ผู้ว่าธปท.ร่วมวงเสวนา ‘G30’ ชี้ต้องสร้างสมดุลนวัตกรรมและเสถียรภาพการเงิน ย้ำผลักดัน Bangkok Blueprint ให้เป็นรูปธรรม เพื่อรับมือภัยการเงินดิจิทัลทั้งระบบ
สำนักข่าว Next News รายงานว่า นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) กล่าวเปิดงาน 41st Annual G30 International Banking Seminar เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2569 ที่ผ่านมาว่าความสำคัญของการสร้างสมดุลระหว่างนวัตกรรมและเสถียรภาพ โดยเทคโนโลยี และ digital finance เปิดโอกาสในการเพิ่มประสิทธิภาพการแข่งขัน การเข้าถึงบริการทางการเงิน แต่การสร้างนวัตกรรมต้องไม่แลกกับเสถียรภาพและความเชื่อมั่นในระบบการเงิน ทั้งนี้ เป้าหมายสูงสุดของนวัตกรรมทางการเงินต้องตอบโจทย์เศรษฐกิจจริงและประชาชน ผ่านการช่วยให้ประชาชนและภาคธุรกิจเข้าถึงบริการที่ดีขึ้น ลดต้นทุน และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ ไม่ใช่การนำเทคโนโลยีมาใช้เพียงเพราะเป็นเทคโนโลยีใหม่
นายวิทัยกล่าวว่า นอกจากนี้ ความเชื่อมั่นเป็นเงื่อนไขสำคัญของ digital finance หากประชาชนรู้สึกไม่ปลอดภัย หรือไม่มั่นใจในการใช้บริการ ประโยชน์จากนวัตกรรมก็จะเกิดขึ้นได้ไม่เต็มที่ ดังนั้นการพัฒนา digital finance ต้องให้ความสำคัญกับทั้งความปลอดภัยและการเข้าถึงอย่างทั่วถึงไปพร้อมกัน ขณะเดียวกัน ความเสี่ยงจากโลกดิจิทัลไม่สามารถแก้ได้โดยภาคการเงินเพียงฝ่ายเดียว โดยเฉพาะภัยการเงินดิจิทัลที่เชื่อมโยงหลายภาคส่วน และข้ามพรมแดน จึงต้องเปลี่ยนจากการรับมือที่ปลายเหตุไปสู่การป้องกันตั้งแต่ต้นทาง และสร้าง shared responsibility ของทั้ง ecosystem
นายวิทัยกล่าวว่า Bangkok Blueprint for Fraud-Resilient Financial Services ซึ่งเป็นการแปลงแนวคิดดังกล่าวให้เป็นรูปธรรม เพื่อผลักดันให้การรับมือภัยการเงินดิจิทัลเป็นความรับผิดชอบร่วมกันของทั้งระบบ (whole-of-ecosystem) และส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อรับมือกับภัยที่ไม่ได้หยุดอยู่ที่พรมแดนของประเทศใดประเทศหนึ่ง ภัยการเงินดิจิทัลที่เชื่อมโยงหลายภาคส่วน และข้ามพรมแดนจึงต้องเปลี่ยนจากการรับมือที่ปลายเหตุไปสู่การป้องกันตั้งแต่ต้นทาง และสร้าง shared responsibility ของทั้งระบบนิเวศ
“Bangkok Blueprint for Fraud-Resilient Financial Services ซึ่งเป็นการแปลง แนวคิดดังกล่าวให้เป็นรูปธรรม เพื่อผลักดันให้การรับมือภัยการเงินดิจิทัลเป็นความรับผิดชอบร่วมกันของทั้งระบบ และ ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อรับมือกับภัยที่ไม่ได้หยุดอยู่ที่พรมแดน ของประเทศใดประเทศหนึ่ง”นาสยวิทัยกล่าว
รายงานข่าวแจ้งว่า ในการเสวนา G30 มีการสะท้อนว่าโลกกำลังเผชิญทั้งแรงกดดันและแรงขับเคลื่อนใหม่พร้อมกัน ทั้งความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ราคาพลังงาน หนี้สาธารณะที่อยู่ในระดับสูง และเทคโนโลยีอย่าง AI ซึ่งทำให้การดำเนินนโยบายมีความซับซ้อนมากขึ้น โดยนางคริสตาลินา กอร์เกียวา กรรมการผู้จัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ชี้ว่าเศรษฐกิจโลกกำลังถูกขับเคลื่อนจากทั้ง energy shock และ AI boom ในเวลาเดียวกัน
