13 ตุลา วันนวมินทรมหาราช
13 ตุลา วันนวมินทรมหาราช
News Logo
หน้าแรก
‘เอกนิติ-วิทัย’ร่วมเวทีIMFถอดบทเรียน35ปีศก.ไทยชูโตรอบใหม่มีเสถียรภาพ

‘เอกนิติ-วิทัย’ร่วมเวทีIMFถอดบทเรียน35ปีศก.ไทยชูโตรอบใหม่มีเสถียรภาพ

13 ต.ค. 2569 19:41
ผู้ชม 11 คน
googleตั้ง Next News เป็นข่าวโปรดบน Google

‘ไอเอ็มเอฟ’จัดเวที ถอดบทเรียน 35 ปีเศรษฐกิจไทย ‘เอกนิติ’ชูเติบโตระลอกใหม่มีเสถียรภาพ ผู้ว่าแบงก์ชาติแจงแก้โจทย์เชิงโครงสร้าง เร่งช่วยเอสเอ็มอี พร้อมดัน ‘พิมพ์เขียวกรุงเทพฯ’ ร่วมมือสกัดภัยการเงินข้ามพรมแดน

 สำนักข่าว Next News รายงานเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2569 ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ ฝ่ายเอเชียและแปซิฟิก (International Monetary Fund Asia and Pacific Department: IMF APD) จัดงานสัมมนาพิเศษ Thailand Special Seminar: Bangkok 1991-2026: Thailand's Path to Resilient, Inclusive Growth เพื่อถอดบทเรียนจากพัฒนาการทางเศรษฐกิจของไทยตลอด 35 ปี นับตั้งแต่การประชุมประจำปีฯ ครั้งก่อนที่กรุงเทพมหานคร เมื่อปี 2534 โดยใช้ประสบการณ์ของไทยเป็นกรณีศึกษาถึงการเสริมสร้างความยืดหยุ่นของกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ผ่านการปฏิรูปเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม และมองไปยังโอกาสทางเศรษฐกิจรอบใหม่ของประเทศไทย งานดังกล่าวมีผู้เข้าร่วมจากภาครัฐ ภาคเอกชน และภาควิชาการจากนานาประเทศ

 ผู้ร่วมเสวนาเห็นว่าการเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจ การเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจโลก ตลอดจนกรอบนโยบายและสถาบันที่เข้มแข็ง โดยเฉพาะการปฏิรูปภาคการเงินภายหลังวิกฤตการเงินเอเชีย เป็นรากฐานสำคัญที่ช่วยให้ไทยรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจการเงินและรองรับแรงกระแทกได้ดีขึ้น อย่างไรก็ดี แม้ไทยจะมีเสถียรภาพมากขึ้น แต่ยังเผชิญความท้าทายระยะยาวจากสังคมสูงวัย ผลิตภาพที่ชะลอลง หนี้ครัวเรือนสูง การเปลี่ยนผ่านด้านดิจิทัลและ AI ตลอดจนความสามารถในการปรับตัวของภาคธุรกิจที่แตกต่างกันตามข้อจำกัดด้านเงินทุน เทคโนโลยี และทักษะ

 นอกจากนี้ ความเสี่ยงดังกล่าวยังเกิดถี่ขึ้น เชื่อมโยงกันมากขึ้น และส่งผลยืดเยื้อ เศรษฐกิจไทยจึงต้องก้าวจากการรับมือวิกฤตในระดับมหภาคไปสู่การเสริมศักยภาพให้ครัวเรือนและธุรกิจสามารถปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงได้ต่อเนื่อง โดยอาศัยนโยบายเศรษฐกิจที่ทำงานประสานกัน ทั้งการรักษาเสถียรภาพ การเร่งยกระดับผลิตภาพและทักษะ ตลอดจนการเปิดทางให้ SMEs และกลุ่มเปราะบางเข้าถึงเงินทุนและโอกาสใหม่อย่างทั่วถึง

 ทั้งนี้ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจครั้งสำคัญของไทยในอดีตเกิดจากการเปิดประเทศ การลงทุนจากต่างประเทศ และการเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายการผลิตโลก แต่การเติบโตในอดีตขาดเสถียรภาพและนำไปสู่วิกฤตเศรษฐกิจใน 2540 ดังนั้น การเติบโตทางเศรษฐกิจระลอกใหม่ (second take-off) จะต้องเป็นการเติบโตอย่างมีเสถียรภาพ มุ่งเน้นการพัฒนาผลิตภาพ เทคโนโลยีดิจิทัล และเตรียมประเทศไทยให้พร้อมกับการเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก เพื่อไม่ให้เศรษฐกิจไทย “ตกขบวน”

