วุฒิสภามีมติ 135 ต่อ 11 ไฟเขียว พ.ร.ก. กู้ 4 แสนล้าน แก้วิกฤตพลังงาน สู้เศรษฐกิจถดถอย รัฐบาลรับประกันโปร่งใส ขณะ สว.ห่วงใยรายละเอียดไม่ชัด ถกเดือด! โซลาร์รูฟท็อป ใครได้ประโยชน์?
สำนักข่าว Next News รายงานว่าเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2569 มีการประชุมวุฒิสภา โดยที่ประชุมได้มีมติ 135 ต่อ 11 อนุมัติพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้กระทรวงการคลังกู้เงิน 400,000 ล้านบาท เพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤตพลังงานและการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ โดยมีเสียงงดออกเสียง 28 เสียง และไม่ลงคะแนน 1 เสียง การพิจารณาเรื่องด่วนพระราชกำหนดนี้ใช้เวลาอภิปรายรวม 4 ชั่วโมง พลเอกเกรียงไกร ศรีรัตน์ รองประธานวุฒิสภาคนที่ 1 ทำหน้าที่เป็นประธานในการประชุม
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้แถลงความจำเป็นของ พ.ร.ก. กู้เงินต่อที่ประชุมวุฒิสภา โดยระบุว่ามีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องกู้เงิน เนื่องจากวิกฤตพลังงานที่เกิดขึ้นและงบประมาณปี 2569 มีไม่เพียงพอต่อขนาดของผลกระทบและภาระค่าใช้จ่ายในการแก้วิกฤตพลังงาน อีกทั้งมาตรการทางการคลังที่มีอยู่ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ทัน หากไม่ดำเนินการจะทำให้วิกฤตยืดเยื้อและเพิ่มความเสี่ยงเชิงระบบเศรษฐกิจ การตรา พ.ร.ก. กู้เงินครั้งนี้จึงเป็นไปเพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงาน และรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจ มุ่งช่วยเหลือประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบ ตลอดจนลดการใช้พลังงานฟอสซิลให้เร็วที่สุด และส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกในประเทศ ที่ผ่านมารัฐบาลพยายามบริหารจัดการแหล่งเงินแต่ไม่เพียงพอ จึงจำเป็นต้องกู้เงิน 4 แสนล้านบาทเป็นทางเลือกสุดท้าย นายอนุทินยืนยันว่าการกู้เงินจะไม่กระทบต่อการบริหารหนี้สาธารณะ ซึ่งกฎหมายวางกรอบไม่เกิน 70% และการใช้เงินกู้จะมีความคุ้มค่า จำเป็นเร่งด่วน ไม่ซ้ำซ้อน และต้องผ่านการกลั่นกรองของคณะกรรมการตามบัญชีแนบท้าย ซึ่งสภาผู้แทนราษฎรได้เห็นชอบตามขั้นตอนกฎหมายแล้ว
จากข้อมูลพบว่า ประเทศไทยในไตรมาสที่ 2 ยังคงพึ่งพาการนำเข้าพลังงานในปริมาณมาก ซึ่งทำให้ค่าครองชีพสูงขึ้น และดุลบัญชีเดินสะพัดติดลบ ซึ่งเป็นผลจากสงครามที่ยังไม่จบ ส่งผลให้ราคาน้ำมันแพงและประชาชนเดือดร้อน ธุรกิจหลายแห่งต้องปิดตัวลง พระราชกำหนดฉบับนี้จึงถือว่าจำเป็นและสำคัญอย่างยิ่งในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม สมาชิกวุฒิสภาบางรายได้แสดงความกังวล นาวาอากาศตรี วุฒิพงศ์ พงศ์สุวรรณ สมาชิกวุฒิสภา อภิปรายว่า งบ 2 แสนล้านบาทที่ใช้ในการเปลี่ยนผ่านพลังงานมีความน่าเป็นห่วง และอาจย้อนแย้งในวัตถุประสงค์ว่าแก้ปัญหาถูกที่ถูกทางหรือไม่ เนื่องจากตัวเลขหนี้สาธารณะใกล้แตะ 70% และต้องจ่ายดอกเบี้ยปีละกว่า 200,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นเรื่องน่าเป็นห่วง การกู้ในประเทศอาจส่งผลต่อการกู้เงินของผู้ประกอบการเอสเอ็มอี นอกจากนี้ รายละเอียดเงินกู้ 2 แสนล้านบาทในการเปลี่ยนผ่านพลังงานมีเพียง 1 หน้ากระดาษเท่านั้น โดยระบุถึงการของบเพียง 5-6 บรรทัด เฉลี่ยตกบรรทัดละนับหมื่นล้านบาท ทำให้ไม่ทราบรายละเอียดที่ชัดเจน สมาชิกวุฒิสภารายนี้ยังฝากให้รัฐบาลตรวจสอบอย่างเข้มงวดว่ารายละเอียดอยู่ที่ไหน เพื่อป้องกันการทุจริตเชิงนโยบาย การยัดไส้ หรือการแอบอ้างรัฐบาลมาทำเรื่องเหล่านี้ โดยเฉพาะจากองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น ย้ำว่าความมั่นคงทางพลังงานชาติไม่ควรถูกแลกมาด้วยความล้มละลายทางวินัยการเงินการคลังของประเทศ
