การเจรจา FTA ไทย-EU รอบที่ 10 ยังปิดปม UPOV 1991 ไม่ได้ ท่ามกลางข้อกังวลว่าเกษตรกรไทยอาจเสียเปรียบด้านเมล็ดพันธุ์ ขณะที่รัฐบาลยังเปิดรับฟังความเห็นก่อนกำหนดท่าทีต่อข้อเสนอของสหภาพยุโรป
เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2569 การเจรจาความตกลงการค้าเสรีไทย-สหภาพยุโรป (FTA) รอบที่ 10 สิ้นสุดลง แต่หนึ่งในประเด็นสำคัญที่ยังไม่ได้ข้อยุติคือ ข้อเสนอให้ไทยใช้มาตรฐานตาม อนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ ฉบับปี 1991 หรือ UPOV 1991 ซึ่งเป็นกรอบที่กำหนดการคุ้มครองสิทธิของผู้พัฒนาพันธุ์พืชใหม่
ขณะที่รัฐบาลไทยยังอยู่ระหว่างรับฟังความคิดเห็นจากเกษตรกรและประชาชน ท่ามกลางแรงคัดค้านที่เกิดขึ้นต่อเนื่องก่อนและระหว่างการเจรจา เนื่องจากมีข้อกังวลว่าหากไทยต้องปรับกฎหมายให้สอดคล้องกับมาตรฐานดังกล่าว อาจกระทบ สิทธิของเกษตรกรในการเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ปลูกต่อ รวมถึง การจัดการทรัพยากรพันธุกรรมของประเทศ
การเจรจารอบดังกล่าวจัดขึ้นระหว่างวันที่ 28 กันยายน-6 ตุลาคม 2569 ที่จังหวัดภูเก็ต โดยกรอบการเจรจา FTA ไทย-สหภาพยุโรปมีเนื้อหาทั้งหมด 24 บท ครอบคลุมตั้งแต่การค้าสินค้า บริการ การลงทุน ทรัพย์สินทางปัญญา ไปจนถึงกฎระเบียบทางการค้า เมื่อสิ้นสุดการเจรจารอบที่ 9 เมื่อเดือนมิถุนายน 2569 ทั้งสองฝ่ายสามารถปิดการเจรจาได้สะสมแล้ว 15 บท ส่วนอีก 9 บท ยังมีประเด็นที่ต้องหารือต่อ หนึ่งในนั้นคือบททรัพย์สินทางปัญญาที่มีข้อเสนอให้คุ้มครองพันธุ์พืชตามมาตรฐาน UPOV 1991 รวมถึงประเด็นการเปิดตลาดสินค้า บริการ และการลงทุนที่ยังต้องเจรจาหาข้อสรุปต่อไป
หนึ่งในประเด็นที่ถูกจับตามากที่สุดคือ ข้อเสนอของสหภาพยุโรปในบททรัพย์สินทางปัญญา มาตรา X.51 ซึ่งกำหนดให้แต่ละฝ่ายคุ้มครองสิทธิในพันธุ์พืชตามอนุสัญญา UPOV 1991 ข้อเสนอดังกล่าวไม่ได้ระบุโดยตรงว่าไทยต้องเข้าเป็นภาคีของอนุสัญญา แต่หากไทยยอมรับข้อผูกพันดังกล่าว จะต้องปรับระบบกฎหมายภายในด้านการคุ้มครองพันธุ์พืชให้สอดคล้องกับมาตรฐานของอนุสัญญาฉบับนี้ ซึ่งเข้มงวดกว่ากฎหมายที่ไทยใช้อยู่ในปัจจุบัน
UPOV 1991 เป็นกติกาที่ขยายสิทธิของผู้ปรับปรุงพันธุ์พืชต่อพันธุ์ใหม่ที่ได้รับการคุ้มครอง ให้ครอบคลุมตั้งแต่การผลิตและขยายพันธุ์ การเตรียมเพื่อการขยายพันธุ์ การเสนอขาย การขาย การส่งออก การนำเข้า และการเก็บรักษาเพื่อวัตถุประสงค์ดังกล่าว รวมถึงในบางกรณียังขยายสิทธิไปถึงผลผลิตที่เก็บเกี่ยวได้ หากเจ้าของสิทธิไม่มีโอกาสใช้สิทธิกับส่วนขยายพันธุ์มาก่อนอย่างเหมาะสม
