‘ไชยชนก ชิดชอบ’ ยืนยันโครงการ TH-AI Passport 1.6 พันล้านบาท ดำเนินการถูกต้องตามกฎหมาย ชี้ไทย “ยังช้าไปด้วยซ้ำ” เรื่อง AI พร้อมตอบโต้ข้อครหาล็อกสเปก-ประมูล 34 วัน และลั่นหน้าที่รัฐมนตรีคือผลักดันนโยบาย ไม่ใช่เลือกเอกชนผู้ได้งาน
การประชุมสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2569 มีการตั้งคำถามต่อความโปร่งใสของ โครงการ TH-AI Passport มูลค่า 1.6 พันล้านบาท ภายหลัง นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ตั้งกระทู้ถามสดถึง นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ในการประชุมที่รัฐสภา ซึ่งมี น.ส.มัลลิกา จิระพันธ์วาณิช รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1 เป็นประธานการประชุม โดยตั้งข้อสังเกตทั้งเรื่องที่มาของตัวเลขผู้ใช้งาน 5 ล้านคน
กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างที่ใช้เวลาเพียง 34 วัน ความเชื่อมโยงของกลุ่มบริษัทเอกชนที่จัดทำราคากลางก่อนชนะการประมูล รวมถึงความคุ้มค่าของการใช้งบประมาณกว่า 1.6 พันล้านบาท พร้อมเรียกร้องให้ชะลอโครงการและเปิดทางให้หน่วยงานอิสระเข้าตรวจสอบ ขณะที่ นายไชยชนก ยืนยันว่าโครงการทั้งหมดดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายและพร้อมรับการตรวจสอบจากทุกหน่วยงาน
นายไชยชนกชี้แจงว่า เรื่องการพัฒนา AI เป็นสิ่งที่ทุกฝ่ายเห็นตรงกันว่ามีความสำคัญ จำเป็น และเร่งด่วน โดยสาเหตุที่ต้องใช้งบจากกองทุน เนื่องจากรัฐบาล อนุทิน 1 เข้ามาปฏิบัติหน้าที่เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2568 ซึ่งไม่ทันกระบวนการจัดทำงบประมาณประจำปี จึงจำเป็นต้องหาแนวทางอื่นในการผลักดันโครงการที่สำคัญ พร้อมย้ำว่า หากประเทศไทยต้องการตามเทรนด์โลกให้ทัน และไม่ตกอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีกำลังแรงงานลดลงในอนาคต จำเป็นต้องเร่งเพิ่มผลิตภาพของประเทศผ่านเทคโนโลยี AI
นายไชยชนกระบุว่า การใช้เงินของกองทุนเป็นไปตามวัตถุประสงค์ตามมาตรา 23 ของ พ.ร.บ.ดีอี และการใช้งบจาก กสทช. ก็เป็นไปตามมาตรา 26 (3) เช่นกัน พร้อมย้ำว่าโครงการ TH-AI Passport ไม่ใช่เพียงการ “แจก AI โปรฟรี” แต่เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายสร้างระบบนิเวศ AI ของประเทศ โดยนอกจากประชาชน 5 ล้านคนจะสามารถเข้าถึงโมเดล AI ระดับโปรได้ฟรีแล้ว ยังมีหลักสูตรการเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะ AI ควบคู่กันไป ผ่านคอร์สที่พัฒนาร่วมกับบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก
สำหรับประเด็นจำนวนผู้ใช้งาน 5 ล้านคน นายไชยชนกกล่าวว่า อย่างน้อยประชาชนจะได้ใช้งาน AI ระดับโปรหรือเทียบเท่าเป็นเวลา 1 ปี พร้อมระบบ Learn to Earn Model ตามนโยบายที่มอบให้หน่วยงานดำเนินการ
ส่วนข้อสังเกตเรื่องกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างที่ฝ่ายค้านระบุว่าใช้เวลาเพียง 34 วันนั้น นายไชยชนกยืนยันว่า “ไม่ใช่เรื่องจริง” โดยอธิบายว่า กระบวนการทั้งหมดเริ่มตั้งแต่วันที่ 17 กรกฎาคม 2568 และมีการเปิดประชาพิจารณ์ร่างทีโออาร์ระหว่างวันที่ 15-22 ธันวาคม 2568 ขณะที่ทีโออาร์มีทั้งหมด 33 หน้า โดยส่วนที่เกี่ยวกับการประชาสัมพันธ์มีเพียง 2 หน้าเท่านั้น
นายไชยชนกกล่าวว่า ช่วงเวลา 34 วันที่ถูกพูดถึงนั้น เป็นเพียงขั้นตอนการยื่นข้อเสนอของเอกชนหลังประกาศเปิดรับงาน ไม่ใช่ระยะเวลาของทั้งโครงการ พร้อมย้ำว่า กระบวนการทุกอย่างถูกต้องตามกฎหมาย และใช้เวลารวมประมาณ 5 เดือน
สำหรับคำถามว่าจำเป็นต้องเร่งดำเนินโครงการขนาดนี้หรือไม่ นายไชยชนกตอบว่า เรื่อง AI เป็นเรื่องเร่งด่วน และมองว่าประเทศไทยยังช้าไปด้วยซ้ำ โดยเป้าหมายของฝ่ายบริหารคือการทำให้ประชาชนสามารถเข้าถึง AI ระดับโปรได้ เพื่อลดข้อจำกัด เพิ่ม AI Literacy และยกระดับศักยภาพแรงงานไทย
นายไชยชนกยังชี้แจงถึงประเด็นการจัดซื้อผ่านตัวกลางว่า บริษัท AI ต่างประเทศไม่สามารถทำโครงการร่วมกับภาครัฐไทยได้โดยตรง และหากซื้อบริการตรงจากแพลตฟอร์มต่างชาติ ข้อมูลทั้งหมดจะถูกส่งไปประมวลผลในต่างประเทศ ทำให้ไม่สามารถนำข้อมูลมาใช้พัฒนาระบบการเรียนรู้และบุคลากรของไทยได้ รวมถึงไม่สามารถกำหนดทิศทางหรือปกป้องอธิปไตยข้อมูลของประเทศได้
“ที่บอกว่ามีฟรีทำไมต้องจ่ายเงิน หากอยากเป็นรัฐมนตรีดีอี ผมไม่คิดว่าต้องมาอธิบายคำว่าฟรีกับโปร มีศักยภาพและผลิตผลที่แตกต่างกันขนาดไหน” นายไชยชนกกล่าว พร้อมยืนยันว่าโครงการนี้มีความคุ้มค่า เพราะใช้งบเฉลี่ยเพียง 27 บาทต่อคนต่อเดือน และมีระบบการเรียนรู้ควบคู่กันไป ซึ่งระบุว่า ถูกกว่าสิงคโปร์กว่า 20 เท่า
นายไชยชนกกล่าวด้วยว่า หากยังมีข้อสงสัยเรื่องความโปร่งใสก็สามารถดำเนินการตรวจสอบได้ พร้อมยืนยันว่า “หากผมคิดจะโกงเรื่อง AI แล้วทำให้ถูกขนาดนี้และทั่วถึงประชาชนได้หรือไม่” พร้อมกล่าวทิ้งท้ายว่า “ใครได้รับงานในโครงการนี้ไม่ใช่ประเด็น และไม่ใช่เรื่องของผม เพราะหน้าที่ของผมคือการมอบนโยบายให้ประชาชนได้ประโยชน์สูงสุด ใครประมูลผ่าน ใครรับงานไป ก็ต้องทำตามนโยบายที่วางไว้ให้ได้ หากทำไม่ได้ผมก็ต้องจัดการ ดังนั้น ใครจะได้งานนี้ไป ผมไม่สน”




