออกมาเปิดโปงโครงสร้างราคาน้ำมันในประเทศไทยที่เอื้อประโยชน์ให้กับธุรกิจพลังงาน โดยระบุว่าโรงกลั่นน้ำมันกอบโกยกำไรสูงถึง 2.16 หมื่นล้านบาทในช่วงวิกฤตพลังงาน พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลยกเลิกการปรับขึ้นราคาน้ำมัน 6 บาทต่อลิตรโดยทันที และรื้อโครงสร้างราคาพลังงานเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับประชาชน
การเคลื่อนไหวครั้งนี้เกิดขึ้นในการจัดเวทีไลฟ์ "ค้ากำไรเกินควรขึ้นราคาน้ำมัน 6 บาทต่อลิตร" โดยมีบุคคลสำคัญจากสภาผู้บริโภคเข้าร่วมวิเคราะห์สถานการณ์ ได้แก่ น.ส.บุญยืน ศิริธรรม ประธานสภาผู้บริโภค, น.ส.สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการสำนักงานสภาผู้บริโภค และน.ส.รสนา โตสิตระกูล ประธานอนุกรรมการด้านบริการสาธารณะ พลังงาน และสิ่งแวดล้อม
ตั้งคำถามถึงความไม่ชอบมาพากลของการขึ้นราคาน้ำมัน
น.ส.บุญยืน ศิริธรรม ประธานสภาผู้บริโภค กล่าวถึงข้อร้องเรียนจากประชาชนในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะกรณีจังหวัดสมุทรสงครามที่ประสบปัญหาน้ำมันขาดแคลนในสถานีบริการหลายแห่ง แต่ทันทีที่มีการประกาศปรับขึ้นราคาน้ำมัน 6 บาทต่อลิตร เมื่อวันที่ 26 มีนาคมที่ผ่านมา กลับพบว่ามีน้ำมันจำหน่ายครบทุกปั๊ม ซึ่งสะท้อนความผิดปกติของระบบพลังงานในประเทศ และตั้งคำถามถึงการกำกับดูแลของภาครัฐนับตั้งแต่เกิดวิกฤตพลังงาน
เปิดโปงโครงสร้างราคาน้ำมันบิดเบี้ยว-กำไรมหาศาล
ด้าน น.ส.รสนา โตสิตระกูล ได้ชี้ถึงปัญหาสำคัญที่โครงสร้างราคาน้ำมันของไทยที่บิดเบี้ยว แม้ประเทศไทยจะซื้อน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางและกลั่นในประเทศเกือบทั้งหมด แต่กลับอ้างอิงราคาจากตลาดสิงคโปร์ ซึ่งมีการบวกต้นทุนที่ไม่เกิดขึ้นจริง เช่น ค่าขนส่ง ค่าประกันภัย และค่าความสูญเสียระหว่างทาง ทำให้ราคาน้ำมันในประเทศสูงเกินจริง
น.ส.รสนายังระบุด้วยว่า แม้จะมีการกล่าวอ้างว่าน้ำมันไทยมีราคาถูกกว่าประเทศเพื่อนบ้าน แต่ในความเป็นจริง หากรวมภาระจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่เรียกเก็บเพิ่มเติมเข้าไปแล้ว ราคาน้ำมันไทยกลับสูงกว่าหลายประเทศในภูมิภาค โดยยกตัวอย่าง แก๊สโซฮอล์ 95 ที่หน้าปั๊มประมาณ 41 บาทต่อลิตร แต่เมื่อรวมเงินกองทุนน้ำมันฯ ที่ประชาชนต้องจ่ายจริงจะสูงถึงประมาณ 58.60 บาทต่อลิตร ซึ่งแพงกว่ากัมพูชา เวียดนาม และมาเลเซีย