ทั้งนี้ ในวงเสวนา AI ถูกมองว่าอาจเป็น technological shift ครั้งสำคัญของเศรษฐกิจโลก และมีนัยต่อทั้งผลิตภาพ การเติบโต และการดำเนินนโยบายการเงิน โดย Andrew Bailey ผู้ว่าการ Bank of England ระบุว่า AI และ robotics อาจเป็นการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีครั้งสำคัญที่ส่งผลต่ออัตราการเติบโต และนโยบายด้านการเงิน
สำหรับมุมมองของนางคริสตาลินา กอร์เกียวา กรรมการผู้จัดการ IMF กล่าวถึงผลกระทบของ AI ต่อการเติบโต และเสถียรภาพทางการเงินนั้น IMF ประเมินว่า AI มีศักยภาพเพิ่มการเติบโตทางเศรษฐกิจได้ประมาณ 0.5% ต่อปี ขณะที่การลงทุนด้าน AI กำลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และสินค้าเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับ AI มีสัดส่วนมากกว่า 1 ใน 10 ของการค้าโลกด้านสินค้าแล้ว ในด้านเสถียรภาพทางการเงินนั้นได้มีการชี้ให้เห็นความเสี่ยงจาก AI 3 ระดับ ได้แก่ (1) ความเสี่ยงจากการลงทุนและ valuation ของ AI หากกระแสการลงทุนกลับทิศ โดยเฉพาะในเศรษฐกิจที่พึ่งพา AI value chain มาก อาจกระทบการเติบโตและเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะเศรษฐกิจถดถอย (2) Cyber risk ที่อาจรุนแรงและรวดเร็วกว่าเดิม และ (3) ความเสี่ยงจาก AI agents ที่มีศักยภาพสูง ซึ่งอาจสร้าง disruption รุนแรงต่อระบบการเงินและนำไปสู่ความตื่นตระหนกในวงกว้าง อย่างไรก็ตามสิ่งสำคัญไม่ใช่การต่อต้าน AI แต่คือการเรียนรู้ที่จะใช้ประโยชน์จาก AI ควบคู่กับการบริหารความเสี่ยง โดยสรุปสั้นๆ ว่า “Love it, hate it, fear it. It is here.”
ด้าน Hyun Song Shin ผู้ว่าการ Bank of Korea ให้มุมมองว่า ความเสี่ยงจาก AI อาจส่งผ่านเข้าสู่ระบบการเงินได้อย่างไร โดยเฉพาะเมื่อผู้เล่นจำนวนมากเผชิญข้อจำกัดเดียวกัน จนอาจตอบสนองพร้อมกันและยิ่งขยายความผันผวนของตลาด แม้ว่าสถาบันการเงินและนักลงทุนจะใช้ AI models ที่แตกต่างกัน แต่ไม่ได้หมายความว่าพฤติกรรมของตลาดจะหลากหลายขึ้นเสมอไป เพราะทุกฝ่ายยังอยู่ภายใต้ข้อจำกัดของระบบการเงินเดียวกัน ซึ่งอาจทำให้ AI นำไปสู่พฤติกรรมที่เคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกัน และขยายความผันผวนของตลาดได้ ตัวอย่างสำคัญคือ leverage และ forced selling เมื่อราคาสินทรัพย์ลดลง ผู้เล่นที่เผชิญข้อจำกัดด้าน leverage คล้ายกันอาจจำเป็นต้องขายสินทรัพย์พร้อมกัน ส่งผลให้ราคายิ่งลดลงและนำไปสู่การขายต่อเนื่องเป็นลูกโซ่
รายงานข่าวแจ้งว่า ในการเสวนาสะท้อนว่าในยุค AI เครื่องมือกำกับดูแลทางการเงินแบบดั้งเดิมยังมีความสำคัญ โดยเฉพาะ capital requirements, leverage limits และ collateral standards ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงเชิงระบบและรักษาความหลากหลายของพฤติกรรมผู้เล่นในตลาด โดยผู้ร่วมเสวนาเห็นตรงกันว่าโจทย์ของธนาคารกลางมีมากกว่าการรับมือความเสี่ยงระยะสั้น แต่ต้องเข้าใจ structural changes ที่กำลังเปลี่ยนเศรษฐกิจและระบบการเงิน พร้อมรักษาเสถียรภาพเพื่อให้ระบบเศรษฐกิจสามารถปรับตัวได้ โดยหัวใจสำคัญคือการไม่มอง “นวัตกรรม” และ “เสถียรภาพ” เป็นสิ่งที่ต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่ต้องสร้างเงื่อนไขให้นวัตกรรมเกิดขึ้นได้อย่างปลอดภัยและสร้างประโยชน์ต่อเศรษฐกิจในระยะยาว




