นายกฯหัวโต๊ะถกบอร์ดอีอีซี ครั้งแรก หารือไฮสปีดเชื่อม 3 สนามบินจ่อล่ม 'จุฬา' ชี้ไปต่อยาก รอ รฟท.ชงข้อมูลนัดหน้าเร่งหาทางออก 'กพอ.'ไฟเขียวเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ 4 แห่งรองรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย ทั้งยานยนต์สมัยใหม่ อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ การแพทย์และสุขภาพครบวงจร ดันไทยก้าวพ้นกับดักรายได้ปานกลาง
สำนักข่าว Next News รายงานเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2569 ที่ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) หรือบอร์ดอีอีซีครั้งแรก โดยมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม
นายอนุทินกล่าวว่า กพอ. มีหน้าที่กำหนดนโยบายและทิศทางการพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกหรืออีอีซีให้บรรลุเป้าหมายอย่างเป็นรูปธรรม สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลในการเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างเข้มแข็งและยั่งยืน เพื่อก้าวพ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง ที่ผ่านมาคณะรัฐมนตรี(ครม.) มีมติที่เกี่ยวข้องกับอีอีซี ในหลายเรื่องสำคัญ อาทิ การสนับสนุนให้เริ่มโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก การจัดทำร่างประกาศ กพอ. ว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการขอรับสิทธิประกอบวิชาชีพเวชกรรมในเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษสำหรับผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเวชกรรมจากต่างประเทศเพื่อส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมการแพทย์และสุขภาพในพื้นที่อีอีซี รวมถึงการปรับเปลี่ยนแนวทางดำเนินโครงการพัฒนาท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด ระยะที่ 3 (ช่วงที่ 2) และการจัดตั้งเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ 8 แห่ง เห็นชอบให้สำนักงานอีอีซีเข้าใช้ทำประโยชน์ในที่ดินของสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) เนื้อที่ประมาณ 14,500 ไร่ บริเวณตำบลห้วยใหญ่ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี เพื่อพัฒนาศูนย์ธุรกิจอีอีซีและเมืองใหม่อัจฉริยะ
นายกฯกล่าวว่า การดึงดูดการลงทุนในปัจจุบันไม่อาจอาศัยเพียงจุดเด่นด้านค่าแรงราคาถูก แต่ต้องแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของประเทศและความพร้อมรองรับอุตสาหกรรมใหม่ ทั้งด้านการจ้างงาน การเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน และการถ่ายทอดความรู้เพื่อพัฒนาบุคลากรไทย รัฐบาลจึงให้ความสำคัญกับการยกระดับทักษะเดิม (Upskill) และการสร้างทักษะใหม่ (Reskill) ควบคู่กับการพัฒนาศูนย์เทคโนโลยี ศูนย์การศึกษา และศูนย์วิจัย เพื่อเตรียมบุคลากรให้สอดคล้องกับความต้องการของอุตสาหกรรมสมัยใหม่
"การลงทุนในปัจจุบันให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีขั้นสูง ตลอดจนการดำเนินธุรกิจที่คำนึงถึงเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ (SDGs) สิ่งแวดล้อม และความรับผิดชอบต่อสังคม พร้อมสนับสนุนการเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) การพัฒนาพื้นที่อีอีซี ต้องอยู่บนพื้นฐานกฎหมาย ระเบียบบริหารราชการเดียวที่ใช้ทั่วประเทศ ไม่ใช่รัฐในรัฐ พร้อมกำชับให้ประสานงานกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน(บีโอไอ) อย่างใกล้ชิด เพื่อให้การส่งเสริมการลงทุนเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ขณะเดียวกัน ประเทศไทยมีข้อได้เปรียบด้านทำเลที่ตั้งในการเชื่อมโยงการค้าและการขนส่งในภูมิภาคอาเซียน จึงขอให้ทุกฝ่ายร่วมกันสื่อสารถึงความพร้อมของไทย ทั้งด้านทำเลที่ตั้ง โครงสร้างพื้นฐาน และระบบโลจิสติกส์ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่นักลงทุน โดยผลการลงทุนที่ผ่านมาเป็นส่วนหนึ่งที่สะท้อนถึงความสนใจของนักลงทุนที่มีต่อประเทศไทย"นายกฯกล่าว
นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุม กพอ.เห็นชอบการประกาศกำหนดเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษเพิ่มเติม 4 แห่งในพื้นที่ อีอีซี ได้แก่ 1.) เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ อีเทค สมาร์ท พาร์ค จังหวัดชลบุรี รองรับอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ การบินและโลจิสติกส์ ดิจิทัล และการแพทย์และสุขภาพครบวงจร 2.) เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ นิว ฮอไรซัน ซิตี้ จังหวัดชลบุรี รองรับอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ การแปรรูปอาหาร การบินและโลจิสติกส์ และดิจิทัล รวมถึงส่งเสริมอุตสาหกรรมเศรษฐกิจสีเขียวและเศรษฐกิจหมุนเวียน (BCG) 3.) เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ พนัสนิคม จังหวัดชลบุรี รองรับอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ เกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ การแปรรูปอาหาร หุ่นยนต์ ดิจิทัล การบินและโลจิสติกส์ และการแพทย์และสุขภาพครบวงจร และ 4.) เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ ยานยนต์สมัยใหม่ (ปลวกแดง) จังหวัดระยอง รองรับอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ หุ่นยนต์ ดิจิทัล และการพัฒนาบุคลากรและการศึกษา ทั้งนี้ ให้เสนอ ครม.รับทราบตามมาตรา 11 วรรคสอง แห่งพ.ร.บ.เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก พ.ศ. 2561
รายงานข่าวแจ้งว่า ที่ประชุม กพอ. มีการพิจารณาวาระสำคัญ อาทิ การจัดตั้งเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษเพิ่มเติม 4 แห่ง, ร่างระเบียบคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ว่าด้วยการจดทะเบียนการเช่าที่ดินอันเป็นที่ราชพัสดุหรือที่ดินของรัฐ ที่ประกาศเป็นเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ , การทบทวนกฎบัตรคณะกรรมการตรวจสอบ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) , ร่างแผนงานเลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 (ตุลาคม 2569 - 31 มีนาคม 2570)
รายงานข่าวแจ้งว่า ช่วงท้ายการประชุมนายกฯได้หารือและติดตามความคืบหน้าโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน และโครงการพัฒนาเมืองการบินสนามบินอู่ตะเภา เพื่อนำข้อมูลไปวางนโยบายและหาแนวทางเร่งรัดการดำเนินงานให้สำเร็จลุล่วง
นายจุฬา สุขมานพ เลขาธิการอีอีซี กล่าวว่า ที่ประชุม กพอ.ยังไม่ได้พิจารณาโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง- สุวรรณภูมิ - อู่ตะเภา) มูลค่ากว่า 2.2 แสนล้านบาท หลังจากบริษัท เอเชีย เอรา วัน จำกัดยื่นหนังสือถึงการรถไฟแห่งประเทศไทย(รฟท.) ขอสิ้นสุดสัญญา โดยนายกฯมอบหมายให้ สกพอ. เตรียมรายละเอียดมาหารือในการประชุมครั้งต่อไป คาดว่าจะเป็นช่วงเดือนพฤศจิกายนหรือธันวาคมนี้ ทั้งนี้ ต้องรอให้ รฟท. ในฐานะเจ้าของโครงการสรุปรายละเอียดเข้ามาก่อนว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป
นายจุฬากล่าวว่า แม้บริษัท เอเชีย เอรา วัน จำกัดยื่น ขอสิ้นสุดสัญญา แต่ รฟท. ยังไม่ยอมรับว่าเป็นการใช้สิทธิ์ที่ถูกต้อง ดังนั้นต้องเข้าสู่กระบวนการระงับข้อพิพาท และเจรจาตามขั้นตอนของสัญญาก่อน ส่วนจะทำโครงการในรูปแบบใหม่ได้ ก็ต่อเมื่อสัญญาฉบับนี้สิ้นสุดลงก่อน ซึ่งต้องผ่านมติ กพอ. ก่อนเสนอครม. ส่วนประเด็นการแก้ไขสัญญา อัยการแจ้งว่าสามารถแก้ไขได้และตรวจสัญญามาให้แล้ว ซึ่งต้องดำเนินการตามกฎหมาย แต่เกิดคำถามว่าการแก้ไขสัญญาเหมาะสมหรือไม่ เพราะแม้จะแก้ไขแล้ว โครงการก็คงเดินต่อไม่ได้เมื่อธนาคารไม่ปล่อยกู้
“ผมมองว่าโครงการเดิมคงไปต่อได้ยาก เพราะโครงการอาจไม่คุ้มค่า สิ่งที่ต้องทำคือให้โครงการยุติ แล้วจัดทำโครงการใหม่ ไม่ว่าจะเป็นรัฐทำเอง หรือร่วมทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน( PPP) ในรูปแบบใหม่ ซึ่งสำนักงานอีอีซี ยืนยันว่าต้องมีรถไฟและเชื่อมต่อไปถึงอู่ตะเภา"นายจุฬากล่าว




