‘กรณ์’ ชี้ปัญหา Data Center สะท้อนความบกพร่องภาครัฐ สุ่มเสี่ยงสร้างความเสียหายระยะยาว พร้อมเปิด 7 ประเด็นปัญหา ทั้งวิกฤตไฟฟ้า-น้ำกระทบประชาชน ไร้ EIA ควบคุมมลพิษ BOI ไร้ความชัดเจน และไทยเสี่ยงตกเป็นหมากในศึกภูมิรัฐศาสตร์โลก
เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2569 นายกรณ์ จาติกวนิช สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้กล่าวถึง Data Center โดยระบุว่า ปัญหา Data Center สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาด้านนโยบายและการบริหารจัดการของภาครัฐ ที่สุ่มเสี่ยงต่อการสร้างความเสียหายให้กับประชาชนคนไทย ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว
นายกรณ์ระบุด้วยว่า ก่อนปิดสมัยประชุม พรรคประชาธิปัตย์ได้ยื่นญัตติด่วนให้สภาฯ พิจารณาการลงทุน Data Center เพราะมองว่าเป็นประเด็นปัญหา และแม้จะเป็นเรื่องที่ดีที่รัฐบาลมีการจัดตั้งคณะกรรมการ Data Center ในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา แต่ยังมีปัญหาหลักๆ ที่ต้องคำนึงถึงอีก 7 เรื่อง
ประเด็นที่ 1 คือการบริหารจัดการตามหลักธรรมาภิบาล เพราะแม้จะมีการตั้งคณะกรรมการ Data Center ขึ้นมา แต่กลับไม่มีเจ้าภาพที่ดูแลเรื่องนี้โดยตรง ส่งผลให้ไม่มีใครทราบว่ากฎกติกาเป็นอย่างไร และประชาชนได้ประโยชน์อะไร นอกจากนี้ การออกใบอนุญาตยังมาจากหลายหน่วยงานโดยไม่มีการประสานงานกัน บางแห่งอ้างว่าเป็นการสร้างคลังเก็บสินค้า ส่งผลให้ไม่มีการทำ EIA
อีกประเด็นที่น่ากังขามากคือเรื่องมลพิษที่อาจเกิดขึ้น ทำให้สังคมทั่วโลกต่างตั้งคำถามเกี่ยวกับมาตรฐานการควบคุมและการสร้าง Data Center ดังนั้น การกำกับดูแลจึงเป็นเรื่องสำคัญมาก ซึ่งการตั้งเพียงคณะกรรมการยังไม่เพียงพอ เพราะไม่มีอำนาจบังคับใช้ ทำได้เพียงเสนอให้ ครม. พิจารณาเท่านั้น นอกจากนี้ หน่วยงานบางแห่งอย่างสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ที่ออกหลักเกณฑ์มาเมื่อเดือนสิงหาคม ก็ยังไม่มีความชัดเจนว่าจะบังคับใช้กับโครงการที่อนุมัติไปก่อนหน้านี้ หรือโครงการที่ยังไม่เริ่มก่อสร้างหรือไม่ ซึ่งโครงการเหล่านี้ล้วนมีมูลค่าสูงถึงหลายแสนล้านบาท
ประเด็นที่ 2 คือเรื่องไฟฟ้า นายกรณ์ระบุว่า ทางด้านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานพยายามชี้แจง แต่ยังไม่ได้ให้คำตอบที่ชัดเจนว่า การส่งเสริม Data Center มีผลย้อนแย้งต่อนโยบายด้านพลังงานไฟฟ้าของรัฐบาลอย่างไร เนื่องจากรัฐบาลมีการออก พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้านบาท เพื่อเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงาน รวมถึงลดภาระการนำเข้าน้ำมันและแก๊ส แต่วันนี้กลับได้ยินว่าควรส่งเสริมโครงการ Data Center เพราะมีไฟฟ้าสำรองเหลืออยู่ และควรขายไฟฟ้านี้ให้กับ Data Center ซึ่งไฟฟ้าสำรองส่วนใหญ่ใช้แก๊สเป็นเชื้อเพลิง หมายความว่า เราจะต้องนำเข้าแก๊สในปริมาณที่เพิ่มมากขึ้น หากราคาผันผวนย่อมส่งผลกระทบต่อค่า FT หรือค่าไฟฟ้าของประชาชนโดยตรง ซึ่งรัฐบาลยังไม่ได้ตอบคำถามว่า หากขายไฟสำรองให้ Data Center จนหมดแล้ว ในอนาคตเราจะต้องสร้างโรงไฟฟ้าที่ใช้พลังงานฟอสซิลเพิ่มเติมอีกหรือไม่
