‘มานะ มหาสุวีระชัย’ สว.กลุ่มเทคโนโลยีฯ เสนอรัฐบาลเร่งสร้างโครงสร้างพื้นฐานเงินบาทดิจิทัล ชี้เป็นเครื่องมือแก้ปัญหาเศรษฐกิจเชิงระบบ ลดหนี้-เพิ่มประสิทธิภาพการใช้งบ
สำนักข่าว Next News รายงานว่า เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2569 นายมานะ มหาสุวีระชัย สมาชิกวุฒิสภา กลุ่มเทคโนโลยีและนวัตกรรม ได้ทำหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล เสนอให้รัฐบาลเร่งจัดทำ โครงสร้างพื้นฐานของเงินบาทดิจิทัล เพื่อยกระดับการบริหารจัดการเศรษฐกิจของประเทศ
นายมานะได้ระบุถึงความจำเป็นเร่งด่วนในจดหมายว่า ประเทศไทยเดินทางมาถึง จุดตัดสินใจสำคัญ ท่ามกลางภาวะวิกฤตทั้งในระดับประเทศและระดับโลก
สาระสำคัญของหนังสือดังกล่าวชี้ว่า แม้ที่ผ่านมารัฐบาลจะมีความพยายามในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและสร้างรัฐบาลดิจิทัล รวมถึงการออกมาตรการช่วยเหลือแบบตรงกลุ่มเป้าหมาย แต่ผลลัพธ์ในทางสถิติกลับน่ากังวล โดยนายมานะพบว่า หนี้สินทั้งในภาคประชาชนและภาครัฐยังคงพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันหนี้ครัวเรือนไทยทะลุ 16 ล้านล้านบาทไปแล้ว ขณะที่หนี้สาธารณะมีแนวโน้มจะพุ่งเกิน 13 ล้านล้านบาทภายในกลางปีนี้ ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า
นายมานะระบุในหนังสือว่า ปัญหาที่แท้จริงอาจไม่ใช่เรื่องของงบประมาณที่ไม่เพียงพอ แต่เป็นเพราะรัฐบาลยังขาดเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพในการบริหารจัดการเงินให้ถึงมือประชาชนอย่างแม่นยำและสร้างการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจได้อย่างแท้จริง
หัวใจสำคัญของข้อเสนอในจดหมายของนายมานะคือการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้าง จากเดิมที่เน้นเพียงมาตรการ การใช้จ่ายผ่านเงินอิเล็กทรอนิกส์ (e-money) ซึ่งมักประสบปัญหาความยุ่งยาก ซับซ้อน มีค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาระบบสูง และมีความล่าช้า ไปสู่การสร้าง ระบบเงินบาทดิจิทัล ที่สมบูรณ์แบบ นายมานะเน้นย้ำว่ารัฐบาลสามารถเริ่มดำเนินการได้ทันทีเนื่องจากมีโซลูชันที่พร้อมทำงานอยู่แล้ว
โดยระบบนี้จะเปลี่ยนบทบาทของรัฐจากการเป็นเพียง ผู้จ่ายเงิน มาเป็น ผู้บริหารระบบจัดการทรัพยากร ที่มีความสามารถในการกำหนดเงื่อนไขการใช้เงินหรือ Programmable Money ให้สอดรับกับเป้าหมายการกระตุ้นเศรษฐกิจในแต่ละภาคส่วนอย่างเฉพาะเจาะจง ช่วยลดการรั่วไหลผ่านการเชื่อมโยงข้อมูลที่ไร้รอยต่อ และที่สำคัญคือเครื่องมือนี้จะมีความยั่งยืน สามารถนำมาใช้งานต่อได้ทันทีเมื่อเกิดวิกฤตการณ์ใหม่ในอนาคตโดยไม่ต้องเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ทุกครั้ง
นอกจากนี้ ข้อเสนอในจดหมายยังครอบคลุมถึงการแก้ปัญหารากลึกอย่างหนี้สินและการเข้าถึงแหล่งเงินทุน โดยการนำกองทุนสวัสดิการเข้ามามีส่วนร่วม นายมานะได้หยิบยกกรณีของกองทุนประกันสังคมที่มีผู้ประกันตนกว่า 24 ล้านคน และมีเงินสะสมมหาศาลกว่า 2.9 ล้านล้านบาท แต่ในยามวิกฤต ประชาชนกลุ่มนี้กลับไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนของตนเองเพื่อนำไปบรรเทาหนี้นอกระบบที่มีดอกเบี้ยสูงได้
นายมานะย้ำว่า หากมีการนำโครงสร้างพื้นฐานเงินบาทดิจิทัลมาใช้จะเกิดกลไกใหม่ที่ทำให้สมาชิกกองทุนสามารถเข้าถึงสินเชื่อต้นทุนต่ำ โดยใช้สินทรัพย์สะสมของตนเองเป็นหลักประกันได้ทันที ซึ่งโมเดลนี้มีความคล้ายคลึงกับความสำเร็จของสหกรณ์ออมทรัพย์ขนาดใหญ่ เช่น สหกรณ์ออมทรัพย์การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ที่สามารถสร้างสวัสดิการที่มั่นคงและรวดเร็วให้แก่สมาชิกได้ด้วยระบบที่มีความปลอดภัยและประหยัด
