News Logo
หน้าแรก
ย้อนรอย ‘แลนด์บริดจ์’ เมกะโปรเจ็กต์ 1 ล้านล้าน โอกาสใหญ่เศรษฐกิจไทย?

ย้อนรอย ‘แลนด์บริดจ์’ เมกะโปรเจ็กต์ 1 ล้านล้าน โอกาสใหญ่เศรษฐกิจไทย?

5 พ.ค. 2569 17:19
ผู้ชม 52 คน

ย้อนรอย 'แลนด์บริดจ์' เมกะโปรเจ็กต์มูลค่า 1 ล้านล้าน เชื่อมอ่าวไทยกับฝั่งอันดามัน เป้าหมายยกระดับไทยเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ของภูมิภาค ชี้ชะตาคุ้มค่าหรือเสี่ยงซ้ำเติมเศรษฐกิจ ท่ามกลางโจทย์ใหญ่ดึงสินค้าทั่วโลกและแรงกดดันสิ่งแวดล้อม

โครงการ “แลนด์บริดจ์” คือแผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่เพื่อเชื่อมอ่าวไทยกับฝั่งอันดามัน ผ่านท่าเรือน้ำลึกที่ชุมพรและระนอง โดยใช้ระบบถนนและรถไฟขนส่งสินค้าข้ามฝั่ง แทนการอ้อมผ่านช่องแคบมะละกา เป้าหมายคือยกระดับไทยเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ของภูมิภาค และลดเวลา-ต้นทุนการขนส่งระหว่างมหาสมุทรแปซิฟิกกับอินเดีย

ล่าสุดโครงการถูกนำกลับมาทบทวนอีกครั้ง หลังรัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ตั้งคณะกรรมการศึกษาใหม่ โดยมี นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน เพื่อประเมินความคุ้มค่า ผลกระทบ และรูปแบบการลงทุนให้สอดคล้องกับสถานการณ์โลกภายใน 90 วัน

แนวคิดการเชื่อมสองฝั่งทะเลอ่าวไทยและอันดามันไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ถูกหยิบยกขึ้นมาอย่างจริงจังในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ก่อนจะพัฒนาเป็น “แลนด์บริดจ์” โครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ที่ถูกวางให้เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของเศรษฐกิจไทย ทั้งในมิติการค้า การขนส่ง และบทบาทในเวทีภูมิรัฐศาสตร์

จุดตั้งต้นของโครงการเริ่มชัดเจนในปี 2561 สมัยรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เมื่อคณะรัฐมนตรีมอบหมายให้สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติศึกษาแนวทางพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจใหม่ในภาคใต้ ก่อนจะต่อยอดในปี 2563 ด้วยการตั้งกรรมาธิการศึกษาความเป็นไปได้ของคลองไทยและระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ กระทั่งปี 2564 มีการประกาศพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC) และเริ่มจ้างที่ปรึกษาศึกษาโครงการอย่างเป็นรูปธรรม

แรงส่งของแลนด์บริดจ์เพิ่มขึ้นอย่างมากในยุครัฐบาลของ นายเศรษฐา ทวีสิน ที่ผลักดันโครงการนี้ในฐานะ “Game Changer” ของเศรษฐกิจไทย โดยใช้จุดแข็งด้านภูมิรัฐศาสตร์ของประเทศในการดึงดูดการลงทุนจากมหาอำนาจและภูมิภาค

สาระสำคัญของโครงการคือ การพัฒนาท่าเรือน้ำลึกสองฝั่ง ได้แก่ จังหวัดชุมพร ฝั่งอ่าวไทย และจังหวัดระนอง ฝั่งอันดามัน เชื่อมต่อกันด้วยโครงข่ายคมนาคมระยะทางราว 90-94 กิโลเมตร ทั้งมอเตอร์เวย์ รถไฟทางคู่ และระบบท่อส่งพลังงาน เพื่อให้การขนส่งสินค้าสามารถถ่ายลำข้ามฝั่งได้โดยไม่ต้องอ้อมผ่านช่องแคบมะละกา

ในเชิงยุทธศาสตร์ โครงการนี้ถูกออกแบบให้เป็นทางเลือกใหม่ของเส้นทางเดินเรือโลก ท่ามกลางข้อจำกัดของช่องแคบมะละกาที่มีความหนาแน่นสูงขึ้น โดยคาดว่าจะช่วยลดเวลาเดินเรือระหว่างมหาสมุทรแปซิฟิกและมหาสมุทรอินเดียได้ราว 3-5 วัน และลดต้นทุนโลจิสติกส์ได้ประมาณ 6-15% หากดำเนินการได้ตามแผน

โครงสร้างโครงการครอบคลุมทั้งท่าเรือ ระบบราง มอเตอร์เวย์ และพื้นที่เชิงพาณิชย์ โดยภาคเอกชนจะเป็นผู้ลงทุนหลักในรูปแบบ PPP Net Cost สัมปทานระยะยาว 50 ปี ขณะที่ภาครัฐรับภาระหลักในส่วนเวนคืนที่ดินและโครงสร้างพื้นฐานบางส่วน พร้อมรับส่วนแบ่งรายได้ประมาณ 1% ของรายได้รวม

