'กกพ.' เปิดรับฟังความเห็นค่าเอฟที งวด ก.ย. – ธ.ค.69 ใน 4 ทางเลือก ไม่มีลดลง ดีสุดเท่าเดิม 3.95 บาท/หน่วย หรือจะพุ่งถึง 4.73 บาท/หน่วย
สำนักข่าว Next News รายงานว่า เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคมนายพูลพัฒน์ ลีสมบัติไพบูลย์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) ในฐานะโฆษก กกพ. เปิดเผยว่า ในการประชุม กกพ. เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2569 ได้มีมติให้เปิดรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับอัตราค่าไฟฟ้าผันแปร (ค่าเอฟที) สำหรับการเรียกเก็บค่าไฟฟ้าในงวดเดือนกันยายน – ธันวาคม 2569 ใน 4 กรณี โดยมีอัตราค่าไฟฟ้าเฉลี่ย (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) อยู่ระหว่าง 3.95 – 4.73 บาทต่อหน่วย เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนผู้ใช้ไฟฟ้า และผู้มีส่วนได้เสียร่วมแสดงความคิดเห็น ก่อนที่ กกพ. จะพิจารณาประกาศอัตราค่าค่าเอฟที ต่อไป
นายพูลพัฒน์กล่าวว่า การประมาณการค่าเอฟที ในรอบนี้ได้รับผลกระทบจากปัจจัยด้านต้นทุนเชื้อเพลิงหลายประการ โดยเฉพาะราคาก๊าซธรรมชาติ ราคาเชื้อเพลิงอ้างอิงในตลาดโลก และอัตราแลกเปลี่ยนที่ยังมีความผันผวน เป็นผลจากสถานการณ์พลังงานและปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์โลก ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าในภาพรวมปรับตัวสูงขึ้น แม้ว่าความต้องการใช้ไฟฟ้าในช่วงดังกล่าวจะมีแนวโน้มลดลงตามฤดูกาลก็ตาม
"กกพ. ยังคงให้ความสำคัญกับการสร้างสมดุลระหว่างการสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงกับการบรรเทาผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน โดยพิจารณาทางเลือกในการบริหารจัดการต้นทุนอย่างเหมาะสม รวมถึงการนำเงินเรียกคืนผลประโยชน์ส่วนเกิน (Claw back) และการบริหารภาระต้นทุนคงค้าง (AF) มาประกอบการกำหนดอัตราค่าไฟฟ้า เพื่อให้การกำหนดอัตราค่าไฟฟ้าเป็นไปอย่างเหมาะสม โปร่งใส และไม่กระทบต่อความมั่นคงของระบบไฟฟ้าและเสถียรภาพทางการเงินของรัฐวิสาหกิจด้านพลังงานในระยะยาว"นายพูลพัฒน์กล่าว
