News Logo
หน้าแรก
‘ฟิทช์’ปรับมุมมองไทยจาก‘เชิงลบ’เป็น‘มีเสถียรภาพ’ คงเรตติ้งฺฺฺBBB+

‘ฟิทช์’ปรับมุมมองไทยจาก‘เชิงลบ’เป็น‘มีเสถียรภาพ’ คงเรตติ้งฺฺฺBBB+

18 ก.ย. 2569 21:43
ผู้ชม 10 คน
googleตั้ง Next News เป็นข่าวโปรดบน Google

‘เอกนิติง’ ปลื้ม Fitch ปรับเพิ่มมุมมองไทยจาก ‘เชิงลบ’ เป็นระดับ ‘มีเสถียรภาพ’ คงอันดับความน่าเชื่อถือ ที่ระดับ BBB+ ชี้รัฐบาลมีเสถียรภาพช่วยลดความไม่แน่นอนทางการเมืองและเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่อง รับแรงกดดันจากวิกฤตพลังงานโลกได้ดีกว่าที่คาด

สำนักข่าว Next News รายงานเมื่อวันที่ 18 กันยายน 2569 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า  บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ Fitch ได้ปรับเพิ่มมุมมองความน่าเชื่อถือของประเทศไทย (Outlook) จากระดับ “เชิงลบ (Negative Outlook)” เพิ่มขึ้นเป็นระดับ “มีเสถียรภาพ (Stable Outlook)” และคงอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทย (Sovereign Credit Rating) ที่ BBB+ ส่งผลให้ปัจจุบันบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับสากลทั้ง 3 แห่ง ได้แก่ Fitch , Moody’s และ S&P มีมุมมองความน่าเชื่อถือของประเทศไทยอยู่ในระดับ “มีเสถียรภาพ (Stable Outlook)” ทั้งหมด สะท้อนถึงความเชื่อมั่นต่อทิศทางนโยบายเศรษฐกิจของประเทศที่เพิ่มขึ้น ควบคู่กับการรักษาวินัยทางการคลัง

 นายเอกนิติกล่าวว่า ทั้งนี้ Fitch ได้ชี้แจงเหตุผลและปัจจัยสำคัญ โดยมีรายละเอียด ดังนี้

 1.เสถียรภาพของรัฐบาลช่วยลดความไม่แน่นอนทางการเมืองที่เคยเป็นปัจจัยเชิงลบที่มีต่อเศรษฐกิจไทยและสนับสนุนความต่อเนื่องในการดำเนินนโยบายภาครัฐ ส่งผลให้รัฐบาลอยู่ในสถานะที่เอื้อต่อการขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจในระยะปานกลางมากยิ่งขึ้น รวมถึงการดำเนินการตามแผนการปรับสมดุลทางการคลัง (Fiscal Consolidation)

  2.เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่องและสามารถรับแรงกดดันจากวิกฤตราคาพลังงานโลกได้ดีกว่าที่คาดการณ์ โดย Fitch คาดว่า เศรษฐกิจไทยจะเติบโตที่ร้อยละ 2.3 ในปี 2569 อยู่ในระดับใกล้เคียงกับปี 2568 ที่ร้อยละ 2.4 ซึ่งมีปัจจัยสนับสนุนจากการลงทุนที่เกี่ยวกับปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) และศูนย์ข้อมูล (Data Center) ที่เร่งตัวขึ้น รวมถึงการบริโภคภายในประเทศที่เพิ่มขึ้นจากมาตรการของภาครัฐ อาทิ โครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) ทั้งนี้ แม้สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะส่งผลให้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศที่เดินทางเข้าประเทศไทยในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2569 ลดลงร้อยละ 4 เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า แต่รายรับจากการท่องเที่ยวยังคงอยู่ในระดับที่ดี และภาคการท่องเที่ยวมีแนวโน้มฟื้นตัวในปีถัดไป

  3.สัดส่วนหนี้ภาครัฐบาล (General Government Debt) ต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (Gross Domestic Product: GDP) อยู่ที่ร้อยละ 59.3 ในปีงบประมาณ 2568 และคาดว่าจะอยู่ในระดับต่ำกว่าร้อยละ 63 ภายในปีงบประมาณ 2571 ซึ่งปรับดีขึ้นจากประมาณการครั้งก่อนที่ระดับร้อยละ 65 เนื่องจากผลทางการคลังในปีงบประมาณ 2568 ดีกว่าคาดการณ์ และเศรษฐกิจยังสามารถขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง แม้รัฐบาลจำเป็นต้องดำเนินมาตรการเพิ่มเติมเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสีเขียว แต่ Fitch เห็นว่ารัฐบาลยังคงมุ่งมั่นในการรักษาวินัยทางการคลัง และพร้อมเดินหน้าปฏิรูปรายได้ภาครัฐเพื่อสนับสนุนแผนการปรับสมดุลทางการคลังในระยะปานกลาง   

 4.ประเทศไทยยังคงมีฐานะการเงินต่างประเทศที่แข็งแกร่ง โดย Fitch คาดว่า ดุลบัญชีเดินสะพัดจะกลับมาเกินดุลร้อยละ 1.5 ของ GDP ในปี 2570 หลังจากการขาดดุลชั่วคราวร้อยละ 0.5 ของ GDP ในปี 2569 จากราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับสูงและการนำเข้าสินค้าทุนสำหรับการก่อสร้าง Data Center ทั้งนี้ การเกินดุลบัญชีเดินสะพัดอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ส่งผลให้ประเทศไทยมีฐานะสินทรัพย์ต่างประเทศสุทธิ (Net External Asset Position) อยู่ในระดับสูง ขณะที่ภาระดอกเบี้ยจ่ายต่างประเทศ (External Interest Service) ยังอยู่ในระดับต่ำ เมื่อเทียบกับประเทศในกลุ่มอันดับความน่าเชื่อถือในระดับเดียวกัน (Peers)

 5.ผลการประเมินดังกล่าว สะท้อนถึงความสามารถของประเทศไทยในการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและการคลังท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากฐานะการเงินต่างประเทศที่แข็งแกร่ง กรอบนโยบายเศรษฐกิจมหภาคที่น่าเชื่อถือ และการบริหารจัดการด้านการคลังอย่างมีวินัย ทั้งนี้ Fitch จะติดตามแนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไทย ความคืบหน้าของแผนการปรับสมดุลทางการคลัง และการบริหารจัดการภาระหนี้ของรัฐบาล เพื่อประกอบการพิจารณาอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทยในระยะต่อไป

 “การปรับเพิ่มมุมมองความน่าเชื่อถือของประเทศไทยเป็นระดับมีเสถียรภาพในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นที่เพิ่มขึ้นต่อทิศทางการดำเนินนโยบายของรัฐบาล โดยรัฐบาลจะเร่งผลักดันนโยบายให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม ในด้านการส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ เร่งรัดการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสีเขียว และให้ความสำคัญกับการรักษาวินัยทางการคลัง เพื่อยกระดับศักยภาพและวางรากฐานการเติบโตของประเทศอย่างยั่งยืน”นายเอกนิติกล่าว

 

แท็กที่เกี่ยวข้อง



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

เวทีเสวนาจุฬาฯ ชี้ 'หมอสรณ' ไร้สถานะ กม. จี้ออก ปธ.กสทช.ปลดล็อกประชุม
เวทีเสวนาจุฬาฯ ชี้ 'หมอสรณ' ไร้สถานะ กม. จี้ออก ปธ.กสทช.ปลดล็อกประชุม