'กรณ์' สส.ประชาธิปัตย์ โพสต์เฟซบุ๊กตั้งข้อสังเกตโครงการ TH-AI Passport วงเงินกว่า 1,600 ล้าน แจกสิทธิ์ใช้งานให้ประชาชน 5 ล้านคน ใช้งบมหาศาลในลักษณะเช่าบริการระยะสั้นที่ไม่ก่อให้เกิดทรัพย์สินประเทศ แถมหมดสัญญาไม่ได้เป็นเจ้าของ พร้อมตั้งคำถามถึงความคุ้มค่า ความโปร่งใส เสนอให้นำงบไปลงทุนโครงสร้างพื้นฐานพัฒนาเทคโนโลยีบุคลากรไทยสร้างประโยชน์ระยะยาวมากกว่า
สำนักช่าว Next News รายงานว่า เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2569 นายกรณ์ จาติกวณิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฏร (สส.)พรรคประชาธิปัตย์ และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว ข้อสังเกตและวิจารณ์โครงการ TH-AI Passport วงเงินกว่า 1,600 ล้านบาท ว่าเป็นการใช้งบมหาศาล แต่ยังไม่ชัดว่าประเทศได้อะไร เป็นการจ่ายค่าเช่า มากกว่าการสร้างทรัพย์สินของประเทศ Data Center อยู่ในไทย ไม่ได้แปลว่าไทยเป็นเจ้าของเทคโนโลยี ตั้งคำถามเรื่องความโปร่งใสของ TOR พร้อมระบุว่ารัฐบาลกำลังใช้เงินภาษีจำนวนมากเพื่อ "เช่าใช้ AI" เพียง 1 ปี แทนที่จะลงทุนสร้างโครงสร้างพื้นฐานและทรัพย์สินทางเทคโนโลยีที่ประเทศไทยเป็นเจ้าของในระยะยาว และเรียกร้องให้มีการตรวจสอบความคุ้มค่า ความโปร่งใส และผลประโยชน์ที่ประเทศจะได้รับจากโครงการดังกล่าวอย่างละเอียด
มีรายละเอียดดังต่อไปนี้
ยาวหน่อยนะครับ มาทำความเข้าใจด้วยกันเรื่องที่เป็นประเด็นอยู่อีกเรื่องหนึ่ง
ช่วงสองสามวันที่ผ่านมา โครงการ TH-AI Passport มูลค่ากว่า 1,600 ล้านบาท เป็นประเด็นร้อนหลังคุณภาวุธ พงษ์วิทยภานุ จากพรรคประชาชน ตั้งกระทู้สดถามรัฐมนตรีดีอี ไชยชนก ชิดชอบ ถึงข้อพิรุธในสภา วันนั้นผมนั่งฟังอยู่ด้วยตนเอง ในห้องประชุมมี สส. อยู่ไม่กี่คน น่าจะเป็นเพราะแยกย้ายกันประชุมกรรมาธิการในห้องต่างๆ
พอป้อมเริ่มถามคำถามแรก ผม text ไปในกลุ่ม ปชป. ทันที บอกว่า “มีกระทู้สดเรื่องที่พวกเราแกะกันอยู่ ป้อมถามดี ไชยชนกกำลังจะตอบ”
เรื่องนี้ยิ่งติดตามก็ยิ่งพบว่าตัวโครงการมีปัญหา สมควรที่สังคมจะตั้งคำถามว่างบประมาณก้อนนี้ถูกใช้ไปอย่างคุ้มค่า เหมาะสม และมีทางเลือกอื่นที่ดีกว่านี้ไหม
และก้าวต่อไปของฝ่ายค้าน คืออาทิตย์นี้ได้เชิญกระทรวง DE มาชี้แจงกรรมาธิการ ปปง. ที่คุณพิทักษ์เดช เดชเดโช นั่งเป็นประธาน โดยเราประสานให้ป้อม ภาวุธ มาร่วมแจมด้วย เรื่องนี้ผมปรึกษาผู้ที่อยู่ในวงการหลายคน ตั้งคำถามเพื่อทำความเข้าใจ
1. เงินเป็นพันล้านที่จ่ายไป ประเทศได้อะไรงอกเงยขึ้นมา และได้ประโยชน์จริงกี่คน
