รฟท.เผย มีหลักฐานชัด 'เอเชีย เอรา วัน' ไม่พยายามอย่างดีที่สุดในการขอบัตรส่งเสริมบีโอไอ เพื่อยกมาเป็นเหตุ ขอเลิกสัญญาร่วมลงทุนไฮสปีดเชื่อม 3 สนามบิน เตรียมโต้แย้งชี้เอกชนเลิกสัญญาฝ่ายเดียวไม่ได้พร้อมดำเนินการตามกฎหมาย
สำนักข่าว Next News รายงานความคืบหน้าโครงการร่วมลงทุนรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน วงเงิน 2.2 แสนล้านบาท ที่บริษัท เอเชีย เอรา วัน (กลุ่มซี.พี.) ยื่นหนังสือถึงการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เพื่อขอใช้สิทธิสิ้นสุดสัญญาร่วมลงทุน และเกี่ยวโยงกับการเดินรถแอร์พอร์ต เรลลิงก์นั้น เมื่อเร็วๆ นี้มีการประชุมคณะอนุกรรมการด้านการบริหารความเสี่ยงและการควบคุมภายในของ รฟท. ได้มีการหารือเรื่องความเสี่ยงเกี่ยวกับการออกหนังสือแจ้งให้เริ่มงาน (NTP) โครงการดังกล่าว
ทั้งนี้ ผู้แทนจาก รฟท.รายงานว่า การออกหนังสือ NTP ล่าช้าและยังไม่สามารถดำเนินงานต่อได้ เนื่องจากเอกชนร่วมลงทุนได้ยื่นหนังสือขอใช้สิทธิเลิกสัญญาตามข้อ 6.2 เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2569 และจากการหารือเมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2569 เอกชนยังคงยืนยันขอใช้สิทธิเลิกสัญญา แม้ประธานคณะกรรมการกำกับดูแลโครงการฯ จะเสนอให้เพิกถอนหนังสือดังกล่าวแล้วก็ตาม จากกรณีดังกล่าวส่งผลกระทบให้ต้องเร่งเตรียมความพร้อมด้านการเดินรถแอร์พอร์ต เรลลิงก์ เนื่องจากบันทึกข้อตกลง (MOU) เดิมจะสิ้นสุดลงในวันที่ 30 กันยายน 2569 นี้
นายอรรถพล เก่าประเสริฐ ผู้ช่วยผู้ว่า รฟท. ชี้แจงว่า แผนการเดินรถแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ เดิมกำหนดเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาต่อ คณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) หรือบอร์ดอีอีซี ในเดือนสิงหาคม 2569 แต่ปัจจุบันล่วงเลยกำหนดเวลาแล้ว และ MOU ฉบับที่ 15 กำลังจะสิ้นสุดในวันที่ 30 กันยายน 2569 นี้ ล่าสุด รฟท. สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก(สกพอ.) และเอกชน ได้หารือร่วมกัน โดย รฟท. ขอให้เอกชนยื่นข้อเสนอการสนับสนุนการเดินรถแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ เป็นการชั่วคราว เพื่อนำเสนอต่อคณะกรรมการรถไฟฯ คณะกรรมการบริหารสัญญา และคณะกรรมการกำกับดูแลฯ พิจารณาจัดทำ MOU ฉบับใหม่เพื่อรองรับการเดินรถแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ เป็นการชั่วคราวต่อไป
นายอรรถพลชี้แจงเพิ่มเติมว่า เอกชนคู่สัญญายื่นหนังสือขอใช้สิทธิเลิกสัญญา โดยอ้างอิงข้อ 6.2 ของสัญญาร่วมลงทุน ได้ระบุเหตุไม่บรรลุเงื่อนไขบังคับก่อนตามข้อ 6.1 จากการคาดการณ์ว่า จะได้รับบัตรส่งเสริมการลงทุน (BOI)ไม่ทันกำหนดวันที่ 30 กันยายน 2569 ซึ่งทางคณะอนุกรรมการกฎหมายและสัญญาฯ มีความเห็นว่าการอ้างสิทธิตามข้อ 6.2 ดังกล่าวต้องพิสูจน์ได้ว่าเอกชนได้ใช้ความพยายามอย่างดีที่สุดแล้ว(Best Effort) ในการขอรับบัตร BOI โดยมอบหมายให้ รฟท. ประสานกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน(บีโอไอ) เพื่อตรวจสอบหลักฐานและกรอบเวลาการยื่นขอบัตร BOI ของเอกชน ก่อนพิจารณาในเรื่องการขอสิ้นสุดสัญญาต่อไป
