เปิดผลสำรวจสภาวิชาชีพบัญชีส่งความเห็นถึงสรรพากรค้านคำสั่งเข้มการตรวจสอบและรับรองเกิน 30 ราย ต้องมีผู้ช่วยวุฒิป.ตรีสาขาบัญชี และให้ทำได้แค่ 15 ราย ชี้ทำต้นทุนพุ่ง ขอให้เลื่อนบังคับใช้ หรือยกเลิกไปเลย
สำนักข่าว Next News รายงานความคืบหน้ากรณีคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป. 366/2569 เรื่อง กำหนดจรรยาบรรณของผู้ตรวจสอบและรับรองบัญชีตามมาตรา 3 สัตต แห่งประมวลรัษฎากร เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา ซึ่งกำหนดให้ ผู้ตรวจสอบและรับรองบัญชี ต้องไม่ตรวจสอบและรับรองบัญชีในกิจการที่เกินความรู้ความสามารถของตนที่จะปฏิบัติงานได้ และไม่ทำการตรวจสอบและรับรองบัญชีเกินกว่า 300 รายต่อปี ขณะที่ผู้ตรวจสอบและรับรองบัญชีที่ตรวจสอบและรับรองบัญชีเกินกว่า 30 รายต่อปี ต้องมีผู้ช่วยตรวจสอบและรับรองบัญชีที่มีวุฒิการศึกษาขั้นต่ำปริญญาตรีสาขาบัญชี โดยผู้ช่วยตรวจสอบและรับรองบัญชี 1 คน สามารถปฏิบัติงานได้สูงสุด 15 รายนั้น
ล่าสุด สภาวิชาชีพบัญชี ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้สำรวจความเห็นจากผู้สอบบัญชีรับอนุญาต ถึงผลกระทบจากคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป. 366/2569 โดยนำข้อสรุปผลสำรวจ ส่งให้กับกรมสรรพากรพิจารณาแล้ว
ทั้งนี้ ผลสำรวจระบุว่า การสำรวจนี้ มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อศึกษาผลกระทบของคำสั่งกรมสรรพากรต่อการปฏิบัติงานของผู้สอบบัญชีในการ รวบรวมข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากผู้ประกอบวิชาชีพบัญชีใช้เป็นข้อมูลสนับสนุนการกำหนดแนวทางเชิงนโยบายของ สภาวิชาชีพบัญชี
วิธีการสำรวจรูปแบบ ออนไลน์ผ่าน Google Forms กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้สอบบัญชีรับอนุญาต ระหว่างวันที่ 15 – 19 มีนาคม 2569 จำนวนผู้ตอบ 1,374 คน จากจำนวนผู้สอบบัญชีรับอนุญาตทั้งหมด 11,907 คน คิดเป็นร้อยละ 11.54
@ ผลการสำรวจข้อมูลพื้นฐานผู้ตอบแบบสำรวจ (ปี 2566 - 2568)
พบว่าการตรวจสอบและรับรองบัญชี ส่วนใหญ่อยู่ในช่วง 0 – 50 ราย โดยปี 2566 มีสัดส่วน 40.68% ,ปี 2567 มีสัดส่วน 35.52% และปี 2568 มีสัดส่วน 31.73%
การตรวจสอบและรับรองบัญชี 51-100 ราย ปี 2566 มีสัดส่วน 19.58%, ปี 2567มีสัดส่วน 19.72% และปี 2568 มีสัดส่วน 22.13%
การตรวจสอบและรับรองบัญชี 101-150ราย ปี 2566 มีสัดส่วน 22.85%, ปี 2567มีสัดส่วน 23.65 % และ ปี 2568 มีสัดส่วน 22.85 %
การตรวจสอบและรับรองบัญชี 151-200 ราย ปี 2566 มีสัดส่วน 15.94 %, ปี 2567มีสัดส่วน 20.09 % และ ปี 2568 มีสัดส่วน 22.27 %
การตรวจสอบและรับรองบัญชีมากกว่า 200 ราย ปี 2566 มีสัดส่วน 0.95 %, ปี 2567มีสัดส่วน 1.02% และปี 2568 มีสัดส่วน 1.02%
ส่วนการตรวจสอบและรับรองบัญชี ห้างหุ้นส่วนขนาดเล็ก
(ห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนที่มีทุนไม่เกิน 5 ล้านบาท สินทรัพย์รวมไม่เกิน 30 ล้านบาท และรายได้รวมไม่เกิน 30 ล้านบาท)
