กสทช.’ ฟ้องกันนัว 6 คดี ปั่นวาทกรรม ‘ยุบ กสทช.ไปเถอะ’ ข้องใจเป็นยุทธวิธีเบี่ยงเบนประเด็น ย้ายเป้าหมายความผิด ปกปิดแก่นกลางปัญหาที่แท้จริงหรือไม่
ความปั่นป่วนวุ่นวายในคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(กสทช.) ไม่ใช่มีแค่ประเด็นที่กรรมการสรรหา กสทช.มีมติว่านพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. มีลักษณะต้องห้าม และถือว่าสละสิทธิในการเข้ารับตำแหน่งกรรมการ กสทช. ซึ่งนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยนำเรื่องทูลเกล้าฯให้นพ.สรณพ้นจากตำแหน่ง กสทช.แล้ว
แต่ความขัดแย้งใน กสทช.รวมถึงสำนักงาน กสทช.มีให้เห็นมาโดยตลอด และไม่ใช่แค่ขัดแย้งทางความคิดเห็นและจบในที่ประชุม แต่ขยายไปถึงการฟ้องร้องดำเนินคดีระหว่างกันหลายคดี ที่ทำให้ กสทช.แตกร้าวหนัก อันส่งผลให้งานต่างๆ ต้องสะดุด
สำนักข่าว Next News รายงานการฟ้องร้องระหว่างกันใน กสทช. รวม 6 คดี โดยโจทก์ที่ยื่นฟ้องหลัก คือ นายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รักษาการเลขาธิการ กสทช. จำนวน 4 คดี โดยมี 2 คดีมาจากกรณีกรรมการ กสทช. 4 คน ได้แก่ พล.อ.ท.ดร.ธนพันธุ์ หร่ายเจริญ, ศ.กิตติคุณ ดร.พิรงรอง รามสูต, รศ.ดร.ศุภัช ศุภชลาศัย และรศ.ดร.สมภพ ภูริวิกรัยพงศ์ ที่มีมติให้เปลี่ยนตัวรักษาการเลขาธิการ กสทช. เพื่อเข้าสู่การสอบวินัยจากกรณีลิขสิทธิ์บอลโลก 600 ล้านบาท และ อีก 2 คดีจากกรณีที่นายไตรรัตน์ ไม่ได้รับการเห็นชอบให้เป็นเลขาธิการ กสทช. ส่วน นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ฟ้องข้อหาละเมิด ไขข่าว เรียกค่าเสียหายกรรมการ กสทช. 4 คน อีก 1 คดี
ขณะที่ กรรมการ กสทช. 4 คนฟ้อง นพ.สรณ 1 คดีข้อหาละเลยต่อหน้าที่ กรณีไม่ลงนามในคำสั่งเปลี่ยนตัวรักษาการเลขาธิการ กสทช. ตามมติที่ประชุม กสทช.
การฟ้องร้อง 6 คดี กระจายไปแทบทุกศาล โดยฟ้องต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง 2 คดี ศาลแพ่ง1 คดี และศาลปกครอง 3 คดี ปัจจุบันคดีที่นายไตรรัตน์ เป็นผู้ฟ้อง ไม่ว่าจะเป็นคดีอาญามาตรา 157 หรือคดีปกครองศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องแล้วทั้งหมด โดยนายไตรรัตน์ ยื่นอุทธรณ์ มีเพียงคดีเดียวที่รอคำพิพากษาได้แก่ คดีที่ นพ.สรณ ฟ้องคดีแพ่งเรียกค่าเสียหายจากกรรมการ กสทช.ทั้ง 4 คน
เมื่อแบ่งการฟ้องร้องทั้ง 6 คดี อันเกี่ยวเนื่องกับสาเหตุและที่มาสามารถวิเคราะห์ เหตุผลยื่นฟ้อง และผลลัพธ์ของแต่ละคดี จะเห็นได้ว่าคดีทั้งหมดถูกผูกโยงกับปมความขัดแย้งหลักเพียง 2 เรื่อง ได้แก่ คดีงบซื้อลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลก 600 ล้านบาท และกระบวนการสรรหาเลขาธิการ กสทช. โดยสามารถวิเคราะห์เป็น 3 กลุ่ม ดังนี้
-กลุ่มที่หนึ่ง คดีอันสืบเนื่องมาจากงบลิขสิทธิ์บอลโลก 600 ล้านบาท
สืบเนื่องจากกรณีที่ กสทช. อนุมัติเงิน 600 ล้านบาท เพื่อซื้อลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก 2022 โดยให้สำนักงาน กสทช. ทำ MOU กับการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) แต่นายไตรรัตน์ ในฐานะรักษาการเลขาธิการฯ ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทำให้การถ่ายทอดสดดังกล่าวไม่เป็นไปตาม MOU เป็นเหตุให้ผู้รับใบอนุญาตจาก กสทช. บางส่วนต้องจอดำ ซึ่งที่ประชุม กสทช. มีมติเสียงข้างมากให้แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยนายไตรรัตน์ และเปลี่ยนตัวรักษาการเลขาธิการ กสทช.
