News Logo
หน้าแรก
ผู้เชี่ยวชาญอังกฤษ:ไทยดันแลนด์บริดจ์มีประโยชน์หาก รบ.ชดเชย ปชช.เหมาะสม

ผู้เชี่ยวชาญอังกฤษ:ไทยดันแลนด์บริดจ์มีประโยชน์หาก รบ.ชดเชย ปชช.เหมาะสม

6 พ.ค. 2569 05:59
ผู้ชม 35 คน

สิ่งที่โครงการต้องการไม่เพียงแค่ความเป็นเลิศทางเทคนิค แต่ยังรวมถึงวิจารณญาณทางการเมือง  อาทิ ความสามารถในการรักษาสมดุลระหว่างความทะเยอทะยานทางเศรษฐกิจกับการปกป้องสิ่งแวดล้อม ป่าชายเลนของระนองไม่ควรถูกมองว่าเป็นสิ่งกีดขวางความก้าวหน้า แต่เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ชายฝั่งมีคุณค่า และครอบครัวชาวประมงของชุมพรก็ไม่ใช่เพียงปัญหาที่จะต้องชดเชยและย้ายถิ่นฐานเท่านั้น แต่เป็นคนกลุ่มนี้คือผู้ที่เคยดูแลชายฝั่ง ซึ่งเมื่อถูกทำลายไปแล้วก็ยากที่จะสร้างชายฝั่งขึ้นใหม่ได้

หมายเหตุสำนักข่าว Next News สืบเนื่องจากข่าวที่ประเทศไทยกำลังเร่งผลักดันโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ "แลนด์บริดจ์" (Land Bridge) ซึ่งเป็นแผนการเชื่อมโยงท่าเรือน้ำลึกระหว่างฝั่งอ่าวไทยที่จังหวัดชุมพรกับฝั่งทะเลอันดามันที่จังหวัดระนอง ด้วยงบประมาณมหาศาลประมาณ 1 ล้านล้านบาท หรือราว 3.1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ โครงการนี้มีเป้าหมายที่จะพลิกโฉมเส้นทางการค้าของโลก และยกระดับประเทศไทยสู่บทบาทสำคัญในเศรษฐกิจโลก

จากข่าวดังกล่าว ดร. สตีเฟน ไวท์เฮด ที่ปรึกษาระดับโลก ผู้เชี่ยวชาญด้านความเป็นผู้นำและวัฒนธรรมองค์กร ได้มีการเขียนบทความวิเคราะห์เกี่ยวกับโครงการแลนด์บริดจ์ไทย ลงบนนิตยสาร The European ซึ่งเป็นเป็นนิตยสารธุรกิจรายไตรมาสระดับโลกที่มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในกรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร โดยนิตยสารได้ตีพิมพ์เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2569 โดยให้มุมมองเชิงวิเคราะห์ต่อโครงการยักษ์นี้ ว่ารัฐบาลไทยถ้าหากดำเนินการอย่างเหมาะสม ก็จะเป็นโครการที่มีประโยชน์มาก

ดร. สตีเฟน ไวท์เฮด

ดร. สตีเฟน ไวท์เฮด

สำนักข่าว Next News จึงได้เอาเนื้อหาบทความดังกล่าวมานำเสนอ มีรายละเอียดดังนี้

แรงผลักดันจากความขัดแย้งและภูมิรัฐศาสตร์

แนวคิดในการเชื่อมโยงคอคอดกระด้วยคลองหรือเส้นทางขนส่งทางบกไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นสิ่งที่นักยุทธศาสตร์ไทยพิจารณามาตั้งแต่รัชสมัยของสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ในช่วงปลายศตวรรษที่ 18 อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทำให้โครงการนี้เร่งด่วนในปัจจุบันคือสถานการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์โลกที่กำลังผันผวน โดยเฉพาะความตึงเครียดในช่องแคบฮอร์มุซที่ทวีความรุนแรงขึ้นจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง และความไม่แน่นอนของเส้นทางการเดินเรือทั่วโลก

