ปชป.ค้านรัฐบาลตรา พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้าน ชี้เศรษฐกิจไม่วิกฤตเท่าในอดีต แนะลดภาษีน้ำมัน-ยกเว้นภาษีสรรพสามิตน้ำมัน-เก็บภาษีลาภลอย หวังตรึงราคาดีเซลไม่เกิน 33 บาท จี้รัฐบาลสนับสนุนเกษตรกรทำไบโอดีเซล-เปลี่ยนผ่านพลังงานอย่างยั่งยืน
สำนักข่าว Next News รายงานข่าวว่าเมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2569 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคและสส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาธิปัตย์ ได้แถลงข่าวต่อสื่อมวลชนถึงผลกระทบและข้อกังวลของพรรคประชาธิปัตย์เกี่ยวกับการออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน 400,000 ล้านบาท โดยเน้นย้ำถึงความเข้าใจผิดเกี่ยวกับสถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบัน และเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาที่แตกต่างจากรัฐบาล
นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า พรรคประชาธิปัตย์ได้ท้วงติงแนวคิดการกู้เงินลักษณะนี้มาตั้งแต่ต้น และได้ใช้กลไกสภาในการตั้งกระทู้ถามหลายครั้ง ปัจจุบัน ฝ่ายค้านได้ยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความว่าการตรา พ.ร.ก. ชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่ อย่างไรก็ตาม ตนไม่ได้มาพูดในแง่มุมกฎหมายเพียงอย่างเดียว แต่ต้องการสร้างความเข้าใจแก่ประชาชนถึงภาวะเศรษฐกิจ แนวทางการแก้ไขปัญหา และเหตุผลที่พรรคประชาธิปัตย์ไม่เห็นด้วยกับการตรา พ.ร.ก. ฉบับนี้
นายอภิสิทธิ์ได้อธิบาย 3 ประเด็นหลัก โดยประเด็นแรกคือ เหตุผลที่รัฐบาลในอดีตกู้เงินเพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจ แต่ครั้งนี้พรรคไม่เห็นด้วยกับการตรา พ.ร.ก. การตรา พ.ร.ก. เป็นมาตรการที่เป็นข้อยกเว้นของกระบวนการถ่วงดุลอำนาจ เพราะโดยหลักแล้วผู้แทนประชาชนจะต้องเป็นผู้อนุมัติการใช้จ่ายเงิน และต้องมีเงื่อนไขว่ากระทำได้ในบางสถานการณ์เท่านั้น เช่น เพื่อรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจ
นายอภิสิทธิ์กล่าวย้ำถึงความแตกต่างระหว่าง "ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ" กับ "เศรษฐกิจขยายตัวมากหรือน้อย" โดยระบุว่าความมั่นคงทางเศรษฐกิจเป็นศัพท์เฉพาะที่มุ่งเน้นการรักษาเสถียรภาพ ไม่ใช่เพียงแค่ตัวเลขการเติบโต
ความแตกต่างของวิกฤตเศรษฐกิจปัจจุบันไม่มีปัญหาความมั่นคงเหมือนอดีต
เมื่อย้อนดูการออก พ.ร.ก. ในอดีต 3 ครั้ง นายอภิสิทธิ์ยกตัวอย่างวิกฤตต้มยำกุ้งในปี 2541 ซึ่ง GDP ติดลบ 8 ไตรมาสติดต่อกัน หนี้เสียในระบบสูงถึง 52% และสถาบันการเงินจำนวนมากต้องหยุดกิจการ หรือวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ในปี 2552 ที่ทำให้เศรษฐกิจไตรมาสแรกหดตัว 7.1% การส่งออกและการท่องเที่ยวติดลบอย่างรุนแรง ซึ่งล้วนแสดงถึงปัญหาความมั่นคงทางเศรษฐกิจอย่างชัดเจน ส่วนวิกฤตโควิด รัฐบาลก็จำเป็นต้องหยุดกิจกรรมทางเศรษฐกิจ และกระตุ้นการใช้จ่ายในระบบอย่างเร่งด่วน
