สภาอุตฯยกทีมยื่นข้อเสนอนายกฯ ขอภาครัฐจัดซื้อสินค้าไทยมากขึ้น รื้อระบบสินเชื่อ SME ดันปฏิรูปกฎหมายเป็นวาระแห่งชาติให้ จบใน 3 ปี พร้อมฟื้นวประชุม กรอ.
สำนักข่าว Next News รายงานว่า เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) พร้อมคณะผู้บริหาร เข้าพบนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง เพื่อหารือแนวทางพัฒนาเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม ท่ามกลางความท้าทายจากเศรษฐกิจโลก
นางพิมพ์ใจกล่าวว่า ส.อ.ท. เสนอ 6 แนวทางสำคัญเพื่อเร่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ได้แก่ การส่งเสริมสินค้า Made in Thailand (MiT) การช่วยเหลือ SME เข้าถึงแหล่งทุน การเสริมความมั่นคงด้านพลังงาน การปฏิรูปกฎหมายและกฎระเบียบ การเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และการยกระดับการบริหารจัดการกากอุตสาหกรรมของประเทศ รวมทั้งเสนอรื้อฟื้นการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.)
นางกนิษฐ์ เมืองกระจ่าง รองประธาน ส.อ.ท.กล่าวว่า เสนอให้ภาครัฐใช้งบประมาณจัดซื้อจัดจ้างเป็นกลไกสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจไทย ผ่านการผลักดันสินค้า MiT พร้อมเสนอให้ภาครัฐจัดซื้อสินค้า MiT ไม่น้อยกว่าร้อยละ 40 ของวงเงินเป้าหมาย 200,000 ล้านบาท ภายในปี 2570 เพื่อให้เม็ดเงินจากภาครัฐหมุนเวียนเข้าสู่ภาคการผลิตไทยโดยตรง กระจายรายได้สู่ SME และรักษาการจ้างงานในประเทศ
นางกนิษฐ์กล่าวว่า พร้อมกันนี้ยังเสนอจัดตั้งคณะทำงานร่วม ส.อ.ท. และกระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อเชื่อมโยงแผนจัดซื้อภาครัฐกับกำลังการผลิตภาคเอกชน และยกระดับ MiT ให้มีมาตรฐาน รวมถึงเร่งขยายฐานข้อมูลสินค้า MiT โดยเฉพาะกลุ่มวัสดุก่อสร้าง เครื่องจักร และอุปกรณ์ไฟฟ้า เพื่อรองรับโครงการลงทุนภาครัฐในอนาคต
นายวีรชัย มั่นสินธร รองประธาน ส.อ.ท. กล่าวว่า เสนอจัดตั้ง “FTI SME Funding Connect” ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางเชื่อมโยง SME กับแหล่งทุนที่เหมาะสม ทั้งสินเชื่อ เงินค้ำประกัน เงินสมทบ เงินร่วมลงทุน และโครงการสนับสนุนจากภาครัฐ พร้อมผลักดันการปฏิรูประบบสินเชื่อ SME อาทิ ตั้งวอร์รูม “SME Credit” โดยใช้ Dashboard ติดตามการปล่อยสินเชื่อแบบเรียลไทม์ และกำหนดแนวทางให้ธนาคารแจ้งเหตุผลปฏิเสธสินเชื่อแก่ SME ภายใน 15 วัน จัดทำฐานข้อมูลเครดิต SME แห่งชาติ และจัดตั้งบริษัทบริหารหนี้เสียเฉพาะ SME หรือ T-SAMCO
นายมงคล เฮงโรจนโสภณ รองประธานส.อ.ท. กล่าวว่า ส.อ.ท.ยังเสนอให้เปิดการซื้อขายไฟฟ้าสะอาดโดยตรง (Direct PPA) ภายในปี 2569 เพื่อเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนและอุตสาหกรรมเข้าถึงพลังงานหมุนเวียนได้โดยตรงอย่างเป็นธรรมและโปร่งใส เสนอให้ผลักดันเอทานอลเป็นพลังงานทางยุทธศาสตร์ของประเทศ รวมทั้งส่งเสริมไบโอดีเซลและพลังงานหมุนเวียนในภาคขนส่ง เพื่อลดการนำเข้าพลังงาน สร้างมูลค่าเพิ่มภาคเกษตร และสนับสนุนเศรษฐกิจสีเขียว โดยตั้งเป้าให้ไทยเป็นศูนย์กลางพลังงานชีวภาพของอาเซียน (ASEAN Bioenergy Hub)
นายรัฐไกร ลิ้มศิริตระกูล รองประธาน ส.อ.ท. กล่าวว่า ประเทศไทยมีกฎหมายหลักจำนวนมากเกือบ 1,400 ฉบับ กฎหมายลำดับรองกว่า 100,000 ฉบับ และใบอนุญาตกว่า 2,115 ประเภท เป็นภาระต่อต้นทุนและการดำเนินธุรกิจ จึงเสนอให้การปฏิรูปกฎหมายเป็นวาระแห่งชาติ ภายใน 3 ปี พร้อมตั้งคณะทำงานร่วมรัฐและเอกชน พิจารณาลดกฎหมายที่ล้าสมัยและซ้ำซ้อน
ขณะที่ นายปณิธาน ปวโรฬารวิทยา เลขาธิการ ส.อ.ท.กล่าวว่า ส.อ.ท.เสนอเร่งพัฒนาระบบรางและโครงข่ายโลจิสติกส์ เพื่อเพิ่มสัดส่วนการขนส่งทางราง ลดต้นทุนโลจิสติกส์ และเชื่อมโยงเศรษฐกิจไทยกับภูมิภาค นอกจากนี้ ขอให้ผลักดันการแก้ปัญหา Missing Link ระบบขนส่ง เพื่อรองรับการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ โดยเสนอเร่งรัดโครงการสะพานรถไฟข้ามแม่น้ำโขงแห่งใหม่ เส้นทางหนองคาย–เวียงจันทน์ เพื่อรองรับการเชื่อมต่อรถไฟไทย–ลาว–จีน พร้อมเร่งก่อสร้างเส้นทางรถไฟสายสุพรรณบุรี–นครหลวง–บ้านภาชี เพื่อเชื่อมระบบเรือ–ราง นอกจากนี้ ยังเสนอพัฒนาเส้นทางรถไฟเชื่อมจังหวัดชุมพรไปยังท่าเรือระนอง เพื่อเพิ่มศักยภาพเศรษฐกิจฝั่งอันดามัน และเชื่อมโยงการค้ากับจีน อินเดีย และภูมิภาคเอเชียใต้
