'ปตท.' เผยเตรียมสภาพคล่องเพิ่ม 2.3 แสนล้านช่วยประเทศสู้วิกฤตพลังงาน แจงผลลงทุนล่วงหน้า-ซ้อมแผนรับมือประจำช่วยรับมือวิกฤตได้ ยันดำเนินธุรกิจโปร่งใส มั่นใจโรงกลั่นไม่มีกักตุนน้ำมัน
สำนักข่าว Next News รายงานเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม นายคงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) แถลงถึงผลการดำเนินงานในไตรมาสแรก ปี 2569 ว่า ความแตกแยกทางภูมิรัฐศาสตร์ชัดเจนมากขึ้น มีผลกระทบต่อชีวิต ต่อเศรษฐกิจโลกมาก อีกทั้งยังมีเรื่องสงครามการค้า เรื่องเงินเฟ้อ และอะไรต่างๆ สิ่งที่เกิดขึ้นนี่มันไม่ดีกับโลกและไม่ดีกับเราเพราะการที่ราคาพลังงานสูงขึ้น เงินในกระเป๋าของคนในโลกถูกเอาไปผลาญหมด เมื่อก่อนน้ำมัน 60 กว่าเหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ตอนนี้เป็น 100 กว่าเหรียญสหรัฐ/บาร์เรล เงินที่จะต้องเอาไปใช้พัฒนาประเทศ สร้างเศรษฐกิจก็สูญหายไปกับพลังงาน เศรษฐกิจในหลายๆ ประเทศชะลอตัวลงแน่นอน
นายคงกระพันกล่าวว่า สิ่งที่กระทบด้านพลังงานก็คือซัพพลายหายไปจากตลาด น้ำมันดิบเกือบ 10% หายไป พอน้ำมันดิบออกมาได้น้อย ของที่กลั่นออกมาเป็นผลิตภัณฑ์หลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเบนซิน ดีเซล น้ำมันเจ็ตก็หายไป อย่างดีเซลหายไปกว่า 10% ของปริมาณส่งออกทั่วโลก ก๊าซ LNG ที่เอามาใช้เป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าก็หายไป 20% ของโลก ตะวันออกกลางของมันขาดค่าพรีเมียม ช่วงปกติอาจจะอยู่ 3-5 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล แต่พอช่วงสงครามขึ้นไป 20 กว่าเท่า เพราะว่าทุกคนแย่งของกัน ราคา ทั้งน้ำมันดิบ แล้วก็ผลิตภัณฑ์ที่กลั่นออกมาจากการกลั่นน้ำมัน ไม่ว่าจะเป็นวัตถุดิบปิโตรเคมี น้ำมันดีเซล ทุกอย่างแพงขึ้นหมด
"แรกๆ ที่เกิดวิกฤต ขณะที่เรามีบทบาท 2 อย่าง คือเราเป็นรัฐวิสาหกิจคือเป็นบริษัทพลังงานแห่งชาติ อีกมุมนึงคือเราก็เป็นบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ เราก็ต้องสร้างสมดุลระหว่างการสร้างความมั่นคงให้กับประเทศกับการที่ดูแลผู้ถือหุ้นในตลาด การสร้างความสมดุลมันไม่ได้แปลว่าเท่ากันตลอด คือแล้วแต่บริบท แล้วแต่ช่วง ในช่วงวิกฤต การที่เราเป็นรัฐวิสาหกิจต้องช่วยประเทศเป็นบทบาทนำมาก่อน คือต้องมีของใช้ในประเทศ ไม่ให้เกิดการขาดแคลน" นายคงกระพันกล่าว
นายคงกระพันกล่าวว่า อย่างไรก็ตามเรามีการลงทุนล่วงหน้ากว่า 1.1 แสนล้านบาทในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา และก่อนหน้านี้เรามีแผนฉุกเฉินเรื่องการขาดแคลน เรื่องการปิดช่องแคบฮอร์มุซ เราก็ซ้อมประจำว่าสถานการณ์จะเป็นยังไง ดังนั้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นการจัดหาวัตถุดิบ การผลิต การสื่อสารอะไรต่างๆ มีการซักซ้อมไว้แล้ว

-1-