พบว่าส่วนใหญ่ตรวจสอบและรับรองบัญชี 0 – 15 ราย โดยปี 2566 มีสัดส่วน 70.09% ปี 2567 มี 68.56% ปี 2568 มี 67.69%
การตรวจสอบและรับรองบัญชี 16-30 ราย ปี 2566 มีสัดส่วน 10.19%, ปี 2567 มี 10.41% ปี 2568 มี 10.48%
การตรวจสอบและรับรองบัญชี 31-45 ราย ปี 2566 มีสัดส่วน 4.37 %, ปี 2567 มี 5.02 % ปี 2568 มี 4.59 %
การตรวจสอบและรับรองบัญชีมากกว่า 45 ราย ปี 2566 มีสัดส่วน 15.36 %, ปี 2567 มี 16.01 % ปี 2568 มี 17.25 % (ดูตารางประกอบ)

ตาราง(1)
@ผลการสำรวจผู้ที่เห็นด้วยกับประเด็นต่างๆ ดังนี้
-ต้นทุนบุคลากรสูงขึ้น 91.79%
-ความเสี่ยงจากการทำงานที่ผิดพลาดลดน้อยลง 47.54%
-การกำกับดูแลมีมาตรฐานมากขึ้น 47.34%
-ความถูกต้องและครบถ้วนของการตรวจสอบและรับรองบัญชีดีขึ้น 47.06
-เวลาที่ใช้ในการปฏิบัติงานน้อยลง 46.61%
-การบริหารงานได้ดีขึ้น 39.51%
-การตรวจสอบและการปฏิบัติตามมาตรฐาน/จรรยาบรรณที่กรมสรรพากรกำหนดทำได้ไม่ยาก 39.30%
-ความสามารถในการแข่งขันของสำนักงานขนาดเล็กทำได้ดีขึ้น 35.76%

ตาราง(2)
ทั้งนี้ จะเห็นว่าผู้ตอบแบบสอบถาม 91.79% เห็นด้วยกับประเด็น “ต้นทุนบุคลากรสูงขึ้น” ส่วนประโยชน์ด้านคุณภาพยังไม่เด่นชัด เห็นได้จากขึ้นมีผู้ที่เห็นด้วยไม่ถึง 50% ในประเด็นเหล่านี้ (ความเสี่ยงที่ลดลง การกำกับดูแลมีมาตรฐานมากขึ้น ความถูกต้อง และครบถ้วนของการตรวจสอบและรับรองบัญชีดีขึ้น เวลาที่ใช้ในการปฏิบัติงานน้อยลง การบริหารงานได้ดีขึ้น การตรวจสอบ และการปฏิบัติตามมาตรฐาน/จรรยาบรรณที่กรมสรรพากรกำหนด ทำได้ไม่ยาก และความสามารถในการแข่งขันของสำนักงานขนาดเล็กทำได้ดี) ทั้งนี้ มีผู้ตอบแบบสอบถามเพียง 33.11% ที่เห็นด้วยกับคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป. 366/2569
@ ข้อเสนอแนะเพิ่มเติม
1. แนวทางการกำหนดผู้ช่วยตรวจสอบ
1.1 ไม่เห็นด้วยกับ “เกณฑ์สัดส่วนผู้ช่วยแบบตายตัว” เช่น 15 งบ ต่อ 1 ผู้ช่วย เนื่องจากมองว่า “ไม่สะท้อน งานจริง” และงานสอบบัญชีแต่ละงานแตกต่างกันมาก
1.2 ควรพิจารณาตาม ขนาดกิจการ ความซับซ้อน และความเสี่ยง
1.3 ต้นทุนเพิ่มสูง และกระทบความสามารถในการแข่งขัน ต้องจ้างผู้ช่วยเพิ่ม อีกทั้งค่าสอบบัญชีปรับขึ้นยาก ทำให้สำนักงานขนาดเล็กอยู่ยาก
1.4 ควรให้ผู้สอบบัญชีใช้ “ดุลยพินิจทางวิชาชีพ” เพราะผู้สอบมี competence อยู่แล้ว ไม่ควรถูกกำหนดวิธีทำงานแบบ Rigid และมองว่าลักษณะ “อาชีพอิสระ” ควรมี Flexibility
1.5 การกำหนดผู้ช่วย ไม่ได้การันตีคุณภาพงาน งานเล็กแต่จำนวนมาก มีผู้ช่วยก็ไม่ได้เพิ่มคุณภาพ บางกรณี ผู้ช่วยประสบการณ์น้อย อาจไม่ช่วยอะไร ควรเน้นที่ “quality control / oversight” มากกว่า
ทั้งนี้ ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับการกำหนดสัดส่วนผู้ช่วยตรวจสอบแบบตายตัว โดยเห็นว่าควรพิจารณาตามขนาดและความซับซ้อนของกิจการมากกว่า โดยประเด็นที่ถูกกล่าวซ้ำมากที่สุด ได้แก่ ความไม่เหมาะสม ของเกณฑ์เชิงปริมาณ ผลกระทบด้านต้นทุน ความจำเป็นในการใช้ดุลยพินิจทางวิชาชีพ และข้อกังวลว่าการมีผู้ช่วยไม่ได้ส่งผลต่อ คุณภาพงานอย่างมีนัยสำคัญ