รัฐบาลอธิบายว่าจะแจกสิทธิ์ใช้งาน AI ระดับ Pro ให้คนไทย 5 ล้านคนฟรี 1 ปี โดยดึงเงินจากกองทุน DE Fund เฉลี่ย 324 บาทต่อคนต่อปี ทั้งที่ฟังก์ชันพื้นฐานส่วนใหญ่ประชาชนเข้าถึงแบบฟรีได้อยู่แล้ว ที่น่าคิดคือตัวเลข 5 ล้านคน จากข้อมูลที่เปิดเผยในชั้นกรรมาธิการ ดูเหมือนไม่ได้เริ่มมาจากฐานความต้องการจริง แต่เริ่มจากการรู้ว่ากองทุนมีเงินเหลือประมาณ 1,600 ล้านบาท แล้วนำมาตั้งโครงการทอนกลับมาให้พอดีกับวงเงิน
ที่สำคัญโครงการนี้มีความย้อนแย้งอย่างมากในเชิงพฤติกรรมการใช้งานจริง สำหรับประชาชนทั่วไป ปัจจุบันแพลตฟอร์มระดับโลกล้วนเปิดให้ใช้งานได้ฟรีอยู่แล้ว ซึ่งศักยภาพของเวอร์ชันฟรีนั้นเก่งเกินพอสำหรับการแปลภาษา สรุปเอกสาร หรือใช้งานทั่วไปในชีวิตประจำวัน สิ่งที่คนส่วนใหญ่ขาดจึงไม่ใช่สิทธิ์ตัว Pro แต่คือทักษะความเข้าใจ AI Literacy การแจกตัว Pro ปูพรมโดยไม่สร้างทักษะให้ประชาชน ส่วนนักพัฒนากลุ่ม builders ที่ขับเคลื่อนนวัตกรรม คนกลุ่มนี้หากเขาต้องนำ AI ไปพัฒนาในระดับสูง แพ็กเกจ Pro รายเดือนแบบที่รัฐแจกก็ไม่พอใช้งานเพราะติดข้อจำกัดโควตาคำสั่งต่อชั่วโมง
ทีมงานผมอธิบายให้ผมฟังว่า คนทำงานจริงต้องการใช้ผ่าน API ที่คิดเงินตามปริมาณ Token รัฐกำลังเอาเงินพันกว่าล้านไปเหมาซื้อตัว Pro มาแจกปูพรมให้คนที่ไม่จำเป็นต้องใช้ ส่วนคนที่จะใช้งานลึกๆ รัฐก็ไม่ได้ซัพพอร์ตระบบขั้นสูงให้เขา แล้วในบรรดาสิทธิ์ 5 ล้านคนนี้ จะมีคนที่นำไปใช้งานจนสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจได้จริงกี่คน ที่สำคัญในระบบสัญญาเช่าใช้แบบ subscription พอครบ 1 ปีถ้าประชาชนใช้ไม่หมดก็คือทิ้งทันที เงินถูกโอนไปแล้วเต็มจำนวน สิทธิ์ที่เหลือจะถูกตัดทิ้งและแปรสภาพเป็นกำไรสุทธิส่วนเกินเข้ากระเป๋าผู้รับจ้างไปแบบเหนาะๆ โดยที่รัฐไม่สามารถเรียกเงินคืนหรือทบยอดมาใช้ต่อได้เลย
ผมว่าข้อเท็จจริงท้ายสุดนี่แย่มาก
หลักคิดของผมง่ายๆ เลยคือเมื่อเราใช้เงินระดับพันล้าน สิ่งที่รัฐต้องวัดไม่ใช่แค่ มีคนกดรับสิทธิ์ไหม แต่ต้องตอบว่า เศรษฐกิจไทยได้อะไรเพิ่มขึ้นจากเงินก้อนนี้
2. เรากำลังจ่ายค่าเช่าทิ้งรายปีแทนการสร้างสินทรัพย์
เจตนารมณ์ตามกฎหมายของกองทุน DE Fund คือต้องใช้เพื่อการพัฒนาแกนหลักและลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลระยะยาวของประเทศ แต่โครงการนี้กลับมีลักษณะเป็นงบดำเนินการหรือโอเปกซ์ คือการควักเงินก้อนใหญ่ไปจ่ายค่าเช่าใช้บริการแบบปีต่อปี ซึ่งครบปีเงินกว่า 1,600 ล้านบาทนี้ก็หมดไปพร้อมกับสิทธิ์ใช้งานของประชาชน