ทำให้ นายไตรรัตน์ ฟ้องร้องต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง เป็นคดีหมายเลขดำที่ อท 155/2566 ลงวันที่ 11 กันยายน 2566 ข้อหา เป็นเจ้าพนักงานร่วมกันปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติโหน้าที่โดยมิชอบ มาตรา 157 โดยอ้างว่ามติ กสทช. ที่ให้ปลดตนออกจากตำแหน่งรักษาการฯ ชั่วคราวและตั้งกรรมการสอบสวนวินัย เป็นการกระทำโดยมิชอบ ขัดต่อระเบียบ กสทช.และทำให้ตนเสียหายด้านชื่อเสียงและหน้าที่การงาน และเปิดทางให้จำเลยที่ 5 คือ ผศ.ดร.ภูมิศิษฐ์ มหาเวสน์ศิริ ขึ้นดำรงตำแหน่งแทน ทำให้เสียหายด้านชื่อเสียงและหน้าที่การงาน การฟ้องมาตรา 157 มีโทษถึงจำคุก ถือเป็นยุทธวิธีสร้างภาระและความเสี่ยงระดับสูงให้แก่กรรมการ กสทช.ทั้ง 4 คน อย่างไรก็ตามศาลอาญาคดีทุจริงฯ พิพากษายกฟ้อง ปัจจุบันโจทก์ยื่นอุทธรณ์
ต่อมา กรรมการ กสทช. 4 คน ได้แก่ พล.อ.ท.ดร. ธนพันธุ์ หร่ายเจริญ, ศ.ดร.พิรงรอง รามสูต, รศ.ดร.ศุภัช ศุภชลาศัย และ รศ.สมภพ ภูริวิกรัยพงศ์ ยื่นฟ้องนพ.สรณ ต่อคดีปกครองหมายเลขดำที่ 1764/2566 ลงวันที่ 6 กันยายน 2566 ข้อหา ละเลยต่อหน้าที่ เนื่องจากไม่ลงนามในคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยและไม่ลงนามในคำสั่งเปลี่ยนตัวรักษาการเลขาธิการ กสทช. ตามมติที่ประชุม กสทช. ซึ่งถือเป็นการละเลยการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย โดยขอให้ศาลมีคำพิพากษาให้ผู้ถูกฟ้องคดีปฏิบัติตามมติ กสทช. ซึ่งศาลปกครองกลางพิพากษายกฟ้อง ปัจจุบันผู้ฟ้องคดี ยื่นอุทธรณ์
-กลุ่มที่สอง คดีอันสืบเนื่องจากการสรรหาเลขาธิการ กสทช.