นายพูลพัฒน์กล่าวว่า ที่ผ่านมา กกพ. ทยอยบริหารภาระต้นทุนคงค้าง (AF) อย่างต่อเนื่อง ภายหลังการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) รับภาระต้นทุนเชื้อเพลิงและค่าซื้อไฟฟ้าแทนประชาชนในช่วงวิกฤตราคาพลังงานที่ผ่านมา ส่งผลให้ภาระต้นทุนคงค้างของ กฟผ. ลดลงอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันคงเหลือ 31,268 ล้านบาท ทั้งนี้ ในการเปิดรับฟังความคิดเห็นครั้งนี้ กกพ. ได้นำเสนอทางเลือกการบริหารต้นทุนหลายแนวทาง รวมถึงการพิจารณานำเงินเรียกคืนผลประโยชน์ส่วนเกิน (Claw back) มาใช้บรรเทาผลกระทบต่อผู้ใช้ไฟฟ้า โดยจะนำความคิดเห็นที่ได้รับจากทุกภาคส่วนมาประกอบการพิจารณาก่อนมีมติกำหนดค่าเอฟทีต่อไป ทั้นี้ ทางเลือกการกำหนดค่าเอฟที สำหรับการเรียกเก็บค่าไฟฟ้าในงวดเดือนกันยายน – ธันวาคม 2569 มี 4 กรณี ดังนี้
กรณีที่ 1 ผลการคำนวณตามสูตรการปรับค่า Ft (จ่ายคืนภาระต้นทุนคงค้าง กฟผ. ทั้งหมด) ค่า Ft ขายปลีกเท่ากับ 94.82 สตางค์ต่อหน่วย ซึ่งจะเป็นการเรียกเก็บตามผลการคำนวณตามสูตรการปรับค่า Ft ที่สะท้อนแนวโน้มต้นทุนเดือนกันยายน - ธันวาคม 2569 (FAC) จำนวน 46.27 สตางค์ต่อหน่วย และเงินเรียกเก็บเพื่อชดเชยต้นทุนคงค้าง (AF) ที่เกิดขึ้นจริงของ กฟผ. จำนวน 31,268 ล้านบาท (หรือคิดเป็น 48.55 สตางค์ต่อหน่วย) โดย กฟผ. จะได้รับเงินที่รับภาระต้นทุนค่าเชื้อเพลิงและค่าซื้อไฟฟ้าแทนประชาชนในช่วงสภาวะวิกฤตของราคาพลังงานที่ผ่านมา คืนทั้งหมดภายในเดือนธันวาคม 2569 เพื่อนำไปชำระหนี้เงินกู้เพื่อเสริมสภาพคล่องให้มีสถานะทางการเงินคืนสู่สภาวะปกติโดยเร็ว ซึ่งเมื่อรวมค่า Ft ขายปลีกที่คำนวณได้กับค่าไฟฟ้าฐานที่ 3.78 บาทต่อหน่วย ส่งผลให้ค่าไฟฟ้าเฉลี่ย (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 4.73 บาทต่อหน่วย โดยค่าไฟฟ้าจะเพิ่มขึ้นร้อยละ 20 จากระดับ 3.95 บาทต่อหน่วยในงวดปัจจุบัน ทั้งนี้ ในการประมาณการดังกล่าว ยังไม่รวมถึงประมาณการรายการปรับปรุงค่าภาระต้นทุนคงค้างค่าก๊าซธรรมชาติ หรือ AFGas สำหรับเดือนกันยายน - ธันวาคม 2569 (งวดที่ 3) เป็นเงิน 2,580 ล้านบาท หรือคิดเป็นประมาณ 4.01 สตางค์ต่อหน่วย
กรณีที่ 2 กรณีต้นทุน FAC ประจำงวด (ข้อเสนอ กฟผ.) ค่า Ft ขายปลีก เท่ากับ 46.27 สตางค์ต่อหน่วย ซึ่งจะสะท้อนแนวโน้มต้นทุนเดือนกันยายน - ธันวาคม 2569 จำนวน 46.27 สตางค์ต่อหน่วย โดยกรณีนี้ กฟผ. จะรับภาระต้นทุน AF คงค้างสะสมจำนวน 31,268 ล้านบาท (หรือคิดเป็น 48.55 สตางค์ต่อหน่วย) ไว้แทนประชาชน ซึ่งเมื่อรวมค่า Ft ขายปลีกกับค่าไฟฟ้าฐานที่ 3.78 บาทต่อหน่วย ส่งผลให้ค่าไฟฟ้าเฉลี่ย (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 4.25 บาทต่อหน่วย โดยค่าไฟฟ้าจะเพิ่มขึ้นร้อยละ 8 จากระดับ 3.95 บาทต่อหน่วยในงวดปัจจุบัน