แถมกระบวนการอนุมัติยังใช้กลไกของบอร์ดกองทุนเคาะจบโดยไม่ต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบงบประมาณสามวาระตามปกติของสภาผู้แทนราษฎร การที่รัฐชี้แจงว่าวิธีนี้คุ้มค่าเมื่อเทียบกับการลงทุนพัฒนาบุคลากรจึงเป็นการมองที่ผิดทิศผิดทาง เพราะการขนเงินไปซื้อสิทธิ์โมเดลสำเร็จรูปให้คนทดลองใช้คือการสร้าง Users เท่านั้น ไม่ใช่การสร้างผู้สร้างเทคโนโลยี อย่าง Builders และเมื่อสิ้นสุดสัญญารายปี ประเทศไทยก็ต้องเดินตัวเปล่าออกมาโดยไม่ได้ถือครองสินทรัพย์ทางเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมใดๆ ไว้เลย
3. เซิร์ฟเวอร์ที่ตั้งในไทยไม่ได้แปลว่าเราเป็นเจ้าของข้อมูล
นี่คือจุดที่สร้างความสับสนมากที่สุด เพราะรัฐบาลมักชี้แจงว่าโครงการนี้รันอยู่ใน Data Centre ที่ตั้งอยู่ในประเทศไทย ข้อมูลผู้ใช้งานและคำสั่งหรือ Prompt จะถูกจัดเก็บไว้บน Cloud ภายในประเทศ โดยผู้ให้บริการ AI จะเข้าถึงข้อมูลในรูปแบบนิรนามและยืนยันว่าช่วยปกป้องอธิปไตยทางข้อมูล แต่ในความเป็นจริงเราต้องแยกให้ออกระหว่างอาคารสถานที่สิ่งปลูกสร้าง กับสิทธิ์ในการเป็นเจ้าของเทคโนโลยี
แม้บริษัทต่างชาติจะมาลงทุนตั้งตึก Data Centre ในไทย แต่ซอฟต์แวร์ ตัวโมเดล AI และคลังข้อมูลพฤติกรรมการสั่งงานหลังบ้านซึ่งเป็นส่วนที่สร้างมูลค่าและทำกำไรสูงสุดยังเป็นของต่างชาติ 100% ดังนั้นการทำสัญญาเช่าใช้แบบนี้ต่อให้ตึกตั้งอยู่ในประเทศ ทันทีที่หมดสัญญาเช่าระบบก็พร้อมจะถูกดึงปลั๊กออก เม็ดเงินและคุณค่าทางเทคโนโลยีก็ไหลออกนอกประเทศอยู่ดี
4. ความโปร่งใสใน TOR
ทีมงานผมขยายความว่า เอกสารประกวดราคาโครงการนี้กำหนดรายละเอียดไว้หลวมมาก ค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่สุด 1,500 ล้านบาท ระบุเพียงกว้างๆ ว่าเป็น ค่า Token ของ AI โดยไม่บอกสัดส่วนแบรนด์ที่ชัดเจนทำให้ตรวจสอบระบบหลังบ้านไม่ได้ นอกจากนี้ยังกำหนดให้รองรับการใช้งานพร้อมกัน 500,000 รายต่อชั่วโมง และเมื่อคำนวณจริง พบว่าจะรองรับได้เพียง 139 รายต่อวินาทีเท่านั้น จะรองรับพอกับความต้องการได้อย่างไร
นี่ยังไม่รวมกรอบเวลาประมูลที่เร่งรีบจบใน 34 วันช่วงหยุดยาวปีใหม่ และท่าทีของรัฐมนตรีดีอีที่ตอบกระทู้ว่าใครจะได้รับงานไม่ใช่เรื่องที่ตนต้องสนใจ ซึ่งในฐานะผู้บริหารสูงสุดจะปฏิเสธความรับผิดชอบในการกำกับดูแลเงินภาษีและการดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมายให้โปร่งใสไม่ได้ครับ
5. ผมถามทีมงานว่า เรามีทางเลือกในการใช้เงินกว่า 1600 ล้านนี้แบบที่ยั่งยืนกว่าการเช่าสิทธิแค่ 1 ปี โดยไม่ได้มีกรรมสิทธิข้อมูลหรือไม่?