ที่น่าตกใจคือในช่วง 18 วันที่เกิดวิกฤตพลังงานและรัฐบาลประกาศตรึงราคาน้ำมัน 15 วัน โรงกลั่นน้ำมันกลับมีผลกำไรสูงถึงประมาณ 21,600 ล้านบาท จากการเพิ่มค่าการกลั่นจาก 2 บาท เป็น 6 บาท ซึ่งนับเป็นกำไรที่เกิดจากส่วนต่างราคา ไม่ใช่ประสิทธิภาพการผลิต สะท้อนความไม่สมดุลของโครงสร้างพลังงานไทย
นอกจากนี้ โครงสร้างราคาน้ำมันไทยยังมีการบวกค่าการตลาดในระดับสูงถึงเกือบ 6 บาทต่อลิตร ทั้งที่ควรอยู่ในอัตรา 1.50 - 2 บาท และยังมีการนำเงินจากกองทุนน้ำมันฯ ไปอุดหนุนต้นทุนบางส่วนให้ภาคธุรกิจ แทนที่จะนำมาใช้ลดภาระประชาชน
การขึ้นราคาไม่จำเป็น-ซ้ำเติมวิกฤตค่าครองชีพ
น.ส.สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการสำนักงานสภาผู้บริโภค เสริมว่า รัฐบาลเคยยืนยันว่าประเทศไทยมีน้ำมันสำรองถึง 101 วัน หรือประมาณ 3 เดือน ดังนั้น การปรับขึ้นราคาน้ำมันในทันทีจึงไม่สอดคล้องกับต้นทุนจริง เพราะน้ำมันที่ขายอยู่ในปัจจุบันยังเป็นน้ำมันล็อตเก่าที่มีราคาถูกกว่า
"การขึ้นราคา 6 บาทในเวลานี้ จึงไม่จำเป็น และเป็นการเอื้อประโยชน์ให้ผู้ที่มีสต็อกน้ำมัน ขณะที่ประชาชนต้องรับภาระ" น.ส.สารีกล่าว พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลยกเลิกการขึ้นราคาน้ำมัน 6 บาททันที เนื่องจากน้ำมันถือเป็นสินค้าควบคุม แต่กลับขึ้นราคาได้ ในขณะที่สินค้าอื่นถูกควบคุมราคา การขึ้นราคาน้ำมันซึ่งเป็นต้นทุนหลักของเศรษฐกิจจะส่งผลให้ค่าโดยสารและราคาสินค้าหลายประเภท ทั้งอาหาร วัตถุดิบ และค่าขนส่ง เริ่มทยอยปรับตัวเพิ่มขึ้น ซึ่งจะทำให้เกิดวิกฤตค่าครองชีพของประชาชน
ข้อเสนอแนะ 5 ข้อถึงรัฐบาล
น.ส.บุญยืน ย้ำว่า วิกฤตพลังงานครั้งนี้เป็นโอกาสสำคัญที่รัฐบาลต้องแสดงบทบาทในการรื้อโครงสร้างราคาพลังงานให้เป็นธรรม ไม่ใช่ปล่อยให้ภาคธุรกิจพลังงานได้กำไรเพิ่มขึ้น และเป็นฝ่ายเดียวที่ได้ประโยชน์ในช่วงวิกฤต ขณะที่ประชาชนต้องแบกรับภาระ แต่ธุรกิจพลังงานต้องร่วมรับผิดชอบต่อสังคมด้วย และรัฐต้องทำหน้าที่ปกป้องประชาชนอย่างจริงจัง
สภาผู้บริโภคจึงได้มีข้อเสนอสำคัญต่อรัฐบาล ดังนี้:
ยกเลิกการปรับขึ้นราคาน้ำมัน 6 บาทต่อลิตรทันที
ปรับลดราคาน้ำมันให้สอดคล้องกับต้นทุนจริงจากสต็อกเก่า
ตรวจสอบการกักตุนและการบริหารจัดการน้ำมันอย่างเข้มงวด
ใช้อำนาจตามกฎหมายเพื่อลดค่าการกลั่น ค่าการตลาด และภาษี
ตรวจสอบความเสี่ยงด้านผลประโยชน์ทับซ้อนในการกำหนดนโยบายพลังงาน