2. แนวทางการพัฒนาผู้ช่วยผู้ตรวจสอบและรับรองบัญชี
2.1 ควรเน้น “การอบรมและพัฒนาทักษะ (Training / CPD)” อบรมมาตรฐานบัญชี / สอบบัญชี / ภาษี / e-learning / training ต่อเนื่อง / learning by doing / on-the-job training
2.2 ไม่จำเป็นต้องกำหนดวุฒิปริญญาตรี สาขาบัญชี เพราะปวส. / ปวช. / สาขาอื่น ที่ทำงานได้โดยเน้น competence มากกว่า degree
2.3 ไม่เห็นด้วยกับการ “บังคับให้มีผู้ช่วยทุกกรณี” ไม่จำเป็นสำหรับงบเล็ก / ไม่ซับซ้อน เพราะผู้สอบบัญชี รับอนุญาตทำเองได้ บางกรณีมีผู้ช่วยอาจไม่เพิ่มคุณภาพ
2.4 ต้นทุนเพิ่ม แต่คุณภาพไม่ได้เพิ่มตาม เพราะจ้างผู้ช่วยเท่ากับต้นทุนเพิ่ม แต่ค่าสอบบัญชีเพิ่มไม่ได้
2.5 ควรกำหนดตาม “ขนาดและความซับซ้อนของงาน” ใช้กับงานใหญ่ หรืองานซับซ้อน
3. ความร่วมมือระหว่างหน่วยงานกำกับดูแล
3.1 ควรหารือก่อนออกกฎ ขอให้มี consultation / public hearing สอบถามผู้ได้รับผลกระทบก่อน ไม่ควร ออกประกาศโดยไม่ปรึกษา
3.2 ต้องมีความร่วมมือและประสานงานระหว่างหน่วยงานเช่น สภาวิชาชีพบัญชี กรมสรรพากร และหน่วยงานอื่น ทำงานไปในทิศทางเดียวกัน ไม่ควรต่างคนต่างออกกฎ
3.3 คำสั่งที่ออกมาไม่สอดคล้องกับการปฏิบัติงานจริง ไม่เข้าใจบริบทสำนักงานสอบบัญชีขนาดเล็ก
3.4 ควรศึกษาผลกระทบ (Impact assessment) ก่อนออกกฎ พิจารณาต้นทุน / ผลกระทบทั้งระบบ สำรวจ/ วิเคราะห์ก่อน ไม่ควรประกาศทันที
3.5 ต้องการให้บทบาทสภาวิชาชีพบัญชีเป็นตัวกลาง/ตัวแทนวิชาชีพ ปกป้องและสะท้อนเสียงสมาชิก
4.แนวทางผ่อนปรนในช่วงเปลี่ยนผ่าน
4.1 “เลื่อน / ชะลอ / ยกเลิก” ขอให้เลื่อนการบังคับใช้ ขอให้หยุดใช้ / พักใช้ หลายความเห็นเสนอ “ยกเลิกเลย”
4.2 ควรมี “ระยะเวลาเปลี่ยนผ่าน (Transition period)” ที่เพียงพอ ระยะเวลาที่เสนอทีตั้งแต่ 1–2 ปี ส่วนมากเสนอ 2–3 ปี บางส่วนเสนอ 3–5 ปี
4.3 ต้องประกาศล่วงหน้า เพื่อให้วางแผนอย่างน้อย 6 เดือน – 1 ปี หรือ 1 รอบปีบัญชี เพื่อวางแผนงาน วางแผนต้นทุน และจัดหาบุคลากร
4.4 ควรค่อยเป็นค่อยไป / ใช้แบบ phased approach เริ่มจากบริษัทขนาดใหญ่ หรืองานที่ซับซ้อนก่อน ควรผ่อนปรนบริษัทขนาดเล็ก
4.5. ต้องทบทวน/รับฟัง/ศึกษาผลกระทบก่อน ขอให้มี public hearing / survey / impact assessment ก่อนบังคับใช้จริง
รายงานข่าวแจ้งว่า ปัจจุบันจำนวนผู้สอบบัญชีรับอนุญาตมีอยู่ประมาณ 1.1 หมื่นราย สัดส่วนน้อยกว่าบริษัทจดทะเบียนนิติบุคคลและห้างหุ้นส่วน โดยเฉพาะผู้ประกอบการ SME มีกว่า 3.2 ล้านราย การกำหนดให้ไม่ตรวจสอบรับรองบัญชีเกินกว่า 300 รายต่อปี อาจทำให้ผู้สอบบัญชีรับอนุญาตเลือกรับงานเฉพาะบริษัทรายใหญ่เท่านั้น
ขณะที่ผู้สอบบัญชีภาษีอากร (TA) ที่มีสิทธิลงลายมือชื่อรับรองงบการเงินในปัจจุบันมีประมาณ 4,400 - 4,500 ราย
อ่านข่าวเกี่ยวข้อง
สรรพากรจ่อทบทวนคำสั่งจำกัดงานผู้สอบบัญชี300ราย/ปี หลังถูกร้องกระทบSME