คำตอบคือ แทนที่จะจ่ายค่าเช่าระบบให้ต่างชาติแบบปีต่อปี รัฐบาลควรนำเงินมาจัดสรรใหม่เพื่อสร้างรากฐานที่คุ้มค่ากว่า ยกตัวอย่างนะครับ
- เปลี่ยนเงินก้อนนี้ให้เป็นงบลงทุนเพื่อจัดซื้อกำลังการประมวลผลประสิทธิภาพสูงหรือ GPU Clusters ของตัวเอง แล้วนำไปฝากวางร่วมใน Data Centre ของเอกชนที่มีอยู่แล้วในประเทศ เครื่องมือเหล่านี้มีอายุใช้งาน 3 ถึง 5 ปี เราสามารถเปลี่ยนงบให้เป็นสมบัติแผ่นดินที่สตาร์ทอัพและนักพัฒนาไทยได้ใช้ต่อโดยไม่ต้องจ่ายค่าเช่าใหม่ และทำให้คนไทยได้เป็นเจ้าของร่วมกันในห่วงโซ่มูลค่าของนวัตกรรมอย่างแท้จริง
- หรือผลักดันไทยเป็น AI Builder Hub ยุทธศาสตร์ชาติเชิงรุกแบบที่ทางพรรคประชาธิปัตย์เราเสนอ ด้วยการปรับโจทย์จากการไล่ตามเทคโนโลยี มาเป็นการปักหมุดสร้างระบบนิเวศนวัตกรรม นำร่องโดยใช้พื้นที่ว่างภาครัฐ เช่น อาคารโรงงานยาสูบ 5 มาแปลงสภาพเป็นโครงสร้างพื้นฐานเชื่อมต่อศูนย์ประมวลผลที่รัฐถือครอง เพื่อเปิดพื้นที่ Sandbox ให้สตาร์ทอัพและทีมขนาดเล็ก (เช่น ทีมงานเพียง 2 คน) สามารถเข้ามาทดลองปล่อยของ สร้างโปรดักต์ AI ที่ขายได้จริงและสร้างรายได้ในตลาด ควบคู่กับการใช้กลไกจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐดึงสถาบันการเงิน แหล่งทุน และบริษัท Global Tech ชั้นนำเข้ามาลงทุนร่วม เพื่อเปิดทางให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีและการจ้างงานงานระดับสูง ยกระดับไทยสู่ศูนย์กลางนวัตกรรมที่แท้จริง
- หรือเปลี่ยนงบแจกมาเป็นทุนสนับสนุนในรูปแบบ คูปองนวัตกรรมแบบที่รัฐบาลร่วมสามารถร่วมลงทุนกับเอกชนเพื่อให้ SME นำไปจัดจ้างผู้เชี่ยวชาญหรือซื้อระบบ AI ที่ตรงความต้องการเฉพาะทางจริง
- หรือเลือกลงทุนพัฒนาโมเดลภาษาไทยและจัดทำคลังข้อมูลอัจฉริยะร่วมกับมหาวิทยาลัยในเรื่องเฉพาะทางหรือนิชที่ยังติดขัดเรื่องการเข้าถึงข้อมูล เพื่อให้ประเทศมีสินทรัพย์ทางปัญญาเป็นของตัวเองในระยะยาว
การให้คนไทยใช้ AI เป็นเรื่องดีครับ แต่รัฐบาลจะต้องทบทวนว่างบพันล้านก้อนนี้ เศรษฐกิจไทยได้ประโยชน์อะไร ใครจะได้ใช้จนเกิดมูลค่าจริง และระหว่างการเอาเงินไปถมกำไรให้ต่างชาติผ่านสัญญาเช่าที่ใช้ไม่หมดก็ต้องทิ้งไปกับการปักเสาเข็มสร้างโครงสร้างพื้นฐาน AI ที่คนไทยเป็นเจ้าของร่วมกันอย่างแท้จริง แบบไหนจะคุ้มค่าเงินภาษีของประชาชนมากกว่ากัน




