ป.ย.ป.เตรียมเสนอร่างพ.ร.บ.เศรษฐกิจแพลตฟอร์มดิจิทัล เข้า ครม.เพื่อให้ความเห็นชอบและผลักดันเข้าสภาฯ กฎหมายฉบับนี้จะช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจประเทศ โดยมุ่งกำกับให้ทุกแพลตฟอร์มดิจิทัลมีความรับผิดชอบ และไม่ให้มีการโกงออนไลน์หรือเกิดความเสียหายในรูปแบบต่างๆ
สำนักงานขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.) เตรียมนำเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาให้ความเห็นชอบร่างพ.ร.บ.เศรษฐกิจแพลตฟอร์มดิจิทัล พ.ศ.... ซึ่งก่อนหน้านี้ได้มีการรวบรวมความเห็นจากหน่วยงานต่างๆ เรียบร้อยแล้ว
สาระสำคัญหลักกฎหมายฉบับนี้มีเป้าหมายที่จะให้เศรษฐกิจแพลตฟอร์มในประเทศไทยเติบโตได้อย่างรวดเร็วภายใต้กฎเกณฑ์ที่ชัดเจน โปร่งใส และเป็นธรรม สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และนโยบายของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่มุ่งเน้นการวางรากฐานและพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศให้ก้าวทันโลก ก้าวทันอนาคต สอดคล้องกับยุคสมัยและสภาพการณ์ทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว
เหตุผลการออกกฎหมายฉบับนี้ระบุไว้ว่า ปัจจุบันมีผู้ให้บริการแพลตฟอร์มดิจิทัลจำนวนมาก ครอบคลุมธุรกิจที่หลากหลาย และมีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจและสังคมเป็นอย่างสูง สมควรที่จะต้องมีการกำกับดูแลการให้บริการดังกล่าว เพื่อรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคม เสริมสร้างความน่าเชื่อถือและยอมรับในระบบข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ และป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นต่อสาธารณชน
อย่างไรก็ตาม จะมีการกำหนดให้ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มดิจิทัลมีหน้าที่ต่างๆ ตามลักษณะ ประเภท และขนาดของแพลตฟอร์มดิจิทัล เพื่อคุ้มครองผู้ใช้บริการแพลตฟอร์มดิจิทัลประเภทต่างๆ ส่งเสริมการแข่งขันทางการค้าที่เป็นธรรม มีพฤติกรรมที่สอดคล้องกับกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนสนับสนุนให้ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มดิจิทัลมีกลไกการกำกับดูแลตนเองตามหลักธรรมาภิบาลและจัดทำแนวปฏิบัติที่ดี
ตัวอย่างใกล้ตัวที่เกี่ยวข้องกับผู้บริโภค กฎหมายฉบับนี้ต้องการสร้างเครื่องมือเพื่อให้แพลตฟอร์มต่างๆ ในแต่ละระดับมีความรับผิดชอบต่อผู้ใช้บริการ อย่างเช่น การมีกลไกในการพิสูจน์ตัวตนของผู้ที่เข้ามาใช้แพลตฟอร์มในการจำหน่ายสินค้า จากเดิมที่มีแค่การขอความร่วมมือจากแพลตฟอร์ม แต่หลังจากกฎหมายบังคับใช้จะต้องมีการแสดงตัวตน หากมีการโกงหรือหลอกลวงผู้บริโภคก็จะมีการจัดการกับผู้ที่มีพฤติกรรมเหล่านั้นออกจากระบบ