ในด้านการยกระดับสู่รัฐบาลดิจิทัลที่ใช้งานได้จริง โครงสร้างพื้นฐานนี้จะทำหน้าที่เป็นฟันเฟืองหลักในการเชื่อมโยงฐานข้อมูลประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม ทำให้รัฐบาลได้รับข้อมูลเชิงลึก เพื่อนำมาวิเคราะห์พฤติกรรมการใช้จ่ายและต้นทุนชีวิตของประชาชนได้อย่างแม่นยำ นำไปสู่การดำเนินนโยบายลดค่าครองชีพแบบเฉพาะเจาะจงรายบุคคล ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพสูงสุดให้กับการใช้งบประมาณของภาครัฐ และเนื่องจากเป็นนวัตกรรมที่ยังไม่มีการใช้งานแพร่หลายในตลาดโลก นายมานะจึงเชื่อมั่นว่าหากประเทศไทยเริ่มลงมือทำก่อน จะมีโอกาสก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางการออมและการลงทุนของโลกได้ในอนาคตอันใกล้
นายมานะยืนยันว่าข้อเสนอทั้งหมดไม่ได้เป็นเพียงหลักการทางทฤษฎีเท่านั้น แต่นายมานะได้จัดทำ รายละเอียดเชิงปฏิบัติการ พร้อมเครื่องมือที่มีนวัตกรรมดิจิทัลใหม่ล่าสุดที่พร้อมปรับเปลี่ยนตามกลุ่มเป้าหมายและเงื่อนไขของรัฐบาลไว้เรียบร้อยแล้ว โดยยินดีที่จะมอบแนวคิดและเครื่องมือนี้ให้กับประเทศไทย และพร้อมที่จะเข้าร่วมทำ Workshop กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อบูรณาการระบบเข้ากับนโยบายรัฐอย่างไร้รอยต่อ
ในจดหมายนายมานะทิ้งท้ายว่า การตัดสินใจที่ถูกต้องในวันนี้จะเปลี่ยนโฉมการบริหารเศรษฐกิจของไทย ทำให้ประชาชนไม่ต้องรอความหวังจากนโยบายเฉพาะกิจ แต่จะอยู่ภายใต้ระบบที่สั้น ง่าย แต่ปกป้องและเกื้อกูลทุกภาคส่วนอย่างยั่งยืน และพร้อมที่จะเข้าพบนายกรัฐมนตรีเพื่อนำเสนอรายละเอียดเชิงลึกในลำดับต่อไป

หนังสือเสนอให้จัดทำ “โครงสร้างพื้นฐานของเงินบาทดิจิทัล” หน้าที่ 1

หนังสือเสนอให้จัดทำ “โครงสร้างพื้นฐานของเงินบาทดิจิทัล” หน้าที่ 2
ประเด็นดังกล่าวถูกย้ำอีกครั้งผ่านการอภิปรายของนายมานะในที่ประชุมรัฐสภา ระหว่างการแถลงนโยบายรัฐบาลอนุทิน โดยนายมานะกล่าวว่า “ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา ทุกรัฐบาลต่างชูนโยบายรัฐบาลดิจิทัล แต่สรุปสั้นๆ ว่า ยังทำไม่ได้ เพราะผลลัพธ์ยังห่างไกลจากเป้าหมายมากนัก”
นายมานะระบุชัดว่า “สาเหตุสำคัญคือเรายังไม่มีเงินดิจิทัลบาทที่ทำงานได้จริง” พร้อมชี้ว่า ประเทศกำลังเผชิญทางเลือกสำคัญว่าจะเดินแนวทางเดิม หรือเปลี่ยนสู่แนวทางใหม่ที่สามารถแก้ปัญหาและสร้าง Big Data ได้พร้อมกัน
ในช่วงหนึ่งของการอภิปราย นายมานะกล่าวว่า “รัฐบาลต้องอธิบายให้ได้ว่า จะทำยังไง ภายใต้โครงสร้างของระบบการทำงานที่โปร่งใส สั้น ง่าย จึงจะพลิกฟื้นประเทศ และเรียกศรัทธาของประชาชนกลับคืนมา”
พร้อมย้ำถึงปัญหาหนี้สินที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องว่า “ทุกวิกฤต จะมีมาตรการช่วยเหลือ ใช้งบประมาณมหาศาล แต่เมื่อวิกฤตผ่านไป ก็กลับมาเริ่มใหม่ ทำให้พวกเรามีหนี้เพิ่มขึ้นตลอด”
นายมานะยังยกตัวอย่างปัญหากองทุนประกันสังคม โดยกล่าวว่า “ผู้ประกันตนกว่า 24 ล้านคน ส่วนใหญ่เดือดร้อน ต้องวิ่งหาเงินกู้นอกระบบ ดอกเบี้ยมหาโหด” พร้อมเปรียบเทียบกับสหกรณ์ออมทรัพย์ว่าสมาชิกสามารถกู้เงินของตนได้ คุณภาพชีวิตโดยรวมดีกว่าผู้ประกันสังคมมาก
ช่วงท้ายของการอภิปราย นายมานะกล่าวว่า “ถ้ารัฐบาลมีเงินดิจิทัลบาทที่ทำงานได้จริง ก็จะเชื่อมโยงทุกนโยบาย ให้เข้าถึงประชาชนตรงเป้าหมาย ไม่ตกหล่น ไม่สูญเปล่า” และย้ำจุดยืนว่า “ในมือผม คือพิมพ์เขียวของระบบ ผมพร้อมมอบเครื่องมือนี้ให้กับรัฐบาล” พร้อมทิ้งท้ายว่า ประเทศไทยกำลังอยู่ในจุดตัดสินใจสำคัญ และหากผู้นำพยักหน้ารับระบบนี้ อาจเปลี่ยนโฉมเศรษฐกิจไทยไปอย่างสิ้นเชิง




