สภาผู้บริโภค - โคแฟค ยื่น ‘กสทช.’ เร่งโรดแมปหวั่นฟรีทีวีดับก่อนใบอนุญาตหมดปี 2572 กระทบผู้สูงอายุ - ครัวเรือนรายได้น้อย จี้คลอดกติกาดูแล OTT ให้แข่งขันเป็นธรรม คุ้มครองข้อมูลส่วนตัว คัดกรองเนื้อหา - โฆษณา
สำนักข่าว Next News รายงานเมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2569 ว่า ที่สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) นางสาวสุภิญญา กลางณรงค์ ประธานอนุกรรมการด้านการสื่อสาร โทรคมนาคม และเทคโนโลยีสารสนเทศ สภาผู้บริโภค ผู้ร่วมก่อตั้งภาคีโคแฟค (ประเทศไทย) และอดีตกรรมการ กสทช. พร้อมเครือข่ายองค์กรผู้บริโภค ยื่นหนังสือถึงประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) โดยมีนายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รักษาการแทนเลขาธิการ กสทช. เป็นผู้แทนรับมอบหนังสือ
นางสาวสุภิญญากล่าวว่า สภาผู้บริโภค ร่วมกับโคแฟค ประเทศไทย ยื่นหนังสือเรียกร้องให้เร่งรัดและเปิดเผยโรดแมป) กิจการโทรทัศน์และการแพร่ภาพและเสียงของประเทศไทย พ.ศ. 2569 - 2573 หรือโรดแมปทีวีดิจิทัล พร้อมเร่งกำหนดแนวทางกำกับดูแลบริการกระจายเสียงหรือโทรทัศน์ผ่านอินเทอร์เน็ต (OTT) ก่อนใบอนุญาตทีวีดิจิทัลภาคพื้นดินจะหมดอายุในปี 2572 เพื่อไม่ให้จอโทรทัศน์ของประชาชนต้องดับ และคุ้มครองสิทธิผู้บริโภคในยุคที่คนไทยรับชมคอนเทนต์ผ่านหลายช่องทางมากขึ้นทุกวัน
“การที่ กสทช. ปล่อยให้วาระโรดแมปทีวีดิจิทัลและแผนกำกับ OTT ค้างมานานหลายปี เท่ากับผลักความเสี่ยงทั้งหมดมาไว้บนบ่าของประชาชน ถ้าใบอนุญาตหมดในปี 2572 แต่ยังไม่มีแผนรองรับที่ชัดเจน ปลายทางก็คือจอดับ และคนที่เจ็บหนักที่สุดไม่ใช่คนเมืองที่ดูสตรีมมิ่งได้ แต่เป็นผู้สูงอายุกับครอบครัวรายได้น้อยที่ยังเปิดฟรีทีวีดูข่าวทุกวัน ฟรีทีวีสำหรับคนกลุ่มนี้ไม่ใช่ความบันเทิง แต่เป็นช่องทางรับรู้ข่าวสารหลักของเขา” นางสาวสุภิญญา กล่าว
นางสาวสุภิญญากล่าวว่า คลื่นความถี่เป็นสมบัติสาธารณะ การวางอนาคตของกิจการโทรทัศน์จึงต้องเอาประโยชน์ของผู้บริโภคเป็นตัวตั้ง ไม่ใช่ปล่อยให้ความล่าช้ากลายเป็นช่องว่างให้กลุ่มทุนรายใหญ่เข้ามาผูกขาด ซึ่งที่ผ่านมาสภาผู้บริโภคติดตามเรื่องนี้มาต่อเนื่อง เพราะเห็นว่าโรดแมปที่ไม่ชัดเจนไม่ได้กระทบแค่ผู้ประกอบการ แต่กระทบสิทธิในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของคนทั้งประเทศร่วมด้วย
นางสาวสุภิญญากล่าวว่า สำหรับบริการ OTT ที่กำลังกลายเป็นช่องทางดูคอนเทนต์หลักของคนไทย ทุกวันนี้กติกายังไม่ชัดและไม่เท่าเทียม ผู้ให้บริการในประเทศต้องอยู่ใต้กฎหมายที่เข้มงวด ขณะที่แพลตฟอร์มข้ามชาติยังไม่ถูกกำกับดูแล เราอยากเห็นสนามแข่งขันที่เป็นธรรม คนทำธุรกิจในไทยกับแพลตฟอร์มต่างชาติต้องอยู่ภายใต้กติกาเดียวกัน และที่สำคัญที่สุดคือผู้บริโภคต้องได้รับการคุ้มครองจริง ทั้งความปลอดภัยของข้อมูลส่วนตัว การคัดกรองเนื้อหาและโฆษณาที่ไม่เหมาะสมโดยเฉพาะกับเด็กและเยาวชน และเวลาเกิดความเสียหายขึ้นมา ต้องมีที่ให้ร้องเรียนและมีการเยียวยาที่ทำได้จริง ไม่ใช่ร้องไปแล้วเงียบหาย
รายงานข่าวแจ้งว่า สำหรับเนื้อหาในหนังสือที่สภาผู้บริโภคและโคแฟค ประเทศไทย ยื่นต่อ กสทช.นั้น ได้เสนอข้อเรียกร้องสำคัญ 3 เรื่อง ได้แก่
1) เร่งรัดและเปิดเผยแผนโรดแมป กิจการโทรทัศน์ฯ เพื่อไม่ให้ความล่าช้าลุกลามจนจอดับ และเพื่อให้เอกชนกับผู้เกี่ยวข้องวางแผนลงทุนและพัฒนาเทคโนโลยีให้สอดคล้องกับทิศทางของ กสทช.
