'วราวุธ'ชี้เหมืองโพแทชช่วยลดนำเข้าปุ๋ยมูลค่า 1.4 หมื่นล้าน/ปี แถมยังส่งออกสร้างรายได้กว่า 3 หมื่นล้าน ยันชุมชน-เกษตรกรได้ประโยชน์ เพิ่มความมั่นคงปัจจัยการผลิตด้านการเกษตร
สำนักข่าว Next News รายงานเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า การพัฒนาแหล่งแร่โพแทชในประเทศไทยเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างความมั่นคงด้านวัตถุดิบให้ภาคเกษตรกรรมและอุตสาหกรรม ลดการพึ่งพาการนำเข้าปุ๋ยจากต่างประเทศ และเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจจากทรัพยากรแร่ภายในประเทศ โดยเฉพาะภาคตะวันออกเฉียงเหนือซึ่งมีแหล่งแร่โพแทชขนาดใหญ่ กระจายอยู่ในแอ่งโคราชและแอ่งสกลนคร
นายวราวุธกล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยนำเข้าปุ๋ยเคมีประมาณ 5 ล้านตันต่อปี คิดเป็นมูลค่าราว 65,000 ล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นปุ๋ยโพแทชประมาณ 1 ล้านตัน มูลค่า 14,000 ล้านบาทต่อปี การพัฒนาเหมืองและโรงงานผลิตปุ๋ยโพแทชในประเทศจึงมีโอกาสช่วยลดการพึ่งพาวัตถุดิบนำเข้า และเสริมความมั่นคงด้านปัจจัยการผลิตของเกษตรกรไทย ประโยชน์ที่ประชาชนมีโอกาสได้รับโดยตรง คือการเพิ่มทางเลือกด้านปุ๋ยและลดแรงกดดันต่อต้นทุนการผลิตทางการเกษตร เนื่องจากโพแทสเซียมเป็นหนึ่งในธาตุอาหารหลักของพืช การมีแหล่งวัตถุดิบและกำลังผลิตภายในประเทศจะช่วยเพิ่มโอกาสเข้าถึงปุ๋ยโพแทช เช่น ปุ๋ยสูตร 0-0-60
นายวราวุธกล่าวว่า ขณะเดียวกัน การสร้างประโยชน์จากเหมืองโพแทชต้องเดินควบคู่กับการควบคุมผลกระทบต่อประชาชนและสิ่งแวดล้อม โดยมีมาตรการกำจัดหางแร่และเศษดิน จะผสมกับน้ำเกลือเข้มข้นและอัดกลับลงไปในเหมืองใต้ดิน ที่กำหนดให้เริ่มดำเนินการในปีที่ 5 ของการทำเหมือง และต้องถมกลับให้หมดเมื่อสิ้นสุดโครงการ ควบคู่กับการป้องกันการรั่วซึมของน้ำเกลือ ป้องกันผลกระทบต่อดิน แหล่งน้ำ และชุมชนในพื้นที่ตลอดจนการคุ้มครองสุขภาพชุมชน สำหรับโครงการอุดรธานีมีการกำหนดมาตรการ เช่น ระบบหมุนเวียนน้ำ การป้องกันการรั่วซึม และการประกันความเสียหายจากการทำเหมืองไม่น้อยกว่า 500 ล้านบาท
"ในด้านเศรษฐกิจ หากโครงการต่างๆ สามารถดำเนินการได้ตามเป้าหมาย ประเทศไทยจะมีกำลังผลิตโพแทชรวมประมาณ 3.2 ล้านตันต่อปี เมื่อหักความต้องการใช้ภายในประเทศตามประมาณการ จะเหลือผลผลิตส่วนเกินราว 2.2 ล้านตันสำหรับส่งออก คาดว่าจะสร้างรายได้จากการส่งออกกว่า 30,000 ล้านบาทต่อปี และเพิ่มโอกาสให้ไทยก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางการผลิตและส่งออกโพแทชและปุ๋ยเคมีในภูมิภาคอาเซียน"นายวราวุธกล่าว
นายวราวุธกล่าวว่า สำหรับความคืบหน้าของ 3 โครงการสำคัญ ได้แก่ โครงการบริษัท ไทยคาลิ จำกัด จ.นครราชสีมา วางแผนผลิต 100,000 ตันต่อปี ปัจจุบันเจาะอุโมงค์ระบายอากาศถึงชั้นแร่ที่ระดับความลึก 280 เมตร คาดว่าจะเริ่มผลิตปุ๋ยโพแทชได้ในช่วงครึ่งหลังของปี 2570 ส่วนโครงการบริษัท เอเซีย แปซิฟิค โปแตช คอร์ปอเรชั่น จำกัด จ.อุดรธานี ตั้งเป้าผลิต 2 ล้านตันต่อปี อยู่ระหว่างเสนอคณะรัฐมนตรี(ครม.) พิจารณาเพิ่มทุนจดทะเบียนจาก 100 ล้านบาท เป็น 12,240 ล้านบาท และคาดว่าจะเริ่มผลิตได้ภายในปี 2573 และโครงการบริษัท เหมืองแร่โปแตซอาเซียนชัยภูมิ จำกัด (มหาชน) จ.ชัยภูมิ ตั้งเป้าผลิต 1.1 ล้านตันต่อปี ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน(บีโอไอ) มูลค่าลงทุนกว่า 31,422 ล้านบาท แต่ยังมีข้อพิพาทเกี่ยวกับผลประโยชน์ตอบแทนพิเศษแก่รัฐประมาณ 8,000 ล้านบาท อยู่ระหว่างดำเนินคดีในศาลปกครองกลาง
นายวราวุธกล่าวว่า นอกเหนือจากผลประโยชน์ระดับประเทศ การทำเหมืองยังมีโอกาสสร้างงานในท้องถิ่นตั้งแต่การสำรวจ การก่อสร้างอุโมงค์ ไปจนถึงการผลิตระยะยาว พร้อมจัดตั้งกองทุนตามเงื่อนไขประทานบัตรเพื่อสนับสนุนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การศึกษา และสาธารณสุขในพื้นที่ รวมถึงการจ่ายค่าทดแทนแก่เจ้าของที่ดินตามเงื่อนไขที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้โพแทชยังเป็นวัตถุดิบสำหรับอุตสาหกรรมต่อเนื่อง เช่น สบู่ สารซักฟอก ยา และเซรามิก เปิดโอกาสเพิ่มมูลค่าภายในประเทศ แทนการพึ่งพาการส่งออกแร่เพียงอย่างเดียว
"โจทย์สำคัญไม่ใช่เพียงการนำทรัพยากรใต้ดินขึ้นมาสร้างมูลค่า แต่ต้องทำให้ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจส่งถึงเกษตรกร แรงงาน และชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม ควบคู่กับการรักษาสิ่งแวดล้อมและการบังคับใช้มาตรการอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้ทรัพยากรแร่ที่มีอยู่กลายเป็นประโยชน์ต่อประเทศในระยะยาว"นายวราวุธกล่าว