นายปณิธานกล่าาวว่า ขณะเดียวกัน ยังเสนอเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำในพื้นที่อีอีซี เพื่อรองรับการลงทุนในอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ อาทิ EV เซมิคอนดักเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ และ Data Center รวมถึงสนับสนุน Digital Smart Logistics เพื่อยกระดับศักยภาพภาคอุตสาหกรรมไทย
นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานส.อ.ท.กล่าวเพิ่มเติมว่า ส.อ.ท. ร่วมกับกระทรวงอุตสาหกรรม เสนอพิจารณา (ร่าง) พ.ร.บ.การจัดการกากอุตสาหกรรมให้สอดคล้องกับการปฏิบัติจริง และผลักดัน Circular Economy และ End-of-Waste ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม รวมทั้งการนำ AI มาประยุกต์ใช้ในระบบอนุญาตนำกากออกนอกโรงงานแบบอัตโนมัติ (Automatic E-License)
นางพิมพ์ใจกล่าวว่า ส.อ.ท.ขอเสนอให้รื้อฟื้นให้มีการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ในระดับส่วนกลาง เพื่อเปิดโอกาสให้ภาครัฐและภาคเอกชนได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็น สะท้อนปัญหาและข้อเสนอแนะจากภาคเศรษฐกิจจริง
“ขอขอบคุณท่านนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรี พร้อมคณะผู้บริหารทุกท่าน ที่ให้เข้าพบและเสนอแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนเศรษฐกิจไปด้วยกัน”นางพิมพ์ใจกล่าว
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า ขอแสดงความยินดีกับการรับตำแหน่งประธาน ส.อ.ท.คนใหม่ เชื่อมั่นว่าภายใต้การนำของท่านประธานส.อ.ท. ประกอบกับการสนับสนุนของภาครัฐ จะทำให้ทิศทางการสร้างเศรษฐกิจ สร้างความมั่นคง สร้างรายได้ให้ประชาชน โดยเฉพาะประเด็น SME ที่ส.อ.ท.นำเสนอ ค่อนข้างตรงจุดกับการดำเนินงานของภาครัฐที่กำลังเดินหน้า จะทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะภาครัฐให้ความสำคัญกับ SME เป็นอย่างมาก
นายกฯกล่าวว่า เรื่องโลจิสติกส์ รัฐบาลพร้อมเดินหน้าสนับสนุนโครงการ 3 Missing Links เพื่อยกระดับโครงข่ายระบบรางของไทย เพิ่มประสิทธิภาพการขนส่ง และเชื่อมโยงเศรษฐกิจไทยสู่ภูมิภาค ตามข้อเสนอของ ส.อ.ท. ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดโครงการแลนด์บริดจ์ ที่รัฐบาลกำลังผลักดันอยู่
“รัฐบาลพร้อมเดินหน้า และต้องการความร่วมมือ แรงสนับสนุนจากภาคเอกชนอย่างสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศให้ยั่งยืนต่อไป” นายอนุทินกล่าว
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า รัฐบาลมีความตั้งใจที่จะฟื้นฟูเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง ซึ่งโครงการ MiT ก็อยู่ในแนวทางดังกล่าวเช่นกัน ด้านการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ เช่น ระบบ PromptBiz ขณะนี้เตรียมความพร้อมไว้แล้ว เพื่อผลักดันให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม สำหรับประเด็นการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน รัฐบาลเห็นว่าจำเป็นต้องเร่งดำเนินการทันที ทั้งในมิติการเยียวยาและการฟื้นฟู รวมถึงการผลักดันเรื่องคาร์บอนเครดิต
ต่อมา นางพิมพ์ใจ มอบหนังสือข้อเสนอแนวทางการส่งเสริมเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมไทย ซึ่งจัดทำโดยส.อ.ท.ให้แก่นายกรัฐมนตรีและคณะ เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการกำหนดนโยบาย และผลักดันมาตรการสนับสนุนภาคเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมของไทยให้เติบโตได้อย่างยั่งยืนและแข่งขันได้ในระดับสากล




