News Logo
หน้าแรก
‘ศุภจี’ชู5นโยบายสู้วิกฤตค่าครองชีพ 1 พ.ค.ขายสินค้าถูกในที่ว่าการอำเภอ

‘ศุภจี’ชู5นโยบายสู้วิกฤตค่าครองชีพ 1 พ.ค.ขายสินค้าถูกในที่ว่าการอำเภอ

23 เม.ย. 2569 21:58
ผู้ชม 5 คน

‘ศุภจี’ ลุย5 นโยบายรับมือ “วิกฤตซ้อนวิกฤต” ดีเดย์ 1 พ.ค.ขายสินค้าไทยช่วยไทยราคาถูก ณ ที่ว่าการอำเภอทั่วประเทศ เตรียมจัดปุ๋ยธงเขียวลดราคาให้เกษตรกร

สำนักข่าว Next News รายงานว่า เมื่อวันที่ 23 เมษายน ที่กระทรวงพาณิชย์ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ แถลงถึงนโยบายด้านต่างๆ ของกระทรวงพาณิชย์ ว่า ปัจจุบันประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายจาก “วิกฤตซ้อนวิกฤต” ที่มีความซับซ้อนและเชื่อมโยงกันในหลายมิติ โดยเฉพาะความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง วิกฤตพลังงานยังส่งผลให้ต้นทุนการผลิต ราคาสินค้า และค่าขนส่งเพิ่มสูงขึ้น กระทบต่อความสามารถในการแข่งขันและการส่งออกของไทย การกำหนดนโยบายในวันนี้ไม่สามารถมองเพียงมิติเดียว แต่ต้องบูรณาการทั้งเศรษฐกิจ ภูมิรัฐศาสตร์ และพลังงานควบคู่กัน

