ลุ้นคลังต่ออายุโครงการไทยช่วยไทยพลัส เฟส 2 หลังนายกไฟเขียวในหลักการ ‘ภราดร' เผยยังมีเวลาเคาะรายละเอียด ยังมีงบพรก.เงินกู้เหลือ 5 หมื่นล้าน
สำนักข่าว Next News รายงานเมื่อวันที่ 15 กันยายน 2569 นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับสำนักงบประมาณ กล่าวถึงความคืบหน้าของโครงการไทยช่วยไทยพลัส ว่า ขณะนี้ใกล้จะสิ้นสุดเฟสแรกในปลายเดือน ก.ย นี้ โดยทางกระทรวงการคลังกำลังอยู่ระหว่างประเมินสถานการณ์เพื่อพิจารณาความจำเป็นในการดำเนินโครงการต่อ ทั้งนี้ในส่วนของงบประมาณระยะแรกยังมีวงเงินคงเหลืออยู่ราว 4 หมื่น- 5หมื่นล้านบาท จากพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) เงินกู้ 4 แสนล้านบาท ซึ่งมีความพร้อม และเพียงพอที่จะนำมาใช้ขับเคลื่อนโครงการได้ทันที หากกระทรวงการคลังเห็นชอบ
นายภราดร กล่าวอีกว่า นายกรัฐมนตรีได้อนุมัติในหลักการเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยเปิดทางให้สามารถดำเนินการต่อได้หากสถานการณ์มีความเหมาะสม นอกจากนี้ ในด้านแหล่งเงินทุน รัฐบาลระบุว่ายังมีงบประมาณหลายกระเป๋า และยังกระเป๋าใหม่ คือพ.ร.ก. เงินกู้ 400,000 ล้านบาท ที่พร้อมนำมาใช้จ่ายเพิ่มเติมได้ทันทีหากสถานการณ์มีความจำเป็นต้องใช้งบประมาณในการช่วยเหลือประชาชน
ด้านวานนี้ (14 กันยายน 2569) นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงความคืบหน้าการพิจารณาขยายระยะเวลาโครงการ 'ไทยช่วยไทยพลัส' ออกไปอีก 1 ถึง 2 เดือน เพื่อเยียวยาและบรรเทาภาระค่าครองชีพให้แก่ประชาชนอย่างต่อเนื่อง หลังจากที่โครงการเดิมกำลังจะสิ้นสุดลงภายในสิ้นเดือนกันยายนนี้ โดยกระทรวงการคลังเตรียมนำงบประมาณมาจากพระราชกำหนดเงินกู้ก้อนแรกวงเงิน 200,000 ล้านบาท ซึ่งปัจจุบันยังมีเงินคงเหลืออยู่อีกกว่า 40,000 ล้านบาท มาบริหารจัดการเพื่อช่วยเหลือประชาชนอย่างเต็มที่ และยืนยันว่าการนำงบส่วนนี้มาใช้ยังคงตรงตามวัตถุประสงค์ของเงินกู้ทุกประการ
สำหรับรูปแบบการช่วยเหลือจะยังคงหลักการเดิม คือรัฐบาลจะช่วยสนับสนุนค่าใช้จ่ายให้ประชาชนในอัตราร้อยละ 60 และประชาชนร่วมจ่ายเองอีกร้อยละ 40 ส่วนประเด็นที่ว่าระยะเวลาการช่วยเหลือจะขยายยาวไปจนถึงสิ้นปีนี้หรือไม่นั้น ทางคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้จะมีการประชุมหารือกันภายในสัปดาห์นี้ เพื่อพิจารณาความเหมาะสมก่อนนำเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติอย่างเป็นทางการต่อไป
ทั้งนี้ สาเหตุสำคัญที่รัฐบาลต้องพิจารณาต่ออายุโครงการไทยช่วยไทยพลัสอย่างต่อเนื่อง เป็นผลมาจากสถานการณ์ราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ยังคงปรับตัวสูงขึ้นและมีความผันผวนอย่างหนัก โดยล่าสุดราคาน้ำมันขยับขึ้นไปแตะระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนสินค้าและค่าครองชีพของประชาชน ดังนั้นรัฐบาลจึงเห็นสมควรว่าโครงการดังกล่าวมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องดำเนินต่อไปเพื่อประคองสถานการณ์เศรษฐกิจและช่วยเหลือประชาชนในระยะนี้