จุดที่แตกต่างจากกฎหมายไทยและเป็นข้อกังวลสำคัญของเกษตรกรอยู่ที่การเก็บเมล็ดพันธุ์จากผลผลิตของตนเองไว้ปลูกในฤดูกาลต่อไป พระราชบัญญัติคุ้มครองพันธุ์พืชปี 2542 ของไทยยังเปิดให้เกษตรกรใช้ส่วนขยายพันธุ์ที่ผลิตขึ้นเองเพื่อเพาะปลูกต่อได้ภายใต้เงื่อนไขตามมาตรา 33 แต่ภายใต้ UPOV 1991 การเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ปลูกต่อไม่ได้เป็นสิทธิที่ได้รับโดยอัตโนมัติ แต่เป็นข้อยกเว้นที่แต่ละประเทศอาจกำหนดขึ้นได้ โดยต้องอยู่ภายในขอบเขตที่เหมาะสมและคำนึงถึงประโยชน์อันชอบธรรมของผู้ทรงสิทธิในพันธุ์พืช
ข้อมูลจากการศึกษาของคณะกรรมาธิการวิสามัญของสภาผู้แทนราษฎรเมื่อปี 2563 ซึ่งศึกษาผลกระทบจากการเข้าร่วมความตกลง CPTPP เคยระบุความเสี่ยงจากการนำมาตรฐาน UPOV 1991 มาใช้ ตั้งแต่การจำกัดการเก็บ คัดเลือก แลกเปลี่ยน และนำเมล็ดพันธุ์ไปปลูกต่อ ไปจนถึงต้นทุนเมล็ดพันธุ์ที่อาจเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะเกษตรกรรายย่อย ขณะที่ข้อมูลจากมูลนิธิชีววิถีประเมินว่า ในบางกรณีต้นทุนเมล็ดพันธุ์อาจเพิ่มขึ้นประมาณ 2-6 เท่า อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวเป็นการประเมินของฝ่ายที่คัดค้านและผลที่เกิดขึ้นจริงจะขึ้นอยู่กับรายละเอียดกฎหมายและข้อยกเว้นที่ไทยกำหนดในท้ายที่สุด
อีกประเด็นคือ ขอบเขตสิทธิของผู้ปรับปรุงพันธุ์ที่กว้างขึ้น รวมถึงพันธุ์ที่ได้มาจากพันธุ์คุ้มครองเป็นสำคัญ ซึ่งทำให้ฝ่ายคัดค้านกังวลว่าการนำพันธุ์เดิมไปพัฒนาต่อยอดอาจมีข้อจำกัดมากขึ้น นอกจากนี้ ระยะเวลาคุ้มครองตาม UPOV 1991 กำหนดขั้นต่ำ 20 ปีสำหรับพืชทั่วไป และ 25 ปีสำหรับไม้ยืนต้นและไม้เถา ขณะที่กฎหมายไทยปัจจุบันกำหนดระยะเวลาคุ้มครองสั้นกว่าในพืชหลายประเภท
ความกังวลยังครอบคลุมถึงทรัพยากรพันธุกรรมท้องถิ่น เนื่องจากไทยมีความหลากหลายทางชีวภาพและมีเชื้อพันธุกรรมพืชจำนวนมาก รวมถึงเชื้อพันธุกรรมข้าวที่มีการรวบรวมไว้มากกว่า 24,000 ตัวอย่าง รายงานของคณะกรรมาธิการสภาผู้แทนราษฎรเคยตั้งข้อสังเกตว่าการปรับระบบคุ้มครองพันธุ์พืชอาจลดประสิทธิภาพของกลไกควบคุมการเข้าถึงและแบ่งปันผลประโยชน์จากทรัพยากรพันธุกรรม และเพิ่มความเสี่ยงต่อการนำพันธุกรรมของไทยไปพัฒนาหรือจดสิทธิโดยไม่มีการแบ่งปันผลประโยชน์อย่างเหมาะสม
