นักวิชาการระบุว่า ประเทศไทยติด 1 ใน 5 ประเทศภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด เนื่องจากโครงสร้างพลังงานที่ไม่แข็งแรง นโยบายพลังงานที่ไม่เสรี และการบริหารจัดการภาวะวิกฤตที่ล้มเหลว
ผลพวงของสงครามในภูมิภาคตะวันออกกลางส่งผลให้ทั่วโลกเผชิญกับ ‘วิกฤตพลังงาน’ ด้าน รศ.นิพนธ์ พัวพงศกร นักวิชาการเกียรติคุณ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ได้เปิดเผยกับสำนักข่าว Next News ว่า ประเทศไทยติด 1 ใน 5 ประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด สาเหตุหลักมาจากความเปราะบางของโครงสร้างภาคพลังงานในไทยที่ต้องพึ่งพิงการนำเข้าน้ำมันและก๊าซในสัดส่วนที่สูง รวมถึงการบริหารจัดการภาวะวิกฤตที่ล้มเหลวของรัฐบาล
สาเหตุและความเปราะบางของโครงสร้างพลังงานไทย
จากการประเมินภาระต้นทุนน้ำมันเทียบกับผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) พบว่า 5 ประเทศที่ต้องแบกต้นทุนน้ำมันสูงสุด ได้แก่ พม่า ลาว กัมพูชา มองโกเลีย และไทย โดยกลุ่มประเทศเหล่านี้มีภาระต้นทุนอยู่ที่ประมาณ 5-13% ของ GDP ไทยอยู่ที่ 6.5% ขณะที่สิงคโปร์และเกาหลีใต้อยู่ที่ 4% เนื่องจากหลังเกิดวิกฤตน้ำมันปาล์มในปี 2554 วิกฤตโควิดในปี 2563 และสงครามรัสเซีย-ยูเครน ในปี 2565 ทั้ง 2 ประเทศนี้ได้มีการปรับตัวด้วยการลดการพึ่งพิงน้ำมันลง
ขณะที่ประเทศไทยแทบไม่ได้มีการปรับตัวหรือปรับตัวน้อยมาก รัฐบาลไม่ได้ดำเนินการหาแหล่งน้ำมันหรือก๊าซใหม่ๆ อีกทั้งการพัฒนาพลังงานทดแทนอย่างโซลาร์เซลล์และชีวมวล (Biomass) ก็เป็นไปอย่างล่าช้า สาเหตุหลักของความล่าช้านี้มาจาก ‘นโยบายพลังงานที่ไม่เสรี’ กลุ่มบริษัทบางกลุ่มครองส่วนแบ่งการตลาดกว่า 60% ส่งผลให้ขาดการแข่งขันในการหาทางเลือกใหม่ๆ
รศ.นิพนธ์ ได้ยกตัวอย่างว่า แม้ประเทศไทยจะมีวัสดุทางเกษตรที่สามารถนำมาผลิตเป็นพลังงานชีวมวลได้ แต่ไม่ได้รับการสนับสนุนเท่าไหร่นัก โรงงานผลิตไฟฟ้าชีวมวลหลายแห่งกำลังจะหมดอายุสัมปทาน แต่ยังไม่มีแผนการต่ออายุอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งยังประสบกับปัญหาด้านโลจิสติกส์ในการขนส่ง และต้นทุนการผลิตไฟฟ้าที่ต้องมีนโยบายเข้ามาสนับสนุน แต่ในปัจจุบันยังไม่ได้รับการสนับสนุนอย่างจริงจัง
การบริหารจัดการวิกฤตพลังงานที่ล้มเหลว
โครงสร้างด้านพลังงานที่ไม่เข้มแข็งเมื่อประสบกับภาวะวิกฤตจำเป็นต้องมีแนวทางและการจัดการที่เข้มแข็ง แต่รัฐบาลนี้ดูเหมือนจะล้มเหลว รศ.นิพนธ์ กล่าวในประเด็นนี้ว่า การบริหารจัดการภาวะวิกฤตของรัฐบาลนี้มีปัญหาและล่าช้า ในช่วงรอยต่อของรัฐบาลรักษาการพบปัญหาการกักตุนและลักลอบจำหน่ายน้ำมัน แต่รัฐบาลไม่สามารถจัดการอะไรได้ ซึ่งการที่รัฐบาลภูมิใจไทยบริหารจัดการภาวะวิกฤตไม่เป็นจึงนับว่าเป็นปัญหาใหญ่