ดังนั้น เครื่องมือจากกลไกที่ออกเสมือนเป็นการคัดกรองผู้ที่ไม่มีความรับผิดชอบออกจากระบบเพื่อไม่ให้มีปัญหาการโกงในการทำการค้าออนไลน์ ไม่ว่าสินค้าไม่ตรงปก สั่งสินค้าแล้วไม่ได้รับสินค้า ฯลฯ โดยมีการกำหนดหน้าที่ของผู้ให้บริการแพลตฟอร์มดิจิทัลแจ้งให้ผู้ใช้บริการทราบถึงสิทธิและหน้าที่ที่สำคัญตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการซื้อสินค้า บริการ หรือการทำธุรกรรมใดผ่านบริการแพลตฟอร์มดิจิทัล รวมทั้งแจ้งให้ผู้ใช้บริการทราบถึงความเสี่ยงของการซื้อหรือขายสินค้าหรือบริการ รวมตลอดทั้งความเสี่ยงของการทำธุรกรรมโดยไม่ปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
นอกจากนี้ คณะอนุกรรมการปฏิรูปกฎหมายเพื่อสนับสนุนสังคมเศรษฐกิจดิจิทัล ระบุเหตุผลว่า เศรษฐกิจแพลตฟอร์มจะมีความสำคัญอย่างมากต่อประชาชน และผู้ประกอบธุรกิจ รวมทั้งรัฐและหน่วยงานต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งแพลตฟอร์มที่ทำหน้าที่ในการ "จับคู่" หรือทำหน้าที่เป็นตลาด ระหว่างผู้ผลิตหรือผู้ขายสินค้าหรือบริการ กับผู้ซื้อสินค้าหรือบริการ (ผู้บริโภค) ซึ่งในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมาเริ่มขยายขนาดของตลาดมากขึ้นเรื่อยๆ จนมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งต่อการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจในแต่ละประเทศ
อย่างไรก็ตาม ครม.ได้มีมติเมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2565 รับทราบข้อเสนอหลักการร่างกฎหมายว่าด้วยเศรษฐกิจแพลตฟอร์มที่จัดทำโดยคณะกรรมการดำเนินการปฏิรูปกฎหมายในระยะเร่งด่วน และคณะอนุกรรมการปฏิรูปกฎหมายเพื่อสนับสนุนสังคมเศรษฐกิจดิจิทัล ตามที่สำนักงาน ป.ย.ป. เสนอ และให้สำนักงาน ป.ย.ป. และกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมร่วมกันดำเนินการรับฟังความคิดเห็นและวิเคราะห์ผลกระทบตามมาตรา 77 ของรัฐธรรมนูญ และพ.ร.บ.หลักเกณฑ์การจัดทำร่างกฎหมายและการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย พ.ศ. 2562 ก่อนเสนอคณะกรรมการพัฒนากฎหมาย สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ซึ่งขณะนี้ได้ผ่านความเห็นชอบจากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาแล้ว
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้สรุปหลักการร่างเศรษฐกิจแพลตฟอร์มผ่านเฟซบุ๊ก 10 ประการ ดังนี้
1. วัตถุประสงค์และขอบเขตของกฎหมาย ให้ผู้ประกอบธุรกิจแพลตฟอร์มอยู่ภายใต้การกำกับดูแลที่เหมาะสม โดยสามารถแข่งขันกันได้อย่างเป็นธรรม รวมทั้งผู้ใช้บริการและผู้บริโภคได้รับการคุ้มครองสิทธิในการใช้บริการแพลตฟอร์ม
2. หน้าที่พื้นฐานของผู้ประกอบธุรกิจทุกกลุ่ม เช่น การเปิดเผยรายงาน ความโปร่งใส และการมีระบบรับแจ้งปัญหาจากผู้ใช้งาน นอกจากนี้ หากผู้ประกอบธุรกิจมาจากต่างประเทศ ควรจัดให้มีตัวแทนในประเทศไทยหรือมีช่องทางอิเล็กทรอนิกส์เพื่อติดต่อระหว่างผู้บริหารของผู้ประกอบธุรกิจกับหน่วยงานกำกับดูแล
3. หน้าที่เพิ่มเติมของผู้ประกอบธุรกิจทุกกลุ่มยกเว้นผู้ให้บริการตัวกลาง กำหนดให้มีวิธีการหรือระบบที่สามารถรับแจ้งการกระทำความผิดหรือการใช้ข้อมูลที่ผิดกฎหมาย รวมถึงการมีหน้าที่ลบหรือปิดกั้นการเข้าถึงของข้อมูลที่ผิดกฎหมายดังกล่าวได้