ทั้งนี้ น.ส.ศุกร์ศิริ อภิญญานุวัฒน์ ประธานคณะอนุกรรมการด้านบริหารความเสี่ยงฯ ขอให้ผู้ว่า รฟท.ตรวจสอบข้อกฎหมายอย่างรอบคอบ หากพิสูจน์ได้ว่า เหตุแห่งการบอกเลิกสัญญาไม่ได้เกิดจากความผิดของ รฟท. และก่อให้เกิดความเสียหาย ขอให้พิจารณาดำเนินการตามกฎหมายเพื่อเรียกร้องค่าเสียหายจากเอกชนคู่สัญญาต่อไป
ขณะที่ รศ.ดร.วรสัณต์ บูรณากาญจน์ อนุกรรมการฯ สอบถามว่า ในส่วนการออกหนังสือ NTP รฟท. ได้ดำเนินการครบถ้วนเรียบร้อยแล้วใช่หรือไม่
นายอรรถพล เก่าประเสริฐ ผู้ช่วยผู้ว่า รฟท. ชี้แจงว่า รฟท.ดำเนินการส่งมอบพื้นที่หลักและพื้นที่TOD (มักกะสันและศรีราชา) ครบถ้วนแล้ว ตามที่สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก(สกพอ.) ยืนยัน คงเหลือเพียงประเด็นพื้นที่ทดแทนลำรางสาธารณะ ซึ่งทั้งสองฝ่ายมี MOU ร่วมกันในการหาข้อยุติก่อนการออก NTP ประเด็นนี้จึงยังไม่เข้าเงื่อนไขที่จะนำมาใช้อ้างเป็นเหตุแห่งการสิ้นสุดสัญญาได้
ด้านรศ.ดร.วรสัณต์ ตั้งข้อสังเกตเพิ่มเติมถึงบัตร BOI ว่า เอกชนย่อมทราบสิทธิและเงื่อนไขเบื้องต้นก่อนระบุในสัญญาอยู่แล้ว ซึ่งการส่งเอกสารตามที่บีโอไอ ร้องขอ ถือเป็นหน้าที่และความรับผิดชอบของเอกชนโดยตรง หากไม่ได้รับการอนุมัติเนื่องจากเอกชนไม่ยื่นเอกสารเพิ่มเติม อาจสะท้อนถึงเจตนาและความพยายามอย่างดีที่สุด (Best Effort) หรือไม่
นายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง ผู้ว่า รฟท. รายงานว่า ขอชี้แจงเงื่อนไขบังคับก่อนตามสัญญาข้อ 6.1 จำนวน 3 ประการ เพื่อประกอบการพิจารณาสัญญาข้อ 6.2 ดังนี้
1.การส่งมอบพื้นที่หลัก ทาง รฟท. ดำเนินการส่งมอบและเอกชนลงนามรับมอบเรียบร้อยแล้ว ถือว่า รฟท. ปฏิบัติครบถ้วนตามสัญญา
2.พื้นที่TOD (มักกะสันและศรีราชา) เอกชนลงนามรับมอบแล้ว ส่วนกรณีพื้นที่ทดแทนลำรางสาธารณะได้เจรจาหาข้อยุติร่วมกันแล้ว ทั้งนี้ แม้เอกชนจะส่งหนังสือฉบับที่ 2 เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2569 เพื่ออ้างประเด็นนี้เพิ่มเติม แต่ รฟท. มีพยานเอกสารและ MOUโต้แย้งได้ชัดเจน
3.การขอบัตร BOI เป็นความรับผิดชอบของเอกชนโดยตรง ซึ่งทางบีโอไอ ได้อนุมัติแล้ว แต่เอกชนละเลยไม่ยื่นกรอกข้อมูลมูลค่าโครงการตามขั้นตอน แม้ บีโอไอ และรฟท. จะแจ้งให้ยื่นเอกสารก่อนแล้วดำเนินการขอปรับปรุงในภายหลังก็ได้ จนเป็นเหตุให้สิทธิประโยชน์ขาดอายุ ซึ่งเรื่องดังกล่าว รฟท. ได้จัดเก็บเอกสารหลักฐานไว้ครบถ้วน
"ขณะนี้ รฟท. พิจารณาตามข้อ 6.2 วรรคท้าย เป็นหลัก เรื่องความพยายามอย่างดีที่สุด (Best Effort) ของเอกชนในการขอรับบัตรBOI ซึ่งหลักฐานชัดว่า เอกชนไม่ได้ใช้ความพยายามอย่างถึงที่สุด เนื่องจากปฏิเสธการยื่นเอกสารแม้ รฟท. และบีโอไอ จะร่วมหาแนวทางแก้ไขให้แล้ว ปัจจุบันยังอยู่ในกรอบเวลาการขยายระยะเวลาตามข้อ 3 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2569 ซึ่ง รฟท. มีความพร้อมในการออก NTP เนื่องจากเงื่อนไขอื่นครบถ้วนแล้ว แต่เอกชนอ้างเหตุบัตร BOI เพื่อปฏิเสธการขยายระยะเวลา MOU และยืนยันขอเลิกสัญญาร่วมลงทุนตามข้อ 6.2"นายอนันต์ระบุ
ด้านประธานคณะอนุกรรมการฯ สอบถามว่า เอกชนได้แจ้งความประสงค์ขอเลิกสัญญาอย่างเป็นทางการแล้ว ถือว่าพ้นขั้นตอนการเจรจาขยายระยะเวลาMOU และเอกชนเลือกใช้สิทธิเลิกสัญญา หากสัญญาสิ้นสุดลงตามที่เอกชนกล่าวอ้าง รฟท. มีกระบวนการและการขั้นตอนการดำเนินงานอย่างไรต่อไป