 นางศุภจีกล่าวว่า จากเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์สมัยแรกและต่อเนื่องจนถึงขณะนี้นี้รวม 6 เดือน นโยบาย Quick Big Win ที่ดำเนินงานผ่าน 7 นโยบายหลัก 19 โครงการสำคัญ และกว่า 80 กิจกรรม ครอบคลุมการรักษาเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตร การดูแลค่าครองชีพ การเสริมสร้างศักยภาพ SMEs การดูแลเศรษฐกิจชายแดนไทย–กัมพูชา การรับมือมาตรการภาษีของสหรัฐฯ การเจรจา FTA สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจรวมกว่า 73,000 ล้านบาท
 นางศุภจีกล่าวว่า สำหรับนโยบายในระยะถัดไป จะเดินหน้า 5 นโยบายหลัก สร้างสมดุลเศรษฐกิจไทยทั้งระบบ ได้แก่ 1.นโยบายดูแลค่าครองชีพ โดยผลักดันโครงการ “ไทยช่วยไทย” ช่วยลดค่าครองชีพประชาชน ในระยะแรกครอบคลุมสินค้าอุปโภคบริโภคจำเป็น สินค้า House Brand กว่า 3,000 รายการ ลดราคาสูงสุด 25–58% ผ่านสาขาเครือข่ายของห้างโมเดิร์นเทรดกว่า 4,500 สาขา และห้างค้าปลีกค้าส่งท้องถิ่นกว่า 300 แห่งทั่วประเทศ พร้อมขยายจุดจำหน่ายไปยังระดับอำเภอ ตลาดชุมชน และตลาดนัดกว่า 1,000 จุด นอกจากนี้ยังให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในช่วงแรก 2,000 รายจำหน่ายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ Thailand Postmart, Nexgen, Shopee, LINE, TikTok, Lazada โดยไม่คิดค่าธรรมเนียม (GP) พร้อมสนับสนุนค่าขนส่งและคูปองส่วนลด 100 บาท จำนวน 5 แสนใบให้กับผู้ซื้อ รวมทั้งจะดำเนินโครงการ“ปุ๋ยธงเขียวพลัส” ลดต้นทุนการผลิตให้เกษตรกร
 นางศุภจีกล่าวว่า 2.นโยบายรักษาเสถียรภาพและเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร พัฒนาและยกระดับสินค้าเกษตรตลอดทั้งระบบห่วงโซ่ ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ โดยเฉพาะสินค้าเกษตรเศรษฐกิจสำคัญ เช่น ข้าว ผลไม้  โดยให้ความสำคัญกับการแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่า เพื่อลดความเสี่ยงจากราคาผันผวน
3.นโยบายสร้างความเข้มแข็งให้ SMEs/ชุมชน เพื่อให้ SMEs เป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ อาทิยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการ ขยายเครือข่ายและสร้างผู้ประกอบการผ่านแฟรนไชส์  ป้องกันและปราบปรามการใช้นอมินี สนับสนุนการเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบ
 นางศุภจีกล่าวว่า 4.นโยบายสร้างสมดุลการส่งออก เพื่อสร้างเสถียรภาพและกระจายความเสี่ยงทางการค้าระหว่างประเทศ
โดยเชื่อมโยงซัพพลายเชนของไทยเข้ากับซัพพลายเชนโลกลดการพึ่งพาตลาดหลักและกระจายสู่ตลาดใหม่ อาทิ อินเดีย ตะวันออกกลาง แอฟริกา และลาตินอเมริกา รวมถึงขยายการค้าภาคบริการ โดยเฉพาะการท่องเที่ยวเชิงสุขภา (Wellness) 5.ยกระดับเทคโนโลยีและปลดล็อกกฎระเบียบ ขับเคลื่อนสู่ “พาณิชย์ดิจิทัล” ภายใต้ MOC Plus โดยพัฒนาแพลตฟอร์มบริการแบบครบวงจร “จุดเดียว จบ จริง” ปัจจุบันกรมพัฒนาธุรกิจการค้าที่เชื่อมโยงข้อมูลนิติบุคคลแล้ว 180 หน่วยงาน และเตรียมขยายเพิ่มเติมอีก 140 หน่วยงาน เพื่อลดขั้นตอน ลดเวลา และตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคมนี้จะงดให้บริการเอกสารในรูปแบบกระดาษสำหรับหน่วยงานราชการด้วยกัน
 “กระทรวงพาณิชย์จะใช้วิกฤตเป็นโอกาสในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทย มีเป้าหมายสำคัญ คือ ทำให้ประชาชนประหยัดรายจ่าย เพิ่มรายได้ และสร้างโอกาสให้กระจายได้อย่างทั่วถึง ทั้งในระดับชุมชน ผู้ประกอบการรายย่อย และภาคธุรกิจขนาดใหญ่ เพื่อให้เศรษฐกิจไทยสามารถก้าวข้ามวิกฤตซ้อนวิกฤต และเติบโตได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว”นางศุภจีกล่าว
 ด้านนายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า หลังจากเปิดโครงการไทยช่วยไทยไปเมื่อวันที่ 1 เมษายนที่ผ่านมา เป็นการจำหน่ายสินค้าราคาถูกในห้างค้าส่งค้าปลีกขนาดใหญ่ ห้างค้าส่งค้าปลีกท้องถิ่นทั่วประเทศ และผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ไปแล้ว จะเพิ่มช่องทางจำหน่ายสินค้า ณ ที่ว่าการอำเภอ 878 แห่งทั่วประเทศ เริ่มวันที่ 1 พฤษภาคม 2569 และจะต่อเนื่องทุกศุกร์ตลอดเดือนพฤษภาคม โดยสินค้าที่นำมาจำหน่ายจะเป็นสินค้า House Brand ของห้างค้าส่งค้าปลีกสมัยใหม่ ในกลุ่มอุปโภคบริโภคที่จำเป็นในชีวิตประจำวันกว่า 3,000 รายการ ลดราคาสูงสุดถึง 58% อาทิ สบู่ แชมพู ผงซักฟอก ยาสีฟัน ข้าวสาร น้ำตาล น้ำปลา น้ำมันพืช ซอสปรุงรส บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป และอาหารกระป๋อง

 นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า จะมีการกำหนดราคาแนะนำจำหน่ายปุ๋ยเคมีรายจังหวัด โดยคำนวณราคาจากหน้าโรงงาน บวกค่าขนส่งและค่ายก จนถึงระดับอำเภอเมืองของแต่ละจังหวัด เพื่อสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงในแต่ละพื้นที่ และให้เกษตรกรใช้เป็นข้อมูลอ้างอิงในการตัดสินใจซื้อ จะเริ่มประกาศราคาแนะนำได้ตั้งแต่สัปดาห์หน้า ผ่านเว็บไซต์กรมการค้าภายใน และแจ้งไปยังคณะกรรมการส่วนจังหวัดว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กจร.) เพื่อใช้กำกับดูแลราคาในพื้นที่อย่างเหมาะสม
นายวิทยากรกล่าวว่า ปัญหาที่พบในช่วงที่ผ่านมาไม่ได้อยู่ที่ราคาหน้าโรงงาน แต่เป็นช่วงรอยต่อไปถึงร้านค้าปลีก บางพื้นที่พบบวกเพิ่มถึง 300–500 บาทต่อกระสอบ ทั้งที่ผู้ผลิตยืนยันว่าไม่ได้ปรับขึ้นราคา กรมฯลงพื้นที่ตรวจสอบร้านค้าปุ๋ยแล้ว 1,135 แห่ง พบกระทำความผิด 51 แห่ง และดำเนินคดีแล้ว 6 แห่ง ส่วนที่เหลืออยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติม
 นายวิทยากรกล่าวว่า กรมฯเตรียมขับเคลื่อนโครงการ “ธงเขียวพลัส” ควบคู่กับการส่งเสริมให้เกษตรกรใช้ปุ๋ยให้เหมาะสมตามชนิดพืชและพื้นที่  เพื่อช่วยลดต้นทุน รวมทั้งผลักดันให้ลดใช้ปุ๋ยยูเรีย ซึ่งขณะนี้ราคาปรับตัวสูงขึ้น จากเดิมประมาณตันละ 500 ดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มเป็นกว่า 900 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งสามารถใช้ปุ๋ยสูตรอื่นทดแทนได้ในหลายกรณี
“ กรมฯ ยังเตรียมจัดงาน “ไทยช่วยไทย ลดภาระปัจจัยการผลิต : ธงเขียวราคาประหยัดพลัส” โดยภาคเอกชนพร้อมเข้าร่วมเพื่อบรรเทาภาระต้นทุนให้เกษตรกร ซึ่งดำเนินการตั้งแต่เดือนพฤษภาคมเป็นต้นไป โดยได้รับการยืนยัน 10 จังหวัด นำร่องที่ กำแพงเพชร กาญจนบุรี อุทัยธานี และราชบุรี จากนั้นจัดต่อเนื่องอีก 20 จังหวัด และจัดต่อให้ครอบคลุมพื้นที่ปลูกที่ทั่วประเทศ โดยจะชดเชยราคาปุ๋ยเพิ่มเป็น 300 บาทต่อกระสอบ (ไม่เกิน 5 กระสอบ) จากเดิม 200 บาท หากซื้อสารเคมีทางการเกษตรเพิ่มเติม จะได้รับส่วนลดอีก 50 บาท ทั้งนี้ เกษตรกรต้องมีสมุดทะเบียนเกษตรกร หรือ “เล่มเขียว” และหากมีบัตรดินดี ได้รับรองมาตรฐาน GAP หรือเป็นสมาชิกศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชน (ศดปช.) จะซื้อปุ๋ยเพิ่มได้อีก 1 กระสอบ รวมเป็น 6 กระสอบ พร้อมรับคูปองส่วนลดปุ๋ยอินทรีย์ 250 บาท ส่งผลให้ได้รับการสนับสนุนรวมประมาณ 2,100 บาท”นายวิทยากรกล่าวและว่า ด้านราคาจำหน่ายยังไม่มีผู้ผลิตรายใดยื่นขอปรับขึ้นราคา

แท็กที่เกี่ยวข้อง



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Info.ศาลฎีกาตัดสินบำนาญ ม.39 ไม่เป็นธรรม-สปส.แก้ไขชักช้า
Info.ศาลฎีกาตัดสินบำนาญ ม.39 ไม่เป็นธรรม-สปส.แก้ไขชักช้า