รศ.นิพนธ์ จึงเสนอแนะว่า การจัดการภาวะวิกฤตควรให้มืออาชีพขึ้นมานั่งทำงานในระดับปฏิบัติการและให้นักการเมืองนั่งทำงานในระดับนโยบาย ตัวอย่างที่สะท้อนภาพเรื่องนี้ได้ชัดเจนที่สุดคือ รัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ประสบกับภาวะวิกฤต 3 ครั้ง ได้แก่ วิกฤตน้ำท่วมหาดใหญ่ วิกฤตพลังงาน และข้อพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา จากทั้งหมดนี้สิ่งเดียวที่รัฐบาลทำได้ดีคือ การจัดการข้อพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา นั่นเป็นเพราะเมื่อรัฐบาลมอบอำนาจให้ทหารที่มีความเป็นมืออาชีพอยู่แล้ว ทหารจึงบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ
อีกหนึ่งปัญหาสำคัญคือ ข้าราชการประจำดูแลปกป้องผลประโยชน์ของตนเอง นักวิชาการจาก TDRI อธิบายว่า ก่อนหน้านี้ฝ่ายวิชาการได้เสนอให้ลดค่าการกลั่นมากกว่านี้ โดยระบุว่าสามารถทำได้โดยอาศัยอำนาจตาม พ.ร.ก.น้ำมัน 2516 หรือที่มีชื่อเต็มว่า พ.ร.ก.แก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง ที่ถูกบังคับใช้ในรัฐบาลของนายสัญญา ธรรมศักดิ์ แต่ข้าราชการฝ่ายประจำมีทีท่าไม่เห็นด้วย พร้อมอ้างเหตุว่า เกรงว่ารัฐบาลจะถูกฟ้องร้องจากโรงกลั่น
สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่าข้าราชการดูแลผลประโยชน์ของหน่วยงานตนเองมากกว่าสาธารณชน ดังนั้น การบังคับใช้ พ.ร.ก.ดังกล่าว พร้อมกับลดค่าการกลั่นลงประมาณ 2 บาทในตอนนี้ จึงถือว่าเป็นการดำเนินการที่ล่าช้า
สิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้และแนวทางแก้ไข
รศ.นิพนธ์ คาดการณ์ว่า สงครามอาจสิ้นสุดลงในเดือนเมษายน แต่ความเสียหายของโครงสร้างพื้นฐานในกลุ่มประเทศอาหรับ ทำให้วิกฤตพลังงานจะยังคงอยู่กับคนไทยไปอีกหลายเดือน ผลที่ตามมาก็คือ เศรษฐกิจโลกโดยรวมจะชะลอตัวลง ธนาคารโลกได้คาดการณ์ว่า อัตราการเจริญเติบโตเศรษฐกิจของประเทศจะลดลงจาก 1.8% เหลือ 1.3% อัตราเงินเฟ้อจะเพิ่มขึ้นประมาณ 0.6-0.7% ราคาสินค้าจะแพงขึ้น ค่าครองชีพของประชาชนจะพุ่งสูง
ดังนั้น รัฐบาลจำเป็นต้องดำเนินการมาตรการระยะสั้น ซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐบาลทำได้ดีอยู่แล้ว โดยเฉพาะมาตรการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง สำหรับในระยะถัดไปรัฐบาลจำเป็นต้องเร่งหาแหล่งน้ำมันและก๊าซเพื่อลดการพึ่งพาจากภายนอก พร้อมทั้งลงทุนและผลักดันการพัฒนาพลังงานสะอาดอย่างจริงจัง รวมถึงสร้างคลังสำรองน้ำมันเชิงยุทธศาสตร์อย่างเป็นรูปธรรม และในท้ายที่สุดคือ การเร่งเจรจากับกัมพูชาเพื่อนำแหล่งก๊าซธรรมชาติในพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลมาใช้ประโยชน์ร่วมกัน
อย่างไรก็ดี วิกฤตพลังงานในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความเปราะบางด้านพลังงานและความล้มเหลวในการบริหารจัดการ แม้สงครามจะจบลงแต่ราคาน้ำมันอาจยังพุ่งสูง ดังนั้นรัฐบาลจึงต้องมีการประเมินสถานการณ์และออกมาตรการมาเพื่อเยียวยา ช่วยเหลือ และป้องกันไม่ให้วิกฤตดังกล่าวลุกลามไปยังด้านอื่นๆ
อ่านประกอบ: https://www.nextnewsth.com/th/public-policy/economy/69da1bcc5d36ded613f0643d?v=3