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี ได้กล่าวย้ำถึงความจำเป็นนี้ โดยระบุว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางได้แสดงให้เห็นถึงคุณค่าเชิงยุทธศาสตร์ของเส้นทางขนส่งทางเลือกอย่างชัดเจน นอกจากนี้ ช่องแคบมะละกา ซึ่งเป็นเส้นทางหลักที่การค้าทางทะเลประมาณหนึ่งในสามของโลกต้องผ่าน ก็กำลังเผชิญกับความเปราะบางทางภูมิรัฐศาสตร์เช่นกัน ทำให้ประเทศไทยมองเห็นโอกาสที่จะเป็นคำตอบของปัญหาที่โลกกำลังเผชิญอยู่

รายละเอียดและผลประโยชน์ของโครงการ

โครงการแลนด์บริดจ์จะประกอบด้วยการก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกที่แหลมริ่ว จังหวัดชุมพร และแหลมอ่าวอ่าง จังหวัดระนอง โดยมีทางหลวงขนาด 6 ช่องจราจร และทางรถไฟรางคู่ระยะทาง 90 กิโลเมตรเชื่อมต่อระหว่างกัน คาดการณ์ว่าการก่อสร้างจะแล้วเสร็จภายในปี 2582

ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับจากโครงการนี้มีมากมาย การมีเส้นทางข้ามคอคอดกระจะช่วยลดระยะทางการเดินเรือระหว่างมหาสมุทรแปซิฟิกและมหาสมุทรอินเดียได้ประมาณ 1,000 กิโลเมตร ทำให้เวลาเดินทางลดลงเฉลี่ย 4 วัน และลดต้นทุนการขนส่งได้ประมาณ 15 เปอร์เซ็นต์ รัฐบาลคาดการณ์ว่าโครงการจะสร้างรายได้ประมาณ 5.8 หมื่นล้านบาทในปีแรกของการดำเนินงาน ซึ่งส่วนใหญ่มาจากยอดขายเชื้อเพลิงแก่เรือที่ถ่ายโอนสินค้า

ความกังวลและผลกระทบต่อชุมชนท้องถิ่น

แม้จะมีศักยภาพทางเศรษฐกิจมหาศาล แต่โครงการนี้ก็เผชิญกับข้อกังวลอย่างจริงจังจากชุมชนท้องถิ่นและนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม โครงการแลนด์บริดจ์ในปัจจุบันจะต้องการพื้นที่ชายฝั่งประมาณ 1,120 เฮกตาร์ในจังหวัดระนอง และ 928 เฮกตาร์ในจังหวัดชุมพร ทำให้เกิดการประท้วงจากประชาชนในพื้นที่เมื่อเดือนพฤษภาคม 2567

ชาวประมงต่างกังวลเรื่องผลกระทบต่อวิถีชีวิต ขณะที่เกษตรกรผู้ปลูกทุเรียนที่สืบทอดที่ดินมาหลายชั่วอายุคนก็ตั้งคำถามถึงค่าชดเชยและการจัดสรรที่อยู่ใหม่ กลุ่มสิ่งแวดล้อมยังได้แสดงความกังวลอย่างยิ่งเกี่ยวกับผลกระทบต่อระบบนิเวศป่าชายเลนและความหลากหลายทางชีวภาพทางทะเล

นอกจากนี้ ยังมีความกังวลเกี่ยวกับการลงทุนจากต่างชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากจีนที่เข้ามาซื้อผลผลิตทุเรียนในพื้นที่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งโครงการแลนด์บริดจ์อาจทำให้การเข้ามาของนักลงทุนต่างชาติเข้มข้นขึ้น ก่อให้เกิดความกลัวต่อสิ่งที่นักสังเกตการณ์บางคนเรียกว่า "ลัทธิล่าอาณานิคมใหม่"

สำนักนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร เผยแพร่ข้อมูลโครงการแลนด์บริดจ์ไทย

สำนักนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร เผยแพร่ข้อมูลโครงการแลนด์บริดจ์ไทย