ประเด็นที่ 3 คือเรื่องน้ำ ดังที่รู้กันว่า Data Center ใช้น้ำในปริมาณสูง หากเทียบเท่าการใช้น้ำจะเท่ากับการใช้น้ำของประชากรถึง 5-6 หมื่นคนต่อปี ดังนั้นจึงเกิดคำถามว่า การที่ Data Center ซึ่งเข้ามาลงทุนในไทยมีสัญญาการซื้อน้ำโดยตรงจากบริษัทเอกชน หมายความว่าจะได้รับสิทธิเข้าถึงน้ำก่อนประชาชนและเกษตรกรในพื้นที่หรือไม่ และภาครัฐเองจะบริหารจัดการเรื่องนี้อย่างไร
ประเด็นที่ 4 คือเรื่องมลพิษ ซึ่งครอบคลุมทั้งมลพิษทางเสียง ความร้อน และน้ำเสียที่มาจาก Data Center โดยคำถามสำคัญคือ ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ และมีแนวทางการบริหารจัดการอย่างไร นอกจากนี้ การที่ Data Center ไม่ได้ผ่านการประเมิน EIA จึงทำให้ไม่มีมาตรการในการควบคุม รวมถึงไม่มีการกำหนดให้ชัดเจนว่า ผู้ลงทุนควรต้องรับผิดชอบต่อปัญหามลพิษอย่างไร
ประเด็นที่ 5 คือเรื่องอธิปไตย เพราะ Data Center คือการส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศ แต่ประเทศไทยมีโมเดล AI อยู่เพียง 1 เจ้า อีกทั้งเรายังอาศัยเทคโนโลยี CPU หรือชิปที่มีคุณภาพค่อนข้างล้าสมัย ซึ่งหมายความว่า เรากำลังเปิดรับการลงทุนจากต่างชาติ แต่กลับไม่ส่งเสริม AI และ Data Center ของไทยเพื่อเพิ่มศักยภาพในการลงทุน
ประเด็นที่ 6 ประโยชน์และการเข้าถึงโดยผู้ประกอบการไทยเกณฑ์ของ BOI มีการพูดถึงเรื่องการเปิดให้สตาร์ทอัพและผู้ประกอบการไทยเข้าถึงระบบคอมพิวต์ในราคาย่อมเยา แต่ในทางปฏิบัติกลับไม่มีการกำหนดโควตาที่ชัดเจน ไม่มีกรอบเวลา และไม่มีกลไกบังคับใช้ ในขณะที่โครงการถึง 57 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 811,000 ล้านบาท ได้รับการอนุมัติไปเรียบร้อยแล้วก่อนที่เกณฑ์ส่งเสริมเหล่านี้จะมีความชัดเจนด้วยซ้ำ
ประเด็นที่ 7 ภูมิรัฐศาสตร์เทคโนโลยี สืบเนื่องจากเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ทำเนียบขาวเคยมีข้อสังเกตเรื่อง Moonshot AI จากจีนที่อาจใช้ดาต้าเซ็นเตอร์ในไทยเพื่อเข้าถึงชิปประมวลผลขั้นสูงของ Nvidia ที่ติดข้อจำกัดด้านการส่งออก ประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียมีมาตรการตอบสนองเรื่องการควบคุมการส่งออกชิปอย่างทันท่วงทีตั้งแต่กลางปี 2568 แต่จนถึงวันนี้ ประเทศไทยยังไม่มีมาตรการเชิงรุกที่ชัดเจนในระดับเดียวกันเพื่อรับมือกับแรงกดดันทางภูมิรัฐศาสตร์โลก