นายอนันต์ชี้แจงว่า เอกชนคู่สัญญาได้ยื่นหนังสือขอยุติสัญญาอย่างเป็นทางการ โดยอ้างอิงสัญญาข้อ 30 เพิ่มเติม ทั้งนี้ ฝ่ายกฎหมาย รฟท.ได้ตรวจสอบและเตรียมจัดทำหนังสือโต้แย้งอย่างเป็นทางการ เพื่อเสนอคณะอนุกรรมการกฎหมายและสัญญาฯ และคณะกรรมการการรถไฟฯ พิจารณาตามลำดับ โดยมีสาระสำคัญ ดังนี้
1.สัญญาร่วมลงทุนเป็นสัญญาทางปกครองเพื่อการบริการสาธารณะ ตามคำพิพากษาศาลปกครอง เอกชนจึงไม่สามารถบอกเลิกสัญญาฝ่ายเดียวได้
2.รฟท. จะโต้แย้งการอ้างสิทธิตามข้อ 6.2 เนื่องจากเอกชนมิได้ใช้ความพยายามอย่างดีที่สุด (Best Effort) และมิใช่ผู้ได้รับผลกระทบโดยตรง
3.หากพ้นกำหนด MOU แล้ว เอกชนไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขสัญญา เช่น การชำระเงินหรือการโอนสิทธิ จะถือว่า เอกชนเป็นฝ่ายผิดสัญญาตามข้อ 6.3 และข้อ 30.1 ซึ่ง รฟท. จะพิจารณาดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมายต่อไป
นายอนันต์ชี้แจงเพิ่มเติมว่า คณะกรรมการกำกับดูแลฯ มีมติให้เอกชนเพิกถอนหนังสือขอยุติสัญญา ซึ่ง รฟท. ได้แจ้งยืนยันกับเอกชนว่า สัญญายังคงมีผลผูกพันตามกฎหมายเนื่องจากเป็นสัญญาทางปกครอง พร้อมขอให้เอกชนส่งข้อเสนอแผนการเดินรถแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ เพื่อนำเข้าที่ประชุมหารือในที่ประชุมคณะกรรมการ รฟท. นอกจากนี้ รฟท. ได้จัดทำแผนฉุกเฉินรองรับการเดินรถแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ ไว้ 2 แผน ได้แก่
1.แผนรองรับกระบวนการทางกฎหมาย ซึ่งตามเงื่อนไขสัญญา คู่สัญญายังคงมีหน้าที่ต้องปฏิบัติงานตามสัญญาต่อไปในระหว่างกระบวนการเจรจาข้อพิพาท (ระยะเวลา 60 วัน) และระหว่างกระบวนการพิจารณาของศาลปกครองจนกว่าจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด
2.แผนรองรับกรณีหยุดเดินรถทันที ทาง รฟท. สามารถริบหลักประกันการเดินรถแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ตาม MOU วงเงินกว่า 1,000 ล้านบาท และหลักประกันสัญญา (Bank Guarantee) วงเงิน 2,000 ล้านบาทได้ทันที พร้อมทั้งอยู่ระหว่างเตรียมแนวทางเจรจาบริหารจัดการบุคลากรผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางเพื่อการเดินรถและซ่อมบำรุงรักษา
นายอนันต์ชี้แจงอีกว่า รฟท. ได้หารือร่วมกับบริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด (รฟฟท.) จัดทำแผนรองรับการบริหารจัดการเดินรถแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ ไว้ 2 แนวทาง ได้แก่
1.เจรจาให้เอกชนคู่สัญญาดำเนินการเดินรถแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ ต่อไปตามเงื่อนไขการพิจารณาข้อพิพาทตามสัญญา
2.หากเอกชนหยุดเดินรถแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ ทันที ได้มอบหมายให้ รฟฟท. เข้าบริหารจัดการเดินรถแทน โดยเสนอขออนุมัติอัตรากำลังชั่วคราวต่อคณะกรรมการรถไฟฯ เพื่อรับสมัครบุคลากรเดิมของบริษัท เอเชีย เอรา วัน จำกัด
รายานข่าวแจ้งว่า คณะอนุกรรมการบริหารความเสี่ยงฯ ประเมินความเสี่ยงการสิ้นสุดสัญญาร่วมลงทุนโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบินว่ามีโอกาสสิ้นสุดสัญญาภายในปี 2570 รฟท. จึงเตรียมแผนบริหารความเสี่ยงเพื่อรองรับผลกระทบการเดินรถแอร์พอร์ต เรล ลิงก์