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวทำให้เครือข่ายเกษตรกรจากหลายพื้นที่ รวมถึงกลุ่มเกษตรกรจาก 27 จังหวัดและองค์กรภาคประชาชน เรียกร้องให้รัฐบาลไม่นำ UPOV 1991 มาเป็นข้อผูกพันในความตกลงการค้าเสรีไทย-สหภาพยุโรป โดยมีกลุ่มผู้ชุมนุมเดินทางไปยื่นหนังสือที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และเคลื่อนไหวในจังหวัดภูเก็ตระหว่างการเจรจารอบที่ 10 เพื่อขอให้ถอนประเด็นดังกล่าวออกจากโต๊ะเจรจา
ข้อกังวลไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะภายในประเทศ เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2569 ผู้รายงานพิเศษแห่งสหประชาชาติ 4 คณะส่งหนังสือถึงรัฐบาลไทยและสหภาพยุโรป แสดงความกังวลต่อข้อเสนอ UPOV 1991 ในการเจรจา และเรียกร้องให้สหภาพยุโรปถอนข้อเสนอดังกล่าว โดยให้เหตุผลถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อสิทธิเกษตรกร การเข้าถึงเมล็ดพันธุ์ และความมั่นคงทางอาหาร
อย่างไรก็ตาม ฝ่ายที่สนับสนุนการปรับระบบคุ้มครองพันธุ์พืชมองว่า การให้สิทธิแก่ผู้ปรับปรุงพันธุ์ในระดับที่สูงขึ้นจะช่วยสร้างแรงจูงใจให้เกิดการลงทุนวิจัยและพัฒนาพันธุ์ใหม่ ทำให้ผู้พัฒนาพันธุ์มีระยะเวลาและความมั่นใจในการนำผลงานออกสู่ตลาดมากขึ้น รวมถึงอาจช่วยให้อุตสาหกรรมเมล็ดพันธุ์ของไทยเชื่อมโยงกับตลาดต่างประเทศได้มากขึ้น ทำให้ประเด็นสำคัญของการเจรจาไม่ได้อยู่เพียงว่าจะรับหรือไม่รับ UPOV 1991 แต่ยังอยู่ที่ไทยจะสามารถกำหนดข้อยกเว้นและมาตรการคุ้มครองเกษตรกรกับทรัพยากรพันธุกรรมภายในประเทศได้มากเพียงใด
ล่าสุดวันที่ 6 ตุลาคม 2569 นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวที่ทำเนียบรัฐบาลว่า ประเด็น UPOV 1991 มีการดำเนินการมาก่อนตนเข้ารับตำแหน่ง และขณะนี้ยังอยู่ระหว่างรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน นายสุริยะระบุว่า หากท้ายที่สุดประชาชนเห็นว่าไม่มีประโยชน์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ก็คงไม่เข้าร่วม แต่จำเป็นต้องรับฟังข้อมูลทั้งฝ่ายที่เห็นประโยชน์และฝ่ายที่กังวลผลกระทบ พร้อมย้ำว่าขณะนี้ยังอยู่ระหว่างจัดทำข้อมูลให้ชัดเจนว่า หากเข้าร่วมแล้วเกษตรกรจะเสียเปรียบด้านเมล็ดพันธุ์จริงหรือไม่
ขณะเดียวกัน สภาเกษตรกรแห่งชาติเปิดรับความคิดเห็นจากเกษตรกรและประชาชนเกี่ยวกับ UPOV 1991 จนถึงวันที่ 11 ตุลาคม 2569 เวลา 16.30 น. โดยข้อมูล ณ วันที่ 3 ตุลาคม มีผู้ตอบแบบสอบถามแล้วมากกว่า 6,600 คน เพื่อนำความคิดเห็นไปจัดทำข้อเสนอต่อภาครัฐประกอบการกำหนดท่าทีของไทย
อ้างอิง:




