'อภิสิทธิ์' แถลงฟาด 'เอกนัฏ' ไม่ปรับโครงสร้างราคาพลังงานตามสัญญา ใช้กองทุนน้ำมันพยุงราคา เตรียมผลักภาระค่าไฟให้ประชาชนที่ใช้ไฟเกิน 400 หน่วย
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้แถลงวิพากษ์วิจารณ์การบริหารงานด้านพลังงานของ นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน (รมว.พลังงาน) โดยระบุว่า ไม่มีการปรับโครงสร้างพลังงานตามที่เคยกล่าวไว้ ทั้งยังกลับมาใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงในการแบกรับภาระ นอกจากนี้ รัฐบาลยังเตรียมผลักภาระค่าไฟฟ้าให้กับประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มที่ใช้ไฟเกิน 400 หน่วยขึ้นไป
นายอภิสิทธิ์ ระบุว่า ก่อนหน้านี้ นายเอกนัฏได้มีโอกาสชี้แจงต่อสภาฯ และอภิปรายตอบกระทู้หลายครั้ง โดยแสดงท่าทีขึงขังว่าจะดำเนินการปรับโครงสร้างพลังงาน และพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับกลุ่มทุน รวมถึงผู้ที่ได้ประโยชน์ในธุรกิจพลังงาน แต่การดำเนินงานกลับไม่เป็นไปตามนั้น ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์ได้เรียกร้องมาโดยตลอดว่า หากรัฐบาลเอาจริงเอาจังกับเรื่องนี้ ประชาชนก็ไม่จำเป็นต้องเผชิญกับวิกฤตค่าครองชีพและรายได้ จนกลายเป็นเงื่อนไขให้รัฐบาลนำมาใช้เป็นข้ออ้างในการกู้เงินกว่า 4 แสนล้านบาท
นายอภิสิทธิ์ ระบุด้วยว่า เดิมที รมว.พลังงาน แถลงว่าจะมีการปรับโครงสร้างพลังงานทั้งหมด และยกเลิกการอ้างอิงราคาหน้าโรงกลั่นสิงคโปร์ ก่อนที่จะเริ่มเป็นรูปธรรมมากขึ้นผ่านการใช้ระบบที่เรียกว่า ‘สิงคโปร์ดิสเคานต์’ หรือการหักลดราคาหน้าโรงกลั่น แต่หลังจากที่หลายฝ่ายไม่ได้ติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด รัฐบาลก็ไม่มีการลดราคาดังกล่าวอีกต่อไป และหากดูในรายละเอียดจะพบว่า มีการนำกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงกลับมาแบกรับภาระส่วนนี้ เพื่อตรึงราคาขายปลีกหน้าสถานีบริการน้ำมันไว้
“เราตั้งข้อสังเกตว่า จากเดิมที่มีการรายงานค่าการกลั่น ซึ่งเป็นการคำนวณส่วนต่างระหว่างราคาน้ำมันดิบที่นำเข้ากับราคาอ้างอิงที่สิงคโปร์ แต่ปัจจุบันกลับมีความพยายามในการปรับเปลี่ยนค่าการกลั่นส่วนนี้ โดยระบุว่าอาจมีค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น ซึ่งเรื่องนี้เข้าใจได้ แต่กลับไม่มีความโปร่งใสเลยว่าเป็นต้นทุนที่แท้จริงหรือไม่ ประเด็นนี้จึงต้องตั้งคำถามว่า เหตุใดท่าน รมว.พลังงาน จึงไม่ดำเนินการที่บอกกับสภาฯ ถอยเพราะอะไร เรามองว่าไปยังไม่ถึงกลางซอยเลยนะครับ ผมไม่ทราบไปเห็นอะไรอยู่ท้ายซอย เป็นนักเลงหรืออะไร จึงถอยกลับมา” นายอภิสิทธิ์กล่าว
นอกจากนี้ หากถามว่ามีความเข้าใจผิดในเรื่องส่วนต่างจาก ‘ลาภลอย’ หรือไม่ พรรคประชาธิปัตย์มองว่า ผลกำไรของโรงกลั่นในไตรมาสแรกที่ผ่านมา เป็นบทพิสูจน์ที่ชัดเจนแล้วว่าเรื่องเหล่านี้มีอยู่จริง และ รมว.พลังงาน ก็ไม่ได้ดำเนินการตามที่เคยกล่าวไว้ว่า จะให้กลุ่มโรงกลั่นหรือกลุ่มธุรกิจน้ำมัน เข้ามาร่วมรับผิดชอบในการดูแลและแก้ไขปัญหาปากท้องให้กับพี่น้องประชาชน
ประเด็นถัดมาเป็นเรื่องในลักษณะเดียวกันคือ ‘เรื่องค่าไฟ’ นายอภิสิทธิ์ระบุว่า รมว.พลังงาน เคยประกาศว่าจะเอาจริงกับกลุ่มทุนเพื่อทำให้ค่าไฟฟ้าถูกลง รวมถึงมีนโยบายหาเสียงที่ระบุว่า ค่าไฟ 200 หน่วยแรกจะอยู่ที่ราคาหน่วยละ 3 บาท แต่ข้อเสนอของพรรคประชาธิปัตย์จากการอภิปรายหลายครั้งชี้ชัดว่า หากจะทำเช่นนั้น สิ่งที่ต้องรีบเข้าไปตรวจสอบคือ ‘สูตรการคำนวณค่าไฟฟ้า’ ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับค่าการกลั่นน้ำมัน กล่าวคือ เมื่อใดที่ต้นทุนเพิ่มขึ้น ผู้ประกอบการในธุรกิจไฟฟ้าก็จะมีส่วนต่างเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
แต่เมื่อไม่มีการรื้อสูตรคำนวณตรงนี้ อัตราค่าไฟเฉลี่ยที่รัฐบาลใช้จึงยังคงเป็นสูตรเดิม แล้วใช้วิธีลดราคาตามนโยบายหาเสียงชั่วคราว โดยผลักภาระทั้งหมดไปให้กลุ่มผู้ที่ใช้ไฟเกิน 400 หน่วยขึ้นไป ขณะที่กลุ่มที่ทำธุรกิจไฟฟ้ากลับไม่ได้รับผลกระทบใดๆ เพราะกระทรวงพลังงานยังคงใช้สูตรคำนวณเดิม




