‘เอกนิติ’ ชี้เศรษฐกิจโลกเจอแรงกระแทกจากสงครามการค้า ดอกเบี้ยสูง ความเสี่ยงหนี้สาธารณะ AI และวิกฤตภูมิอากาศ ย้ำไทยต้องรักษาวินัยการคลัง ลดขาดดุล สร้างความเชื่อมั่นตลาด ใช้เทคโนโลยียกระดับเศรษฐกิจ
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวภายในงาน CEO ECONMASS AWARDS 2026 ซึ่งจัดโดยสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ ในหัวข้อ Thailand’s Next Economy 2027 ว่า การที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารโลก สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพและบทบาทของไทยบนเวทีเศรษฐกิจโลก โดยได้รับเสียงชื่นชมจากนานาชาติทั้งด้านการจัดงานและความพร้อมในการต้อนรับนักลงทุน ซึ่งสิ่งสำคัญกว่าการสร้างความเชื่อมั่นในช่วงเวลาสั้น ๆ คือการเปลี่ยนความเชื่อมั่นดังกล่าวให้เป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในระยะยาว โดยใช้โอกาสจากการเป็นเจ้าภาพนำเสนอศักยภาพและแนวทางการพัฒนาประเทศให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล
นายเอกนิติ กล่าวว่า ประเทศไทยใช้เวทีการประชุม IMF และธนาคารโลกนำเสนอแนวคิดการพัฒนาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ตลอดจนแนวทางสร้างภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจในโลกที่แตกขั้ว รวมถึงการผลักดันแนวคิด Low Carbon City และการแก้ปัญหาน้ำท่วม ซึ่งได้รับความสนใจจากธนาคารโลกที่พร้อมสนับสนุนเงินทุนและความช่วยเหลือทางวิชาการ นอกจากนี้ ไทยยังนำเสนอเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมและสินค้าไทยผ่านการมีส่วนร่วมของชุมชนทั่วประเทศ เพื่อเชื่อมโยงโอกาสจากเวทีโลกกลับไปสู่ผู้ประกอบการและเศรษฐกิจฐานราก
นายเอกนิติ กล่าวว่า การประชุม IMF ธนาคารโลก และการประชุมรัฐมนตรีคลังเอเปค สะท้อนความเสี่ยงสำคัญที่เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญ ซึ่งประเทศไทยต้องเตรียมรับมืออย่างรอบด้าน โดยมีประเด็นสำคัญ ได้แก่
1. โลกแตกขั้วและสงครามการค้า ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างประเทศมหาอำนาจ รวมถึงสงครามการค้าที่ดำเนินต่อเนื่องผ่านมาตรการภาษีศุลกากร เป็นความเสี่ยงที่พร้อมกลับมาสร้างแรงกระแทกต่อเศรษฐกิจได้ทุกเมื่อ ไทยจึงต้องเตรียมรับมือกับความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก
2. อัตราดอกเบี้ยสูงและต้นทุนทางการเงิน แม้เศรษฐกิจโลกเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนการกู้ยืม แต่ไทยยังมีข้อได้เปรียบจากวินัยการคลัง โดย ดร.เอกนิติ ระบุว่า อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี อยู่ที่มากกว่า 5% ขณะที่พันธบัตรรัฐบาลไทยอายุเดียวกันอยู่ที่ประมาณ 2.4% ส่วนต่างดังกล่าวสะท้อนความเชื่อมั่นของตลาดต่อสถานะการคลังของไทย ประกอบกับการดำเนินนโยบายที่ช่วยลดการขาดดุล ทำให้บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือปรับมุมมองต่อไทยจากเชิงลบเป็นมีเสถียรภาพ ซึ่งช่วยสร้างสภาพแวดล้อมให้ภาครัฐและภาคเอกชนเข้าถึงแหล่งเงินทุนด้วยต้นทุนที่ต่ำลง
3. ความเสี่ยงจากการขาดวินัยการคลัง โดยประเทศที่ขาดวินัยการคลังและมีการขาดดุลในระดับสูงกำลังเผชิญแรงกดดันจากตลาดการเงิน ส่งผลให้ต้นทุนการกู้ยืมเพิ่มขึ้น ขณะที่ไทยพยายามควบคุมการขาดดุลและรักษาวินัยทางการคลัง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและลดภาระต้นทุนทางการเงินในระยะยาว
4. การเปลี่ยนแปลงจาก AI และการยกระดับผู้ประกอบการรายย่อย
นายเอกนิติ กล่าวว่า ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ไม่ควรถูกจำกัดอยู่กับการลงทุนขนาดใหญ่หรือเทคโนโลยีราคาแพง แต่ควรนำมาใช้เพิ่มศักยภาพให้ประชาชนและผู้ประกอบการรายย่อย โดยยกตัวอย่างโครงการ “นกกระซิบ” ที่นำ AI มาช่วยพ่อค้าแม่ค้าในโครงการไทยช่วยไทยพลัส วิเคราะห์ยอดขายและวางแผนปริมาณสินค้าให้เหมาะสมกับความต้องการ ระบบดังกล่าวยังช่วยรวบรวมข้อมูลรายได้ของผู้ประกอบการในช่วงที่ผ่านมา เพื่อใช้เป็นหลักฐานประกอบการขอสินเชื่อ ลดข้อจำกัดของผู้ค้ารายย่อยที่ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกันหรือเอกสารแสดงรายได้อย่างเป็นระบบ ซึ่งแนวคิดนี้สอดคล้องกับแนวทาง Small AI, Better Jobs ที่ธนาคารโลกนำเสนอ โดยมุ่งใช้ AI ขนาดเล็กเพื่อเพิ่มผลิตภาพและสร้างงานที่มีคุณภาพ พร้อมระบุว่าธนาคารโลกสนใจนำแนวทางของไทยไปศึกษาและขยายผลในระดับนานาชาติ
5. ความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศและภัยพิบัติ
ประเทศไทยเผชิญความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศอย่างชัดเจน โดยเฉพาะสถานการณ์น้ำท่วมที่เกิดขึ้นก่อนการประชุม IMF และธนาคารโลก ซึ่งสะท้อนความจำเป็นในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและพัฒนาระบบรับมือภัยพิบัติ โดยธนาคารโลกและธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) พร้อมสนับสนุนการลงทุนและความช่วยเหลือที่เกี่ยวข้อง โดยไทยจำเป็นต้องเร่งเตรียมความพร้อม เพราะความผันผวนด้านสภาพภูมิอากาศมีแนวโน้มรุนแรงขึ้น พร้อมจับตาความเสี่ยงจากปรากฏการณ์เอลนีโญที่อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและภาคเกษตรกรรม
ทั้งนี้ การสร้างเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไปต้องอาศัยทั้งความเชื่อมั่นจากนานาชาติ วินัยการคลัง การใช้เทคโนโลยีเพิ่มผลิตภาพ และการเตรียมพร้อมรับความเสี่ยงจากภายนอก เพื่อเปลี่ยนโอกาสบนเวทีโลกให้กลายเป็นการเติบโตที่ยั่งยืนของประเทศ