กรณีที่ 3 กรณีปรับปรุงราคา Pool Gas ให้เหมาะสมกับปัจจุบัน ตามแนวนโยบายกระทรวงพลังงาน โดย ปตท. พิจารณาร่วมกับ กฟผ. ปรับราคา Spot LNG ลดลงเป็น 17.6 เหรียญสหรัฐต่อล้านบีทียู ทำให้ประมาณการราคาก๊าซธรรมชาติเฉลี่ย 4 เดือน เท่ากับ 363.53 บาทต่อล้านบีทียู (ลดลงจากเดิม 11.4 บาทต่อล้านบีทียู) ส่งผลให้ค่า Ft ขายปลีก ที่สะท้อนแนวโน้มต้นทุนเดือนกันยายน - ธันวาคม 2569 เท่ากับ 41.27 สตางค์ต่อหน่วย (ลดลงจากกรณีที่ 2 จำนวน 5 สตางค์ต่อหน่วย) โดยกรณีนี้ กฟผ. จะรับภาระต้นทุน AF คงค้างสะสมจำนวน 31,268 ล้านบาท (หรือคิดเป็น 48.55 สตางค์ต่อหน่วย) ไว้แทนประชาชน ซึ่งเมื่อรวมค่า Ft ขายปลีกกับค่าไฟฟ้าฐานที่ 3.78 บาทต่อหน่วย ส่งผลให้ค่าไฟฟ้าเฉลี่ย (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 4.20 บาทต่อหน่วย โดยค่าไฟฟ้าจะเพิ่มขึ้นร้อยละ 6 จากระดับ 3.95 บาทต่อหน่วย ในงวดปัจจุบัน
กรณีที่ 4 กรณีปรับปรุงราคา Pool Gas ให้เหมาะสมกับปัจจุบัน ตามแนวนโยบายกระทรวงพลังงาน ร่วมกับ กกพ. พิจารณานำเงิน Claw back มาช่วยบรรเทาผลกระทบผู้ใช้ไฟฟ้า ส่งผลให้ค่า Ft ขายปลีก เท่ากับ 16.23 สตางค์ต่อหน่วย ซึ่งจะสะท้อนแนวโน้มต้นทุนเดือนกันยายน - ธันวาคม 2569 จำนวน 41.27 สตางค์ต่อหน่วย โดยกรณีนี้ กฟผ. จะรับภาระต้นทุน AF คงค้างสะสมจำนวน 31,268 ล้านบาท (หรือคิดเป็น 48.55 สตางค์ต่อหน่วย) ไว้แทนประชาชน ร่วมกับ กกพ. พิจารณานำเงินเรียกคืนผลประโยชน์ส่วนเกินที่การไฟฟ้าเก็บรักษาไว้ (Claw back) ทั้งหมดจำนวน 16,127.17 ล้านบาท (หรือคิดเป็น 25.04 สตางค์/หน่วย) มาช่วยลดภาระค่าไฟฟ้าในสถานการณ์วิกฤตพลังงานโลก ซึ่งเมื่อรวมค่า Ft ขายปลีกกับค่าไฟฟ้าฐานที่ 3.78 บาทต่อหน่วย ส่งผลให้ค่าไฟฟ้าเฉลี่ย (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) เท่ากับ 3.95 บาทต่อหน่วย คงที่เท่ากับในงวดปัจจุบัน
นายพูลพัฒน์กล่าวว่า กกพ. เปิดรับฟังความคิดเห็นผ่านทางเว็บไซต์สำนักงาน กกพ. (www.erc.or.th) ตั้งแต่วันที่ 13 - 20 กรกฎาคม 2569 เพื่อนำมาประกอบการพิจารณาร่วมกับข้อมูลด้านต้นทุนเชื้อเพลิง ภาระต้นทุนคงค้าง และผลกระทบต่อผู้ใช้ไฟฟ้า ก่อนที่ กกพ. จะพิจารณาประกาศอัตราค่าเอฟที สำหรับการเรียกเก็บค่าไฟฟ้าในงวดเดือนกันยายน – ธันวาคม 2569 ต่อไป