นายคงกระพันกล่าวว่า สำหรับการลงทุนล่วงหน้ามีอยู่ 2 เรื่องหลักๆ เรื่องแรกก็คือการลงทุนในธุรกิจเทรดดิ้ง มีการซื้อขายน้ำมัน ปิโตรเคมีเยอะแยะ เรามีสำนักงานต่างๆ ทั่วโลก อาทิ ที่ลอนดอน อาบูดาบี นิวยอร์ก ฮูสตัน แล้วก็สิงคโปร์ ดังนั้นในวันที่เราต้องการน้ำมันดิบเพิ่ม เราก็สามารถคุยกับเครือข่าย ผู้ขายผู้ซื้อสามารถทำได้เร็ว การลงทุนเทรดดิ้งเป็นการกระจายความเสี่ยง ก่อนเกิดวิกฤตเราซื้อน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางประมาณ 60% แต่วันนี้เราซื้อจากตะวันออกกลางแค่ประมาณ 30% โดยซื้อจากแหล่งอื่นทดแทน เช่น สหรัฐ แอฟริกา คือการลงทุนเรื่องการจัดหาของ อีกส่วนคือการลงทุนโรงกลั่น หากหาของมาแล้วโรงกลั่นน้ำมันต้องมีความยืดหยุ่นในการใช้วัตถุดิบได้หลากหลาย และต้องเดินเครื่องผลิตได้ 100% ที่ผ่านมาช่วงวิกฤตเดินเครื่องเกิน 100% มา 3 เดือนแล้ว ถ้าไม่ลงทุนเรื่องเครื่องจักร เรื่องเทคโนโลย มันก็ทำไม่ได้ นี่คือการทุนล่วงหน้า
"ดังนั้นเราสามารถพูดได้เลยว่า ของไม่เคยขาดและต่อไปก็จะไม่ขาด เพราะมีน้ำมันดิบมัน แต่ว่าราคามันสูงเราก็ต้องจ่าย อย่างไรก็ตามของที่ค้างอยู่ หากวันหนึ่งช่องแคบเปิดแปลว่าสงครามเบาลง ราคาน้ำมันก็ลง เราก็ขาดทุน เพราะเราซื้อล่วงหน้า 2 เดือน อาจจะขาดทุน 500-1,000 ล้านบาท มันคือค่าบริหารความเสี่ยง" นายคงกระพันกล่าว
นายคงกระพันกล่าวว่า นอกจากโรงกลั่นแล้ว กลุ่มปิโตรเคมีซึ่งมีซัพพลายเชนไปทำเม็ดพลาสติก ทำเคมีคอล ก็ต้องเดินเครื่องเต็มที่อย่างแนฟทา ซึ่งเป็นวัตถุดิบปิโตรเคมี เราก็หามาเต็มที่เพื่อให้ในประเทศมีของ ก๊าซธรรมชาติก็เช่นกันน ประเทศไทยก๊าซจากในอ่าวไทยไม่ว่าจะเป็นของเราเอง ของไทย-มาเลเซีย ร่วมๆ 60% มีจากพม่ามาส่วนหนึ่ง เราก็ผลิตก๊าซในอ่าวมากขึ้นเพื่อมาช่วยลดการนำเข้า LNG ลงส่วนหนึ่ง
"เราเตรียมความพร้อมด้านสภาพคล่องรองรับราคาน้ำมันและก๊าซผันผวน และมีภาระต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้นกว่า 2.3 แสนล้านบาท มีภาระดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นเดือนละ 600 ล้านบาท เป็นค่าบริหารความเสี่ยง แต่ในฐานะเป็นบริษัทพลังงานแห่งชาติเราก็ต้องรับตรงนี้" นายคงกระพันกล่าว
นายคงกระพันกล่าวว่า ที่ผ่านมากลุ่มบริษัท ปตท.ดำเนินการทุกอย่างด้วยความโปร่งใส เรานำข้อมูลทั้งหมดขึ้นเว็บไซต์และอัพเดต ข้อมูลตลอด ทั้งซัพพลายเชน ทำให้โปร่งใสว่า ผลิตเท่าไร่ของขายออกไปหมด ไม่มีกักตุน โรงกลั่นมันมีกำลังแค่นี้ ก็ผลิตแล้วก็ส่งให้ลูกค้าหมด ส่วนลูกค้าเอาไปไหนเราไม่ได้มีคอนโทรลตรงนั้น แต่ว่า เราผลิตเต็มที่ ขายเต็มที่ มั่นใจมีความโปร่งใสมีเต็มที่
นายคงกระพันกล่าวว่า เรื่องปิโตรเคมีที่มีช่วงหนึ่งมีข่าวว่า เม็ดพลาสติกขาด แต่ในความเห็นของเราไม่ขาดเพราะว่าประเทศไทยนำเข้าเม็ดพลาสติกประมาณ 20% ช่วงสงครามนำเข้าได้น้อยลงแต่เราผลิตเกินความต้องการอยู่แล้ว ก่อนสงครามเราส่งออกเม็ดพลาสติกกว่า 40 ต่อให้มีการลดกำลังการผลิตของมันไม่น่าจะขาด ยกเว้นเม็ดพลาสติกชนิดพิเศษ ที่อาจจะขาดได้ เพราะต้องนำเข้าแต่โดยรวมๆ ถ้านำเม็ดพลาสติกไปทำของใช้ทั่วไปมันไม่ขาดน