4. หน้าที่เพิ่มเติมของผู้ประกอบธุรกิจกลุ่มที่เป็นผู้ให้บริการแพลตฟอร์มและผู้ให้บริการแพลตฟอร์มขนาดใหญ่ กำหนดหน้าที่และมาตรการป้องกันการกระทำความผิดหรือความเสียหายบนแพลตฟอร์ม ทั้งจากผู้ให้บริการหรือผู้ใช้บริการ ตลอดจนความรับผิดในกรณีที่ละเลยการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย
5. หน้าที่เพิ่มเติมของผู้ให้บริการแพลตฟอร์มขนาดใหญ่ กำหนดให้มีผู้เชี่ยวชาญจากภายนอกเพื่อประเมินความเสี่ยงของระบบและความเสี่ยงอื่นที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้บริการแพลตฟอร์ม รวมทั้งมีการเปิดเผยผลการทดสอบระบบเทคโนโลยีของแพลตฟอร์ม ตลอดจนข้อมูลปัจจัยและเหตุผลที่ส่งผลให้นำเสนอโฆษณาให้ผู้ใช้งาน
6. การรับรองผู้แจ้งเบาะแสการกระทำความผิด (Accreditation of Trusted Flagger) ให้มีการรับสมัคร ตรวจสอบ และรับรองผู้แจ้งเบาะแสการกระทำความผิด โดยต้องมีการปรับปรุงรายชื่อผู้แจ้งเบาะแสการกระทำความผิดเป็นประจำ
7. การกำกับดูแลสัญญาระหว่างผู้ให้บริการแพลตฟอร์มและผู้ใช้บริการ โดยกำกับดูแลเนื้อหาสาระของข้อตกลง ซึ่งต้องสอดคล้องกับที่หน่วยงานกำกับดูแลประกาศกำหนด นอกจากนี้ ในกรณีที่ผู้ให้บริการซึ่งเป็นแพลตฟอร์มด้านการขนส่งที่มีผู้ส่งของ (rider) จำนวนมาก ให้มีการกำกับดูแลสัญญา โดยกำหนดหน้าที่และความรับผิดชอบอย่างชัดเจน
8. หน้าที่และอำนาจของหน่วยงานกำกับดูแล กำหนดให้เป็นหน้าที่และอำนาจของสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์
9. ความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้หน่วยงานกำกับดูแลตามกฎหมายนี้มีหน้าที่สนับสนุนหน่วยงานอื่นในการปฏิบัติตามกฎหมาย โดยในกรณีที่กฎหมายเฉพาะใดไม่ครอบคลุมมาตรการบางเรื่องตามกฎหมายนี้ หน่วยงานอื่นนั้นอาจพิจารณาใช้อำนาจตามกฎหมายนี้ได้
10. การรักษาความเป็นธรรมของการแข่งขันในระบบเศรษฐกิจแพลตฟอร์ม กำหนดให้คณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) เป็นหน่วยงานหลัก และให้มีการประกาศหลักเกณฑ์และรายชื่อผู้ให้บริการแพลตฟอร์มที่มีอำนาจควบคุม (Gatekeeping Platform)
อย่างไรก็ตาม ในร่างกฎหมายฉบับนี้ได้กำหนดให้คณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) เป็นหน่วยงานหลักในการประกาศหลักเกณฑ์และรายชื่อผู้ให้บริการแพลตฟอร์มที่มีอำนาจควบคุม (Gatekeeping Platform)
สำหรับตัวอย่างแพลตฟอร์มดิจิทัลที่จะอยู่ภายใต้กำกับของกฎหมายฉบับนี้ ได้แก่
1. E-marketplace (มาร์เก็ตเพลสยอดนิยม) เช่น Shopee, Lazada, TikTok Shop
2. Social Commerce (ขายผ่านโซเชียลมีเดีย) เช่น Line Shopping (Line MyShop), Facebook Marketplace / Facebook Page, Instagram Shopping
3. แพลตฟอร์มสร้างเว็บไซต์ร้านค้าเอง (Website Builder) เช่น LnwShop (เทพช็อป), WooCommerce (WordPress), Shopify
4. แพลตฟอร์มเฉพาะกลุ่ม (Vertical E-commerce) เช่น NocNoc, Konvy, Pomelo
5. ระบบสนับสนุนการค้าออนไลน์ (E-commerce Ecosystem)
• ระบบชำระเงิน (e-Payment) เช่น PromptPay, TrueMoney, LINE Pay
• ระบบขนส่ง (Logistics) เช่น Kerry, Flash Express, J&T, ไปรษณีย์ไทย
• ระบบบริหารจัดการร้านค้า (Management System) เช่น ZORT, Shipnity




