News Logo
หน้าแรก
ยาสูบครองแชมป์สินค้าผิดกม. สรรพสามิตจับ 2.4 หมื่นคดี ยึด 6.2 ล้านซอง

ยาสูบครองแชมป์สินค้าผิดกม. สรรพสามิตจับ 2.4 หมื่นคดี ยึด 6.2 ล้านซอง

9 ต.ค. 2569 13:56
ผู้ชม 21 คน
googleตั้ง Next News เป็นข่าวโปรดบน Google

กรมสรรพสามิตโชว์ผลปราบปราม 12 เดือน ปีงบประมาณ 2569 จับ 39,305 คดี ค่าปรับรวมกว่า 1,069 ล้านบาท พบความผิดเกี่ยวกับยาสูบสูงสุด 24,321 คดี ยึดของกลางกว่า 6.2 ล้านซอง เดินหน้าสกัดสินค้าผิดกฎหมายตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง

สำนักข่าว Next News รายงานเมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2569 นายพรชัย ฐีระเวช อธิบดีกรมสรรพสามิต เปิดเผยผลการดำเนินงานด้านการป้องกันและปราบปรามการกระทำผิดกฎหมายสรรพสามิต รอบ 12 เดือน ปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ว่ากรมสรรพสามิต เดินหน้าป้องกันและปราบปรามการกระทำผิดอย่างเข้มข้นและต่อเนื่อง โดยสามารถจับกุมดำเนินคดีได้ รวม 39,305 คดี มีค่าปรับรวมกว่า 1,069 ล้านบาท และประมาณการค่าปรับรวมกว่า5,420 ล้านบาท ทั้งนี้ เมื่อเปรียบเทียบกับปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 มีจำนวนคดีเพิ่มขึ้น 2,848 คดี คิดเป็นร้อยละ 7.81

สำหรับผลการปราบปรามจำแนกตามประเภทสินค้าที่พบการกระทำผิดสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ อันดับ 1 ยาสูบ จำนวน24,321 คดี ค่าปรับกว่า 733 ล้านบาท ประมาณการค่าปรับกว่า5,273 ล้านบาท ตรวจยึดของกลางยาสูบในประเทศและต่างประเทศจำนวนรวม 6,213,590 ซอง แสดงให้เห็นว่ายาสูบยังคงเป็นสินค้าที่กรมสรรพสามิตให้ความสำคัญในการสกัดกั้นและปราบปรามอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการลักลอบนำเข้าและการกระจายสินค้าผิดกฎหมาย อันดับ 2 สุรา จำนวน 11,699 คดี ค่าปรับกว่า133 ล้านบาท ประมาณการค่าปรับกว่า 37 ล้านบาท ตรวจยึดของกลางสุราในประเทศ จำนวน 149,603.258 ลิตร และสุราต่างประเทศ จำนวน 24,922.977 ลิตร และ อันดับ 3 น้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมันจำนวน 875 คดี ค่าปรับกว่า 83 ล้านบาท ประมาณการค่าปรับกว่า4.7 ล้านบาท ตรวจยึดของกลางรวม 2,604,881 ลิตร

อธิบดีกรมสรรพสามิต กล่าวต่อว่าในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 กรมสรรพสามิตได้ยกระดับ แนวทางการป้องกันและปราบปรามจากการบังคับใช้กฎหมายที่มุ่งเน้นการจับกุมภายหลังเกิดเหตุสู่การทำงานเชิงรุกที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล หรือ Data Driven Enforcement โดยนำข้อมูลการจับกุม ข้อมูลพื้นที่ เส้นทางลำเลียงสินค้า ข้อมูลจากหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน รวมถึงเบาะแสจากประชาชน มาวิเคราะห์ร่วมกัน เพื่อประเมินความเสี่ยงและกำหนดมาตรการให้เหมาะสมกับบริบทของแต่ละพื้นที่ ซึ่งเป็นแนวทางที่กรมสรรพสามิตได้ประกาศใช้เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการปราบปราม

นอกจากนี้ ได้นำแนวคิดการป้องกันและปราบปรามแบบ“ต้นน้ำ–กลางน้ำ–ปลายน้ำ” มาใช้ในการดำเนินงาน โดย ต้นน้ำมุ่งสกัดกั้นบริเวณแนวชายแดนและแหล่งที่มาของสินค้า กลางน้ำมุ่งติดตามเส้นทางลำเลียง จุดพัก และจุดกระจายสินค้า ขณะที่ปลายน้ำ มุ่งตรวจสอบร้านค้า ตลาด และช่องทางจำหน่าย รวมถึงการจำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์และการขนส่งพัสดุ เพื่อสกัดกั้นสินค้าไม่ให้เข้าสู่ตลาดและถึงมือผู้บริโภค สำหรับพื้นที่ชายแดน กรมสรรพสามิตมุ่งเน้นการสกัดกั้นการลักลอบนำเข้าสินค้าผิดกฎหมายทั้งทางบกและทางทะเล โดยบูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานด้านความมั่นคง กรมศุลกากร ตำรวจ และฝ่ายปกครอง พร้อมเชื่อมโยงข้อมูลตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง และขยายผลไปยังเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง ขณะที่พื้นที่เศรษฐกิจและพื้นที่อุตสาหกรรม ได้เพิ่มมาตรการติดตามการกระจายสินค้า การจำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์ และการขนส่งพัสดุ เพื่อให้สามารถสกัดกั้นการกระทำผิดได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

นายพรชัยกล่าวว่า ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 กรมสรรพสามิตจะเดินหน้ายกระดับการป้องกันและปราบปรามการกระทำผิดกฎหมายสรรพสามิตอย่างต่อเนื่อง โดยให้ความสำคัญกับการใช้ข้อมูล การวิเคราะห์ความเสี่ยง และการบูรณาการความร่วมมือกับทุกภาคส่วน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมายและเท่าทันรูปแบบการกระทำผิดที่เปลี่ยนแปลงไป โดยมุ่งเปลี่ยนจากแนวคิด “มาตรการเดียวใช้ทั่วประเทศ” สู่“พื้นที่ต่างกัน ความเสี่ยงต่างกัน มาตรการก็ต้องต่างกัน” (From One-Size-Fits-All to Tailored Enforcement) เพื่อสกัดกั้นสินค้าผิดกฎหมายตั้งแต่ต้นทาง ลดการเข้าสู่ตลาด สร้างความเป็นธรรมแก่ผู้ประกอบการที่ปฏิบัติตามกฎหมาย รักษารายได้ของรัฐ และสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบภาษีและเศรษฐกิจของประเทศ

แท็กที่เกี่ยวข้อง
ข่าวเศรษฐกิจ
กรมสรรพสามิต

ก

ก

ก



ก

ก

ก

section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

สั่งทำหลักเกณฑ์เก็บค่าเหยียบแผ่นดิน 450 บ.จ่อเปิดฟังความเห็นก่อนชงครม.
สั่งทำหลักเกณฑ์เก็บค่าเหยียบแผ่นดิน 450 บ.จ่อเปิดฟังความเห็นก่อนชงครม.