นายคงกระพันกล่าวว่า กำไรในไตรมาสแรกปีนี้ เพิ่มจากไตรมาสที่ 1 ของปีที่แล้วประมาณ 10% ทั้งนี้ ปตท.มีธุรกิจที่หลายหลาก ตั้งแต่สำรวจผลิต ตรงกลางน้ำ แล้วก็ปลายน้ำ มันก็เฉลี่ยกัน สิ่งสำคัญในภาวะนี้ คือเรื่องเครดิต เรตติ้ง เรายังคงรักษาเครดิต เรตติ้ง ของ ปตท. เอาไว้ได้ ในสภาวะที่ต้องใช้เงินมากกว่าเดิมในการดำเนินธุรกิจ โดยได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือในระดับที่แข็งแกร่งเทียบเท่าประเทศ (BBB+) สะท้อนฐานะการเงินแข็งแกร่งพร้อมรองรับการขยายงานตามกลยุทธ์ในอนาคตและสร้างผลตอบแทนที่ดีแก่ผู้ถือหุ้น อีกทั้ง การดำเนินงานด้านความยั่งยืน ปตท. ได้รับคัดเลือกให้อยู่ในดัชนี Dow Jones Best-in-Class Index ต่อเนื่องเป็นปีที่ 14 สะท้อนมาตรฐานการดำเนินงานระดับสากล ภายใต้หลักธรรมาภิบาลที่ดี ควบคู่การลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกในทุกกระบวนการดำเนินงาน ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม รวมถึงบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานอย่างมีประสิทธิภาพ

-2-
นายคงกระพันกล่าวว่า ทั้งนี้ ที่ประชุมผู้ถือหุ้นได้อนุมัติจ่ายเงินปันผลในอัตรา 2.30 บาทต่อหุ้น โดยเป็นเงินปันผลจ่ายสำหรับผลประกอบการประจำปี 2.10 บาทต่อหุ้น และเพิ่มเงินปันผลพิเศษครั้งแรกอีก 0.20 บาทต่อหุ้น พร้อมอนุมัติงบเงินเพื่อสำรองการดำเนินงานและการขยายงานในอนาคตระยะยาว 5 ปีเรียบร้อยแล้ว ประมาณ 200,000 ล้านบาท
นายคงกระพันกล่าวว่าการทำธุรกิจมันก็ต้องไดนามิก เราก็มาดูว่าธุรกิจไหนเราควรจะหยุดไหม อันไหนควรจรีวิวใหม่ อันไหนควรจะเร็วๆ อันแรกที่ต้องเร่งคือ LNG แต่ไม่ใช่เรื่องนำเข้ามาใช้ในประเทศ แต่เป็นเรื่องเทรดดิ้ง เราต้องการเพิ่มวอลุ่มของ LNG เพราะว่าเห็นแล้วว่าช่วงวิกฤต LNG มีบทบาทมาก เดิม LNG มันล้น แต่ตอนนี้มันหายไปเยอะ ทางปตท. ก็ไม่ได้รับจากกาตาร์เป็นหลัก เรามีอเมริกาตั้งเยอะ เรามีออสเตรเลีย และมาเลเซีย ดังนั้นต้องกระจายความเสี่ยง
ผู้สื่อข่าวถามว่า กรณีหน่วยงานภาครัฐออกแถลงข่าวการตรวจสอบและจะดำเนินคดีผู้ค้าน้ำมันและโรงกลั่นที่มีการกักตุนช่วงที่ราคาน้ำมันผันผวน ทางกลุ่มปตท.มีการดำเนินงานอย่างไรบ้าง นายคงกระพันกล่าวว่า ปตท.ในฐานะผู้ถือหุ้นในบริษัทย่อยต่างๆ ตั้งแต่แรกๆ เรามีคณะของปตท.เข้าไปช่วยซัพพอร์ตเรื่องโรงกลั่นอยูแล้ว คือไปดูเรื่องธรรมาภิบาล เรื่องการกักตุน ทำไม่ได้อยู่แล้วเพราะไม่มีที่เก็บ เราทำให้ทุกอย่างโปร่งใสชัดเจน
ต่อมา นายคงกระพันให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมว่า ผลการดำเนินงานไตรมาสแรกปี 2569 มีกำไรสุทธิ 25,738 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2,423 ล้านบาท หรือร้อยละ 10.4 เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน จากปัญหาความไม่สงบในตะวันออกกลาง ปตท. รับมือสถานการณ์จากการวางรากฐานเครือข่ายธุรกิจค้าระหว่างประเทศที่มีสำนักงานกระจายอยู่ทั่วโลก ทำให้สามารถปรับการจัดหาน้ำมันดิบจากแหล่งต่างๆ ทดแทนจากตะวันออกกลางได้อย่างรวดเร็ว อีกทั้งโรงกลั่นในกลุ่ม ปตท. ลงทุนล่วงหน้ากว่า 111,000 ล้านบาท ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาทำให้โรงกลั่นในกลุ่ม ปตท. มีความเสถียรของเครื่องจักร และความยืดหยุ่นในการรองรับน้ำมันดิบจากหลากหลายแหล่ง นอกจากนี้การซ้อมแผนฉุกเฉินอย่างสม่ำเสมอ ทำให้กลุ่ม ปตท. รับมือวิกฤตได้ทันที
นายคงกระพันกล่าวว่า กลุ่ม ปตท. ติดตามสถานการณ์และบริหารจัดการความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศอย่างใกล้ชิด จัดตั้งศูนย์บริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ (PTT Incident Command System : PTT ICS) ทันทีเมื่อเกิดวิกฤต เพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้ประเทศและบริหารจัดการธุรกิจตลอดซัพลาย เชน โดยตลอดระยะเวลากว่า 2 เดือนในช่วงมีนาคมและเมษายนที่ผ่านมา โรงกลั่นในกลุ่ม ปตท. เดินเครื่องเต็มกำลังมากกว่า 100% ภายใต้มาตรฐานความปลอดภัย สำหรับธุรกิจปิโตรเคมี บริษัทในกลุ่ม ปตท. เดินเครื่องปิโตรเคมีเต็มกำลัง สร้างความมั่นคงด้านซัพพลายช่วยลูกค้าในอุตสาหกรรมต่อเนื่องตลอดห่วงโซ่อุปทานเม็ดพลาสติกและเคมีภัณฑ์มีวัตถุดิบใช้อย่างต่อเนื่อง
นายคงกระพันกล่าวว่า ขณะเดียวกัน ปตท. ปรับแผนการจัดหาและการผลิตก๊าซธรรมชาติเพื่อจัดส่งให้โรงไฟฟ้าและภาคอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง โดยจัดหา Spot LNG จากประเทศนอกกลุ่มตะวันออกกลางตามที่ได้รับมอบหมายจากภาครัฐ ตลอดจนเลื่อนแผนการซ่อมบำรุงโรงแยกก๊าซฯ หน่วยที่ 6 เพื่อให้โรงแยกก๊าซฯ ทุกหน่วยเดินเครื่องได้เต็มกำลัง ทำให้สามารถส่งก๊าซฯ ให้โรงไฟฟ้าและผลิต LPG เข้าสู่ระบบตามแผนอย่างต่อเนื่อง และจัดสรร LPG ให้เพียงพอต่อความต้องการใช้ภายในประเทศเป็นหลัก
"ในช่วงวิกฤต ปตท. บริหารสภาพคล่องทางการเงินเพื่อรองรับการรักษาความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ โดยในภาวะที่ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ได้จัดเตรียมสภาพคล่องเพิ่มขึ้นถึง 230,000 ล้านบาท ประกอบด้วยหลักประกันในการจัดซื้อน้ำมันดิบ (Margin Call) ประมาณ 63,000 ล้านบาท เงินทุนหมุนเวียน (Working Capital) สำหรับการจัดหาน้ำมันและก๊าซฯ เพิ่มขึ้นประมาณ 137,000 ล้านบาท เงินค้างชำระของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจากการชดเชยราคา ประมาณ 35,000 ล้านบาท ส่งผลให้เกิดต้นทุนทางการเงินเพิ่มขึ้นถึงกว่า 600 ล้านบาทต่อเดือน หรือประมาณ 7,000 ล้านบาทต่อปี อีกทั้งมีการเปิดเผยและรายงานข้อมูลต่อหน่วยงานภาครัฐอย่างโปร่งใส และให้ข้อมูลที่ถูกต้องแก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่ม" นายคงกระพันกล่าว

-3-
นายคงกระพันกล่าวว่า นอกจากนี้ ปตท. ยังเดินหน้าขับเคลื่อนธุรกิจตามแผนกลยุทธ์ โดยมีผลการดำเนินงานที่สำคัญ ประกอบด้วย ธุรกิจ Hydrocarbon ที่เป็นธุรกิจหลักของกลุ่ม ปตท. โดย ปตท.สผ. เร่งสำรวจและผลิต เพื่อเสริมความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศและเติบโตต่างประเทศตามแผน สำหรับ ธุรกิจ LNG ปตท. เร่งขยาย Portfolio มุ่งสู่การเป็น Global LNG Player ตามเป้าหมาย 10 ล้านตันต่อปี ภายในปี 2573 และเพิ่มเป็น 15 ล้านตันต่อปี ภายในปี 2578 ด้านธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่น ปตท. ในฐานะผู้ถือหุ้นของบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) (GC) สนับสนุนการศึกษาความร่วมมือทางธุรกิจของ GC และ บริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด (มหาชน) (SCGC) ในธุรกิจโอเลฟินส์และพอลิโอเลฟินส์ สอดคล้องตามยุทธศาสตร์ P&R Portfolio Reshape ที่มุ่งสร้าง Synergy ยกระดับปิโตรเคมีไทยสู่ National Champion
นายคงกระพัน กล่าวว่า พร้อมกันนี้ กลุ่ม ปตท. ยังเร่งขับเคลื่อนการลดคาร์บอน ผ่านการพัฒนาโครงการดักจับและกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ (CCS) โดยมี ปตท.สผ. เป็นผู้นำร่องพัฒนา CCS ที่แหล่งก๊าซธรรมชาติโครงการอาทิตย์ในอ่าวไทย ซึ่งมีความก้าวหน้าเป็นไปตามแผนงาน ตั้งเป้าเริ่มกระบวนการเก็บกักคาร์บอนในปี 2571 ขณะที่สถาบันปลูกป่าและระบบนิเวศ ปตท. มีพื้นที่ปลูกป่าใหม่สะสม ปี 2566-2569 กว่า 146,000 ไร่ เพื่อสนับสนุนเป้าหมาย Net Zero ของประเทศ
นายคงกระพันกล่าวว่า การดำเนินการ Profit Enhancement Initiatives ยังเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความแข็งแกร่งภายในให้ทั้งกลุ่ม ปตท. สะท้อนในผลกำไรสุทธิในไตรมาส 1 โดยรวมกว่า 3,000 ล้านบาท โดยมีความก้าวหน้าในโครงการต่างๆ ตามแผนได้แก่ โครงการ MissionX พร้อมทั้งขับเคลื่อน Digital Transformation ผ่านโครงการ AXIS โดยมุ่งเน้นการนำ Digital Tools และ AI มาใช้เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน นอกจากนี้ยังเดินหน้าเสริมความร่วมมือด้าน Supply Chain และ Marketing ทั้งในและต่างประเทศผ่านโครงการ P1 และ D1 รวมถึงโครงการ Asset Monetization (A1) เพื่อบริหารการใช้สินทรัพย์ในกลุ่ม ปตท. ให้เกิดประโยชน์สูงสุด อีกทั้งการดำเนินงานด้าน Financial Excellence (F1) เพื่อรักษาวินัยทางการเงินและบริหารสภาพคล่องกระแสเงินสดของกลุ่ม ปตท. อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญในการสนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืนและสร้างผลตอบแทนที่ดีแก่ผู้ถือหุ้นในระยะยาว
"การดำเนินงานด้านสังคม ปตท. มุ่งมั่นยกระดับคุณภาพชีวิตคนไทย ควบคู่การพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม พร้อมเคียงข้างสังคมไทยในยามวิกฤตต่างๆ โดยช่วยลดภาระค่าครองชีพด้านพลังงานของประชาชน เบื้องต้นมีมูลค่ารวมประมาณ 13,000 ล้านบาท อีกทั้งให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ ส่งเสริมผู้ด้อยโอกาส ผู้สูงวัย เกษตรกร และชุมชนให้มีอาชีพและรายได้ที่ยั่งยืน" นายคงกระพันกล่าว