ความสำเร็จอยู่ที่การบริหารจัดการอย่างชาญฉลาด

ดร. สตีเฟน ไวท์เฮด ยืนยันว่าตรรกะเชิงยุทธศาสตร์ของโครงการนี้มีความสมเหตุสมผลและโอกาสของประเทศไทยก็เป็นของจริง หากดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ โครงการนี้จะสามารถยกระดับภาคใต้ของไทยจากสถานะรายได้ปานกลางสู่รายได้สูงได้ภายในหนึ่งชั่วอายุคน โดยเงินที่ได้พร้อมที่จะเป็นทุนสนับสนุนโรงเรียน โรงพยาบาล และโครงสร้างพื้นฐานที่ยั่งยืนสำหรับชุมชน

อย่างไรก็ตามคำว่า "ดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ" คือหัวใจสำคัญ รัฐบาลไทยได้กล่าวถึงหลักการ "ท่าเรือสีเขียว" และโครงสร้างพื้นฐานที่ยั่งยืนโดยอัตโนมัติ นอกจากนี้ กองทุนชดเชยที่เสนอภายใต้ร่างพระราชบัญญัติระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ ซึ่งกำหนดให้ผู้ชนะการประมูลต้องจ่ายเงินเข้ากองทุนชุมชนก่อนเริ่มการก่อสร้าง ก็เป็นกลไกที่น่าสนใจ

สิ่งที่โครงการต้องการไม่เพียงแค่ความเป็นเลิศทางเทคนิค แต่ยังรวมถึงวิจารณญาณทางการเมือง  อาทิ ความสามารถในการรักษาสมดุลระหว่างความทะเยอทะยานทางเศรษฐกิจกับการปกป้องสิ่งแวดล้อม ป่าชายเลนของระนองไม่ควรถูกมองว่าเป็นสิ่งกีดขวางความก้าวหน้า แต่เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ชายฝั่งมีคุณค่า และครอบครัวชาวประมงของชุมพรก็ไม่ใช่เพียงปัญหาที่จะต้องชดเชยและย้ายถิ่นฐานเท่านั้น แต่เป็นคนกลุ่มนี้คือผู้ที่เคยดูแลชายฝั่ง ซึ่งเมื่อถูกทำลายไปแล้วก็ยากที่จะสร้างชายฝั่งขึ้นใหม่ได้

ประเทศไทยมีโอกาสพิเศษตรงนี้ โลกกำลังเฝ้าดูช่องแคบฮอร์มุซด้วยความกังวล และกรุงเทพฯ ได้อ่านสถานการณ์นี้อย่างถูกต้องว่าความกังวลดังกล่าวมีความหมายอย่างไรต่อประเทศที่มีเส้นทางเลือกให้ รัฐบาลจึงต้องดำเนินการด้วยความจริงจังต่อประชาชนทั้งประเทศ และประชาชนที่ระนองและชุมพรเช่นเดียวกับที่ให้ความสำคัญกับการคาดการณ์การเดินเรือและการแสดงโรดโชว์กับนักลงทุน เพราะ 20 ปีนับจากนี้ สิ่งที่คนรุ่นหลังจะพบเจอ และสิ่งที่สูญเสียไป กับสิ่งที่ได้รับการอนุรักษ์ไว้ จะเป็นเครื่องพิสูจน์ที่แท้จริงว่าประเทศไทยทำโครงการนี้อย่างถูกต้องหรือไม่

ที่มา https://the-european.eu/story-60148/thailands-land-bridge-the-worlds-next-great-trade-route.html

แท็กที่เกี่ยวข้อง
โครงการแลนด์บริดจ์



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

นายกฯ รับข้อเสนอสภาอุตฯ เร่งช่วย SME-หนุนรัฐจัดซื้อสินค้าไทย-ฟื้น กรอ.
นายกฯ รับข้อเสนอสภาอุตฯ เร่งช่วย SME-หนุนรัฐจัดซื้อสินค้าไทย-ฟื้น กรอ.