  นายเอกนิติกล่าวว่า ไทยพร้อมปรับลดกฎเกณฑ์การประกอบธุรกิจเพื่อส้งเสริมภาคเอกชน โดยเปรียบเทียบภาคเอกขนเป็น “กองหน้า” ที่พร้อมทำประตู เป็นกำลังหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ส่วนภาครัฐจะเปรียบเสมือน “กองกลาง” ที่พร้อมสนับสนุนภาคเอกชน และเปรียบเสถียรภาพทางเศรษฐกิจเป็น “กองหลัง” ที่ถือเป็นฐานรากที่แข็งแกร่งของระบบเศรษฐกิจไทย

  ขณะที่ นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) กล่าวว่า การสร้างความยืดหยุ่นต้องดำเนินควบคู่กันทั้งด้านมหภาค นโยบายการคลัง นโยบายการเงิน และนโยบายภาคการเงิน ไปจนถึงระดับครัวเรือนและธุรกิจที่ต้องมีฐานะการเงินและศักยภาพเพียงพอที่จะปรับตัว ดังนั้น นอกจากกรอบการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจมหภาคที่เข้มแข็งแล้ว ธปท. จึงให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างในระบบการเงิน 4 ด้าน ได้แก่

 (1) การแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนและ SMEs ผ่านโครงการปรับโครงสร้างหนี้และการออกหลักเกณฑ์ดูแลการสร้างหนี้ผ่านสินเชื่อรูปแบบใหม่ๆ

 (2) การขยายการเข้าถึงบริการทางการเงินและสินเชื่อ ผ่านกลไกแบ่งปันความเสี่ยงด้านเครดิตและตลาดกลางสินเชื่อเพื่อ SME (SME Credit Portal) เพื่อให้มีการจัดสรรทรัพยากรไปถึงกิจกรรมที่สร้างรายได้และเพิ่มผลิตภาพได้มากขึ้น

 (3) การส่งเสริมความเป็นธรรมและคุ้มครองผู้ใช้บริการ ผ่านหลักเกณฑ์การให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบและโครงสร้างค่าธรรมเนียมและความเสี่ยงของผลิตภัณฑ์การเงินที่โปร่งใสและชัดเจน

(4) การรักษาความมั่นคงและความน่าเชื่อถือของระบบการเงิน ผ่านการยกระดับการกำกับดูแล non-bank และธุรกรรมเสี่ยง

 นายวิทัยกล่าวว่า นอกจากนี้ ประสบการณ์จากการพัฒนา PromptPay ที่ปัจจุบันมีผู้ลงทะเบียนกว่า 83 ล้านบัญชี และการเชื่อมโยงระบบชำระเงินข้ามพรมแดนทั้งในรูปแบบทวิภาคีและพหุภาคีมาอย่างต่อเนื่อง สะท้อนว่าเทคโนโลยีดิจิทัลช่วยลดต้นทุนและขยายการเข้าถึงบริการทางการเงิน แต่ต้องมาพร้อมความปลอดภัยและความเชื่อมั่นของผู้ใช้งาน เพื่อป้องกันภัยการเงินที่มีความซับซ้อนและเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งคิดเป็นมูลค่าความเสียหายถึง 43 พันล้านบาทในปี 2568

 “ธปท. จึงร่วมกับ IMF และธนาคารโลกผลักดัน Bangkok Blueprint for Fraud-Resilient Financial Services เพื่อส่งเสริมความร่วมมือในการรับมือภัยการเงินข้ามพรมแดน ได้อย่างครอบคลุมและมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะเป็นส่วนสำคัญในการสร้างระบบนิเวศน์การเงินดิจิทัลที่ปลอดภัยและทั่วถึง บนฐานของนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ทันสมัย”นายวิทัยกล่าว

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ก

ก

ก



ก

ก

ก

section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ไทยชง‘พิมพ์เขียว กรุงเทพฯ’ในเวทีIMFดึงนานาชาติร่วมสกัดอาชญากรรมไซเบอร์
ไทยชง‘พิมพ์เขียว กรุงเทพฯ’ในเวทีIMFดึงนานาชาติร่วมสกัดอาชญากรรมไซเบอร์