ด้านนางสาวนันทนา นันทวโรภาส สมาชิกวุฒิสภา อภิปรายว่า การใช้เงินกู้ของรัฐบาลในภาวะที่เศรษฐกิจประเทศอยู่ในสถานะวิกฤต เปรียบเสมือนการตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ และการเอาเงินกู้ 2 แสนล้านบาท ไปส่งเสริมการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปตามบ้าน เป็นความคิดฉาบฉวยและอาจมีวาระซ่อนเร้น ต้องจับตาดูให้ดีว่าเงินกู้ก้อนนี้จะหล่นใส่กระเป๋าใคร เหตุใดรัฐบาลจึงทุ่มเงินมหาศาลกับพลังงานแสงอาทิตย์เพียงอย่างเดียว ทั้งที่มีพลังงานรูปแบบอื่นให้เลือกพัฒนา การติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้านซึ่งมีค่าใช้จ่าย 150,000-300,000 บาทนั้น คนกลุ่มใดจะเป็นผู้มีกำลังติดตั้ง จากข้อมูลธนาคารแห่งประเทศไทยพบว่า 88% ของคนไทยมีเงินในบัญชีธนาคารน้อยกว่า 50,000 บาท และคนที่มีเงินในบัญชีเกิน 1 ล้านบาทมีเพียง 2% ซึ่งหมายความว่าคนไทยกว่า 90% ไม่มีกำลังพอที่จะติดตั้งโซลาร์เซลล์ เธอตั้งคำถามว่าเงินกู้ 2 แสนล้านบาทนี้จะเป็นประโยชน์กับคนเพียง 2% หรือไม่ และหากคำนวณว่า 1 ล้านครัวเรือนขอสินเชื่อครัวเรือนละ 2 แสนบาท จะทำให้มีเงินเข้ากระเป๋าคนในวงการโซลาร์เซลล์ 2 แสนล้านบาท และยังจะเพิ่มหนี้ครัวเรือนให้ประเทศไทย รัฐบาลควรจัดสรรทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดให้กับผู้ที่เดือดร้อนที่สุดก่อน
ในส่วนของการชี้แจง นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้เงินกู้ ชี้แจงว่า สิ่งที่หลายคนกังวลว่าโครงการไม่มีรายละเอียดเหมือนตีเช็คเปล่านั้น ยอมรับว่าหลายโครงการยังไม่มีการเสนอรายละเอียดมาอย่างเป็นทางการ แต่หาก พ.ร.ก. ฉบับนี้ผ่านวุฒิสภา จะมีโครงการดีๆ เสนอเข้ามาพร้อมกับข้อเสนอโครงการอย่างเป็นทางการ และไม่ใช่ทุกโครงการที่เสนอเข้ามาจะผ่านการพิจารณา เพราะจะต้องผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการกลั่นกรองโครงการที่มีรายละเอียดการพิจารณามากกว่าที่อยู่ใน พ.ร.ก. คือ 1. เป็นโครงการที่มีความจำเป็นเร่งด่วน แต่ไม่ได้รับการจัดสรรงบประมาณ 2. เป็นโครงการที่ดำเนินการได้ทันทีที่ได้รับอนุมัติ และต้องแล้วเสร็จภายในวันที่ 30 กันยายน 2570 และ 3. เป็นโครงการที่คุ้มค่า เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจ และเมื่อโครงการผ่านการพิจารณาจะต้องประเมินผลการใช้จ่ายเงินว่าคุ้มค่าอย่างไร สุดท้ายเมื่อ พ.ร.ก. นี้ถูกนำไปใช้ในโครงการต่างๆ แล้ว รายละเอียดการกู้เงินและผลสัมฤทธิ์ที่ได้รับจะอยู่ในรายงานที่กระทรวงการคลังต้องรายงานให้วุฒิสภาทราบภายใน 60 วันหลังสิ้นปีงบประมาณ นอกจากนี้ ทางรัฐมนตรียังได้ยืนยันถึงความโปร่งใส โดยระบุว่าสิ่งที่ดีที่สุดคือความเปิดเผยและโปร่งใส ไม่จำเป็นจะต้องรออนุมัติโครงการก่อนแล้วค่อยไปรายงาน แต่จะเปิดเผยข้อมูลของคณะอนุกรรมการกลั่นกรองทันที เพื่อช่วยป้องกันการคอร์รัปชัน และหากมีโครงการใดไม่โปร่งใส รัฐมนตรีในฐานะกำกับกระทรวงการคลังจะสอบถามถึงกระบวนการอนุมัติ
ท่ามกลางข้อกังวล ก็มีสมาชิกวุฒิสภาให้การสนับสนุนอย่างชัดเจน นางเบญจมาศ อภัยทอง สมาชิกวุฒิสภา ได้แบ่งปันประสบการณ์ตรงเกี่ยวกับการใช้โซลาร์เซลล์ที่บ้าน ซึ่งช่วยลดค่าไฟฟ้าสำหรับห้องเย็นจาก 30,000 บาทเหลือ 12,000 บาท และสำหรับบ้านพักอาศัยจาก 3,000 บาทเหลือ 1,000 บาท ซึ่งเป็นสิ่งที่คุ้มค่าและลดต้นทุนค่าครองชีพและค่าประกอบการได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ยังมีการเสนอแนะให้พิจารณารายละเอียดในเรื่อง Smart Grid และ Net Metering เพื่อให้ระบบโซลาร์เซลล์เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการเปลี่ยนผ่านพลังงาน