แต่ในสถานการณ์ปัจจุบัน นายอภิสิทธิ์ชี้ว่าเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศไทยเติบโต 1.5% การส่งออกเดือนมีนาคมเพิ่มขึ้น 19% รายรับจากการท่องเที่ยวต่างชาติบวก 7.2% ดัชนีการบริโภคภาคเอกชนบวก 3.6% และดัชนีการผลิตภาคอุตสาหกรรมบวก 0.8% นอกจากนี้ บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถืออย่าง Moodies ยังปรับมุมมองดีขึ้น นายอภิสิทธิ์จึงตั้งคำถามว่า ตัวเลขเหล่านี้บ่งบอกว่าเศรษฐกิจไม่มั่นคงตรงไหน และยืนยันว่าการอ้างว่าคนอื่นเคยทำในอดีตก็ต้องดูว่าสถานการณ์และข้อเท็จจริงเหมือนกันหรือไม่
ความกังวลต่อการใช้จ่ายเงินกู้และผลกระทบต่อเศรษฐกิจ
ประเด็นที่สองที่ถูกตั้งคำถามคือ การกู้เงินแล้วจะทำให้เศรษฐกิจมั่นคงจริงหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ชี้แจงว่าเงินกู้ 400,000 ล้านบาท แบ่งเป็น 200,000 ล้านบาท เพื่อเยียวยาอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบ และอีก 200,000 ล้านบาท เพื่อเปลี่ยนผ่านลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล เรื่องนี้ตนเห็นว่าเรื่องพลังงานแทบไม่ได้เกี่ยวข้องกับความมั่นคงทางเศรษฐกิจเลย สำหรับเงิน 200,000 ล้านบาทแรกที่รัฐบาลจะใช้หมดภายใน 4 เดือนนั้นมีความเสี่ยงอย่างมาก หากวิกฤตยืดเยื้อเกิน 4 เดือนไปแล้วจะทำอย่างไร เพราะรัฐบาลจะใช้อาวุธไปหมดแล้ว นอกจากนี้ การอัดฉีดเงินมหาศาลในระยะเวลาสั้นๆ มีแต่จะซ้ำเติมภาวะเงินเฟ้อและทำให้ของแพงขึ้น รวมถึงยังทำให้หนี้สาธารณะใกล้แตะเพดาน ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นการเพิ่มความไม่มั่นคงให้ระบบเศรษฐกิจ
ข้อเสนอทางเลือกจากฝ่ายค้าน
ประเด็นสุดท้ายคือ ข้อเสนอของพรรคฝ่ายค้าน นายอภิสิทธิ์ยืนยันว่าวิกฤตที่เกิดขึ้นครั้งนี้คือวิกฤตต้นทุน ดังนั้นการช่วยเหลือที่สำคัญที่สุดคือการทำอย่างไรให้ต้นทุนมันต่ำ และหากมีความจำเป็นต้องช่วยกลุ่มต่างๆ ก็ควรจะมุ่งเป้าไปที่กลุ่มนั้นจริงๆ
พรรคประชาธิปัตย์จึงเสนอให้ลดภาษีหรือยกเว้นภาษีสรรพสามิตน้ำมัน ซึ่งจะทำให้ราคาน้ำมันดีเซลลดลงเหลือประมาณ 33 บาท และใช้เงินเพียงประมาณ 1 ใน 3 หรือ 1 ใน 4 ของ 200,000 ล้านบาทที่รัฐบาลจะใช้ มาตรการนี้ช่วยลดต้นทุนที่เป็นต้นตอของปัญหา และส่งผลให้ราคาสินค้าโดยรวมถูกลง นอกจากนี้ ยังเสนอให้เก็บภาษีลาภลอยจากบริษัทน้ำมัน โดยอ้างอิงจากผลประกอบการของ Thai Oil ไตรมาส 1 ที่มีกำไร 19,000 ล้านบาท ซึ่งแสดงให้เห็นว่าสามารถนำเงินที่ได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันขาขึ้นมาเฉลี่ยทุกข์เฉลี่ยสุขได้มากกว่านี้ค่อนข้างมาก
การสนับสนุนเกษตรกรและการเปลี่ยนผ่านพลังงานอย่างยั่งยืน
พรรคประชาธิปัตย์เห็นด้วยกับการเติมเงินให้กับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งเป็นการช่วยเหลือมุ่งเป้าไปที่ผู้มีรายได้น้อย และเชื่อว่ารัฐบาลสามารถโอนงบประมาณจากโครงการที่ไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์หรือไม่เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบันมาใช้ได้ สุดท้าย ในเรื่องการเปลี่ยนผ่านพลังงาน นายอภิสิทธิ์เสนอให้รัฐบาลส่งเสริมการทำไบโอดีเซล B20 หรือ B50 โดยเพิ่มสัดส่วนของปาล์มน้ำมันในการผลิตไบโอดีเซล และลงทุนเพื่อให้ผู้ประกอบการยานยนต์ปรับแต่งเครื่องยนต์ให้รองรับ ซึ่งจะช่วยลดการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรชาวสวนปาล์ม โดยไม่ต้องมีการกู้เงินที่สร้างความเสี่ยงหรือเพิ่มความไม่มั่นคงให้กับระบบเศรษฐกิจและสุ่มเสี่ยงต่อการมีการฉกฉวยโอกาสไปทำโครงการเพื่อประโยชน์ที่ไม่ชอบธรรม