กรรมการ กสทช. ทั้ง 4 คน มีมติไม่เห็นชอบให้นายไตรรัตน์ได้รับการแต่งตั้งเป็นเลขาธิการ กสทช. ตามที่ประธาน กสทช. เสนอ เนื่องจากไม่เห็นด้วยกับกระบวนการแต่งตั้งเลขาธิการ นายไตรรัตน์จึงยื่นฟ้อง คดีปกครองที่ 1463/2567 ลงวันที่ 8 สิงหาคม 2567 โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 คือประธาน กสทช. ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 คือ กสทช.(พล.อ.ท.ดร.ธนพันธุ์ หร่ายเจริญ,ศ.ดร.พิรงรอง รามสูต,รศ.ดร.ศุภัช ศุภชลาศัย,รศ. สมภพ ภูริวิกรัยพงศ์) ข้อหา คำสั่งทางปกครองตามมติ กสทช. ไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยโจทก์อ้างว่ามติ กสทช. เรื่องการคัดเลือกและแต่งตั้งเลขาธิการ กสทช. เป็นคำสั่งทางปกครองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากขณะนั้น ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 เป็นคู่กรณี/ถูกฟ้องเป็นคดีอาญา (อท.155/2566) จึงไม่มีอำนาจในการลงมติเรื่องการให้ความเห็นชอบแต่งตั้งเลขาธิการ กสทช. โดยมีคำขอให้เพิกถอนมติ กสทช. แต่ศาลปกครองกลางพิพากษายกฟ้อง ปัจจุบันผู้ฟ้องคดียื่นอุทธรณ์
ต่อมา เดือนธันวาคม 2567 นายไตรรัตน์ยื่นฟ้องคดีปกครอง (รับโอนจากศาลแพ่ง) คดีหมายเลขดำที่ 1722/2568 ลงวันที่ 6 ธันวาคม 2567 ข้อหาละเมิด, เรียกค่าเสียหาย อันสืบเนื่องจากมติที่ประชุม กสทช. ที่ไม่แต่งตั้งโจทก์เป็นเลขาธิการ กสทช. โจทก์จึงฟ้องเรียกค่าเสียหายจากการไม่ได้รับแต่งตั้ง โดยมีคำขอ ได้แก่ 1) ให้ชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงินเดือนที่เสียโอกาส 3,322,260 บาท พร้อมดอกเบี้ย 2) ให้ชดใช้ค่าตอบแทน ประจำตำแหน่ง 3,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย 3) ให้ผู้ถูกฟ้อง ในฐานะส่วนตัว ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายจากการได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ในลำดับชั้นที่ 1 ประถมาภรณ์ช้างเผือก (ป.ช.) แก่โจทก์คนละ 10,000,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 40,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย ซึ่งศาลปกครองกลางพิพากษายกฟ้อง ปัจจุบันผู้ฟ้องคดียื่นอุทธรณ์
จากนั้น เดือนเมษายน 2568 นายไตรรัตน์ยื่นฟ้องกรรมการ กสทช.ทั้ง 4 คน ในคดีหมายเลขดำที่ อท 68/2568 ลงวันที่ 4 เมษายน 2568 ข้อหา เป็นเจ้าพนักงานร่วมกันปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ คำฟ้องของโจทก์คือ กรรมการทั้ง 4 คน ลงมติไม่เห็นชอบการแต่งตั้งโจทก์เป็นเลขาธิการ กสทช. ตามที่ประธาน กสทช. เสนอ โดยมิชอบและมีเจตนาพิเศษ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายและเสียโอกาสในความเจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงาน แต่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบพิพากษายกฟ้อง ปัจจุบันโจทก์ยื่นอุทธรณ์
-กลุ่มที่สาม คดีแพ่งเรียกค่าเสียหาย
นพ.สรณ เป็นโจทก์ยื่นฟ้องกรรมการทั้ง 4 คน และสำนักข่าวอิศรา คดีหมายเลขดำที่ พ5748/2567 ลงวันที่ 26 ธันวาคม 2567 ข้อหาละเมิด, ไขข่าว, เรียกค่าเสียหาย คำฟ้องคือกรรมการทั้ง 4 คน ร่วมกันแถลงข่าวและเผยแพร่เอกสารที่โจทก์อ้างว่าเป็นเท็จ บิดเบือนข้อเท็จจริง ทำให้เสียชื่อเสียง โดยสำนักข่าวอิศรา นำไปเผยแพร่ต่อทางเว็บไซต์สำนักข่าวอิศรา โดยมีคำขอ ให้ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหาย 20 ล้านบาท และห้ามกระทำละเมิด/ไขข่าวซ้ำอีก สถานะคดีปัจจุบัน รอคำพิพากษา
จากเนื้อหาสาระในคดีความทั้ง 6 คดี สะท้อนว่าข้อพิพาททางกฎหมายใน กสทช. เป็นเรื่องที่ฝ่ายบริหารใช้คดีความในการตอบโต้กัน มากกว่าเป็นเรื่อง “บอร์ดขัดแย้งกันเอง” อันนำมาสู่ความพยายามปั่นวาทกรรม ‘ยุบ กสทช.ไปเถอะ’
จึงมีการตั้งคำถามว่าการฟ้องร้องกันนั้น เป็นยุทธวิธีเพื่อเบี่ยงเบนประเด็น ย้ายเป้าหมายความผิดเพื่อปกปิดแก่นกลางของปัญหาที่แท้จริงไม่




