‘ไอเอ็มเอฟ’จัดเวที ถอดบทเรียน 35 ปีเศรษฐกิจไทย ‘เอกนิติ’ชูเติบโตระลอกใหม่มีเสถียรภาพ ผู้ว่าแบงก์ชาติแจงแก้โจทย์เชิงโครงสร้าง เร่งช่วยเอสเอ็มอี พร้อมดัน ‘พิมพ์เขียวกรุงเทพฯ’ ร่วมมือสกัดภัยการเงินข้ามพรมแดน
สำนักข่าว Next News รายงานเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2569 ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ ฝ่ายเอเชียและแปซิฟิก (International Monetary Fund Asia and Pacific Department: IMF APD) จัดงานสัมมนาพิเศษ Thailand Special Seminar: Bangkok 1991-2026: Thailand's Path to Resilient, Inclusive Growth เพื่อถอดบทเรียนจากพัฒนาการทางเศรษฐกิจของไทยตลอด 35 ปี นับตั้งแต่การประชุมประจำปีฯ ครั้งก่อนที่กรุงเทพมหานคร เมื่อปี 2534 โดยใช้ประสบการณ์ของไทยเป็นกรณีศึกษาถึงการเสริมสร้างความยืดหยุ่นของกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ผ่านการปฏิรูปเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม และมองไปยังโอกาสทางเศรษฐกิจรอบใหม่ของประเทศไทย งานดังกล่าวมีผู้เข้าร่วมจากภาครัฐ ภาคเอกชน และภาควิชาการจากนานาประเทศ
ผู้ร่วมเสวนาเห็นว่าการเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจ การเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจโลก ตลอดจนกรอบนโยบายและสถาบันที่เข้มแข็ง โดยเฉพาะการปฏิรูปภาคการเงินภายหลังวิกฤตการเงินเอเชีย เป็นรากฐานสำคัญที่ช่วยให้ไทยรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจการเงินและรองรับแรงกระแทกได้ดีขึ้น อย่างไรก็ดี แม้ไทยจะมีเสถียรภาพมากขึ้น แต่ยังเผชิญความท้าทายระยะยาวจากสังคมสูงวัย ผลิตภาพที่ชะลอลง หนี้ครัวเรือนสูง การเปลี่ยนผ่านด้านดิจิทัลและ AI ตลอดจนความสามารถในการปรับตัวของภาคธุรกิจที่แตกต่างกันตามข้อจำกัดด้านเงินทุน เทคโนโลยี และทักษะ
นอกจากนี้ ความเสี่ยงดังกล่าวยังเกิดถี่ขึ้น เชื่อมโยงกันมากขึ้น และส่งผลยืดเยื้อ เศรษฐกิจไทยจึงต้องก้าวจากการรับมือวิกฤตในระดับมหภาคไปสู่การเสริมศักยภาพให้ครัวเรือนและธุรกิจสามารถปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงได้ต่อเนื่อง โดยอาศัยนโยบายเศรษฐกิจที่ทำงานประสานกัน ทั้งการรักษาเสถียรภาพ การเร่งยกระดับผลิตภาพและทักษะ ตลอดจนการเปิดทางให้ SMEs และกลุ่มเปราะบางเข้าถึงเงินทุนและโอกาสใหม่อย่างทั่วถึง
ทั้งนี้ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจครั้งสำคัญของไทยในอดีตเกิดจากการเปิดประเทศ การลงทุนจากต่างประเทศ และการเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายการผลิตโลก แต่การเติบโตในอดีตขาดเสถียรภาพและนำไปสู่วิกฤตเศรษฐกิจใน 2540 ดังนั้น การเติบโตทางเศรษฐกิจระลอกใหม่ (second take-off) จะต้องเป็นการเติบโตอย่างมีเสถียรภาพ มุ่งเน้นการพัฒนาผลิตภาพ เทคโนโลยีดิจิทัล และเตรียมประเทศไทยให้พร้อมกับการเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก เพื่อไม่ให้เศรษฐกิจไทย “ตกขบวน”
นายเอกนิติกล่าวว่า ไทยพร้อมปรับลดกฎเกณฑ์การประกอบธุรกิจเพื่อส้งเสริมภาคเอกชน โดยเปรียบเทียบภาคเอกขนเป็น “กองหน้า” ที่พร้อมทำประตู เป็นกำลังหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ส่วนภาครัฐจะเปรียบเสมือน “กองกลาง” ที่พร้อมสนับสนุนภาคเอกชน และเปรียบเสถียรภาพทางเศรษฐกิจเป็น “กองหลัง” ที่ถือเป็นฐานรากที่แข็งแกร่งของระบบเศรษฐกิจไทย
ขณะที่ นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) กล่าวว่า การสร้างความยืดหยุ่นต้องดำเนินควบคู่กันทั้งด้านมหภาค นโยบายการคลัง นโยบายการเงิน และนโยบายภาคการเงิน ไปจนถึงระดับครัวเรือนและธุรกิจที่ต้องมีฐานะการเงินและศักยภาพเพียงพอที่จะปรับตัว ดังนั้น นอกจากกรอบการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจมหภาคที่เข้มแข็งแล้ว ธปท. จึงให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างในระบบการเงิน 4 ด้าน ได้แก่
(1) การแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนและ SMEs ผ่านโครงการปรับโครงสร้างหนี้และการออกหลักเกณฑ์ดูแลการสร้างหนี้ผ่านสินเชื่อรูปแบบใหม่ๆ
(2) การขยายการเข้าถึงบริการทางการเงินและสินเชื่อ ผ่านกลไกแบ่งปันความเสี่ยงด้านเครดิตและตลาดกลางสินเชื่อเพื่อ SME (SME Credit Portal) เพื่อให้มีการจัดสรรทรัพยากรไปถึงกิจกรรมที่สร้างรายได้และเพิ่มผลิตภาพได้มากขึ้น
(3) การส่งเสริมความเป็นธรรมและคุ้มครองผู้ใช้บริการ ผ่านหลักเกณฑ์การให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบและโครงสร้างค่าธรรมเนียมและความเสี่ยงของผลิตภัณฑ์การเงินที่โปร่งใสและชัดเจน
(4) การรักษาความมั่นคงและความน่าเชื่อถือของระบบการเงิน ผ่านการยกระดับการกำกับดูแล non-bank และธุรกรรมเสี่ยง
นายวิทัยกล่าวว่า นอกจากนี้ ประสบการณ์จากการพัฒนา PromptPay ที่ปัจจุบันมีผู้ลงทะเบียนกว่า 83 ล้านบัญชี และการเชื่อมโยงระบบชำระเงินข้ามพรมแดนทั้งในรูปแบบทวิภาคีและพหุภาคีมาอย่างต่อเนื่อง สะท้อนว่าเทคโนโลยีดิจิทัลช่วยลดต้นทุนและขยายการเข้าถึงบริการทางการเงิน แต่ต้องมาพร้อมความปลอดภัยและความเชื่อมั่นของผู้ใช้งาน เพื่อป้องกันภัยการเงินที่มีความซับซ้อนและเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งคิดเป็นมูลค่าความเสียหายถึง 43 พันล้านบาทในปี 2568
“ธปท. จึงร่วมกับ IMF และธนาคารโลกผลักดัน Bangkok Blueprint for Fraud-Resilient Financial Services เพื่อส่งเสริมความร่วมมือในการรับมือภัยการเงินข้ามพรมแดน ได้อย่างครอบคลุมและมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะเป็นส่วนสำคัญในการสร้างระบบนิเวศน์การเงินดิจิทัลที่ปลอดภัยและทั่วถึง บนฐานของนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ทันสมัย”นายวิทัยกล่าว