ตัวเลขการลงทุนสะท้อนขนาดของโครงการอย่างชัดเจน โดยเฉพาะระบบเชื่อมต่อและรางที่ใช้งบประมาณกว่า 274,000 ล้านบาท ขณะที่ต้นทุนพัฒนาท่าเรือแต่ละแห่งอยู่ที่ราว 1,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และเมื่อรวมทุกองค์ประกอบแล้ว มูลค่ารวมของโครงการแตะระดับ 1 ล้านล้านบาท

ในแง่ผลตอบแทน มีการประเมินอัตราผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ (EIRR) อยู่ที่ประมาณ 17.38% ขณะที่ผลตอบแทนทางการเงินของภาครัฐอยู่ในระดับสูง เนื่องจากไม่ได้ลงทุนโดยตรงในโครงสร้างหลัก อย่างไรก็ตาม ความคุ้มค่าของโครงการยังคงเป็นประเด็นถกเถียง โดยเฉพาะความท้าทายในการแข่งขันกับเส้นทางเดินเรือเดิม และต้นทุนการถ่ายลำสินค้าทางบกที่อาจเป็นตัวแปรสำคัญ

นอกจากนี้ ความสำเร็จของแลนด์บริดจ์ยังขึ้นอยู่กับความสามารถในการดึงปริมาณสินค้าจากต่างประเทศเข้ามาใช้เส้นทางนี้ โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่มหลัก คือ สินค้าที่ขนส่งผ่านไทยเพื่อไปยังประเทศปลายทาง (Transit) และสินค้าที่นำมาถ่ายลำ เปลี่ยนเรือกลางทาง (Transshipment) ซึ่งทั้งสองส่วนนี้จะเป็นรายได้สำคัญของโครงการ

อย่างไรก็ตาม การจะดึงสินค้าเหล่านี้ได้ จำเป็นต้องมีระบบโลจิสติกส์ที่มีประสิทธิภาพ รวดเร็ว และต้นทุนแข่งขันได้ ใกล้เคียงกับท่าเรือชั้นนำของโลก เพื่อจูงใจให้สายการเดินเรือเลือกใช้เส้นทางแลนด์บริดจ์แทนเส้นทางเดิม

อย่างไรก็ดี โครงการนี้ไม่ได้มีเพียงมิติทางเศรษฐกิจ แต่ยังเผชิญแรงกดดันด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม โดยเฉพาะฝั่งอันดามันซึ่งเป็นพื้นที่ที่อยู่ระหว่างการเสนอขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติ ความกังวลหลักอยู่ที่ผลกระทบจากการถมทะเล การขุดลอกร่องน้ำ และการเปลี่ยนแปลงเส้นทางเดินเรือ ซึ่งอาจกระทบต่อระบบนิเวศทางทะเลอย่างมีนัยสำคัญ

ตัวเลขจากการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EHIA) ระบุว่าการพัฒนาโครงการอาจส่งผลให้สิ่งมีชีวิตหน้าดินสูญเสียกว่า 1,524 ล้านตัว ขณะที่นักวิทยาศาสตร์บางส่วนประเมินว่าตัวเลขจริงอาจสูงกว่านั้นหลายเท่า นำไปสู่ข้อถกเถียงเรื่องความโปร่งใสของข้อมูล รวมถึงผลกระทบต่อชุมชนประมงและวิถีชีวิตท้องถิ่น

ในมิติทางสังคม ยังมีคำถามต่อกระบวนการเวนคืนที่ดิน ภาระทางการคลังในระยะยาว และรูปแบบการลงทุนที่อาจเปลี่ยนแปลงไปตามบริบทเศรษฐกิจโลก ขณะที่ผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนในภาคใต้พบว่าคนส่วนใหญ่รับรู้โครงการ แต่ยังขาดความเข้าใจเชิงลึก และมีความกังวลด้านสิ่งแวดล้อมเป็นอันดับแรก

ล่าสุด รัฐบาลได้ตั้งกรอบเวลา 90 วันให้คณะกรรมการชุดใหม่สรุปผลการศึกษา ครอบคลุมทั้งด้านเศรษฐกิจ ภูมิรัฐศาสตร์ สิ่งแวดล้อม และรูปแบบการลงทุน เพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจว่าจะเดินหน้าโครงการในรูปแบบใด

อ้างอิง:

  • รายงานประเมินด้านเทคนิค โครงการแลนด์บริดจ์ (สนข. 2567)

  • รายงานการศึกษาทางการเงินและเศรษฐศาสตร์ โครงการแลนด์บริดจ์ (สนข. 2567)

  • รายงานวิเคราะห์ต้นทางและปลายทางสินค้า โครงการแลนด์บริดจ์ (สนข. 2567)

แท็กที่เกี่ยวข้อง



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

นายกฯ รับข้อเสนอสภาอุตฯ เร่งช่วย SME-หนุนรัฐจัดซื้อสินค้าไทย-ฟื้น กรอ.
นายกฯ รับข้อเสนอสภาอุตฯ เร่งช่วย SME-หนุนรัฐจัดซื้อสินค้าไทย-ฟื้น กรอ.