2) เร่งกำหนดแนวทางกำกับดูแล OTT ให้มีกรอบกติกาที่ชัดเจน เหมาะกับบริบทปัจจุบัน และส่งเสริมการแข่งขันอย่างเป็นธรรมระหว่างผู้ให้บริการในประเทศกับต่างประเทศ
3) เร่งมาตรการคุ้มครองผู้บริโภคบนบริการ OTT และสื่อดิจิทัล ทั้งความปลอดภัยของข้อมูลและสิทธิความเป็นส่วนตัว ความปลอดภัยของเนื้อหาและโฆษณา ไปจนถึงการรับเรื่องร้องเรียนและเยียวยาเมื่อผู้บริโภคได้รับความเสียหาย
ทั้งนี้ โคแฟค ประเทศไทย ในฐานะเครือข่ายภาคประชาสังคมที่ทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริงร่วมกับประชาชน มองว่า การมีกติกากำกับ OTT และสื่อดิจิทัลที่ชัดเจน จะช่วยลดความเสี่ยงจากข้อมูลเท็จและเนื้อหาบิดเบือนที่แพร่เร็วมากบนแพลตฟอร์มออนไลน์ ซึ่งกระทบโดยตรงตอสิทธิของผู้บริโภคที่จะได้รับข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้อง
รายงานข่าวแจ้งว่า ก่อนหน้านี้กลุ่มผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลเรียกร้องให้ กสทช. เร่งจัดทำโรดแมปก่อนใบอนุญาตสิ้นสุดในปี 2572 ขณะที่ในการพิจารณาร่างแผนแม่บททีวีดิจิทัลดังกล่าว บอร์ด กสทช. เห็นพ้องแล้วว่ามีอำนาจกำกับดูแลแพลตฟอร์ม OTT และผ่านการพิจารณาบางประเด็น เช่น การคุ้มครองผู้บริโภคจากเนื้อหาที่เป็นเท็จหรือบิดเบือน แต่ในภาพรวมยังไม่มีการประกาศโรดแมปและแนวทางกำกับ OTT อย่างเป็นทางการออกมา ทำให้ทั้งผู้บริโภคและผู้ประกอบการยังไม่เห็นทิศทางที่แน่นอน โดยภาคประชาชนย้ำว่า ข้อเรียกร้องครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อปกปองสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนตามรัฐธรรมนูญ ที่คนไทยทุกคนต้องเข้าถึงคลื่นความถี่เพื่อประโยชน์สาธารณะอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม ควบคู่กับการทำให้อุตสาหกรรมโทรทัศน์ไทยแข่งขันได้และเดินต่อได้อย่างยั่งยืน
ด้านนายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รักษาการแทนเลขาธิการ กสทช. กล่าวหลังจากรับหนังสือว่า จะไม่ปล่อยให้ทีวีจอดำ ก่อนใบอนุญาตทีวีดิจิทัลภาคพื้นดินจะหมดอายุในปี 2572 แน่นอน คณะกรรมการ กสทช. กำลังเร่งพิจารณาแผนแม่บทให้เสร็จ หลังจากสิ้น กสทช. จะทำโรดแมปต่อทันที เพื่อกำหนดรูปแบบการดำเนินงานในอนาคต




